วินัย สมพงษ์ เสนอปัจจัย ๖ ประการในการวัดพลังอำนาจชาติมหาอำนาจ โดยเน้นว่าปัจจัยทางการเมืองคือจุดอ่อนสำคัญที่สุดของประเทศไทย และเรียกร้องให้สภาพัฒนาการเมืองมุ่งเน้นคุณธรรมจริยธรรมนำการเมืองแทนการใช้เงิน
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม พันเอก วินัย สมพงษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผมได้เห็นรูปของคณะกรรมการจัดตั้งสภาพัฒนาการเมือง และแผนแม่บทพัฒนาการเมืองตามที่มีรูปในหนังสือนั้น กระผมขอกราบเรียนว่าท่านเหล่านี้ ผู้ก่อตั้งสภาพัฒนาการเมืองเป็นบุคคลที่กระผมมีความเคารพนับถือเป็นการส่วนตัว ท่านเป็นคนมีความรู้ความสามารถ มีประสบการณ์ ควรแก่การเคารพนับถือ อย่างไรก็แล้วแต่ ขอได้โปรดอนุญาตให้ผมได้ช่วยท่านคิด อนุญาตให้ผมได้เติมเต็มอีกสักนิดหนึ่ง โดยปกติแล้ว กระผมจะเป็นคนไม่พูดยาวแล้วก็จะไม่พูดซ้ำ ถ้าเผื่อสมาชิกผู้ทรงเกียรติท่านใดได้อภิปรายไปแล้ว กระผมก็จะไม่ซ้ำ เพราะฉะนั้นสิ่งที่กระผมจะช่วยคิดเติมเต็มนั้นกระผมมั่นใจว่าจะเป็นอีกมุมหนึ่ง ที่จะเป็นประโยชน์ต่อสภาพัฒนาการเมือง ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้ามีใครถามว่าเราจะรู้ ได้อย่างไรว่ารถยนต์คันหนึ่งนี่มีพลัง มีกำลังมาก รถยนต์สักคันหนึ่งจะรู้ว่ามีกำลังมากก็ดูกันที่ มันมีกี่สูบ ๔ สูบ ๖ สูบ ๘ สูบ มันมีขนาด ซี.ซี. (C.C.) ความจุกระบอกสูบเท่าไร มันขับเคลื่อน ๒ ล้อหรือว่า ๔ ล้อ ถ้ารู้ข้อมูลอย่างนี้ก็จะรู้ว่ารถคันนั้นมีพลัง มีกำลังมากมายเท่าไร เช่นเดียวกันการที่จะบอกว่าประเทศนั้นประเทศนี้เป็นประเทศมหาอำนาจมันมีปัจจัย มันมีแฟคเตอร์ (Factor) อะไรในการที่จะวัดพลังอำนาจว่าประเทศนี้เป็นมหาอำนาจ ประเทศนี้ยังไม่เป็นมหาอำนาจ โดยหลักทั่ว ๆ ไปการที่จะดูว่าประเทศใดประเทศหนึ่ง มีพลังอำนาจมากน้อยเท่าไร เขาจะวัดกันที่ปัจจัย ๖ ข้อ ข้อแรก เขาจะดูที่ว่าประเทศนั้น มีพลังอำนาจทางเศรษฐกิจเป็นอย่างไร ประชาชนร่ำรวยมั่งคั่ง มีจีดีพี (GDP) มากน้อยเท่าไร อดอยากยากแค้น หรือว่าร่ำรวยมั่งคั่ง ความรุ่งเรืองเฟื่องฟูของประชาชน นอกจากดูพลัง ทางเศรษฐกิจเขาจะวัดกันที่พลังทางสังคม สังคมมีความเป็นปึกแผ่นหรือว่าแตกแยก เห็นไหมครับเขาจะวัดกันที่พลังอำนาจทางด้านการเมือง ดูว่าประเทศนั้นการเมืองเขา มีความมั่นคง มีระบบ เปลี่ยนรัฐธรรมนูญบ่อยไหม มีระบบการเลือกตั้งที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาไหม สภาอยู่ได้นาน รัฐบาลอยู่ได้นาน หรือมีความมั่นคง เขาจะดูที่ความมั่นคงในระบบการเมือง ในระบอบการเมือง และเขาจะดูกันที่พลังอำนาจทางทหาร ทหารมีเทคโนโลยี มีกำลังรบ มีเครื่องไม้เครื่องมือในการต่อสู้ ทหารมีจิตใจรุกรบ กล้าหาญแค่ไหน เพียงใด ปัจจัยที่ ๕ ในการที่จะวัดว่าประเทศใดประเทศหนึ่งเป็นมหาอำนาจ มีพลังอำนาจแค่ไหนก็จะวัดกันที่ พลังทางความเชื่อ จิตวิทยา มีความเชื่อในชาติ ศาสนา ในลัทธิมากมาย หรือว่ามีความเชื่อ ศาสนาหนึ่ง ลัทธิอย่างหนึ่งอย่างเดียว หรือว่ามากมายหลายลัทธิแตกเป็นเสี่ยง ๆ ถ้ามีความเชื่อมากมายหลายอย่างพลังอำนาจของชาติในปัจจัยความเชื่อจิตวิทยาก็ลดลง และอีกประเด็นหนึ่งที่เขาวัดกันจะดูว่าเป็นชาติมหาอำนาจ แข็งแรงแค่ไหน ก็ดูกันที่พลัง ทางด้านเทคโนโลยี การติดต่อสื่อสารดาวเทียม คอมพิวเตอร์ สารพัดอย่างเทคโนโลยี ปัจจัยทั้ง ๖ ประการนี้ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าดูประเทศไทยของเรา ๗๐-๘๐ ปีที่ผ่านมา ที่เรามีระบอบการเมืองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ปัจจัยที่อ่อนแอที่สุดในบรรดา ๖ ปัจจัย เศรษฐกิจ สังคม การเมือง การทหาร จิตวิทยา เทคโนโลยี ปัจจัยที่อ่อนแอที่สุด ล้าหลังที่สุด ผมกล้าพูดได้เต็มปากแม้ผมจะเป็นนักการเมืองคือปัจจัย ทางด้านการเมืองครับ ทั้ง ๆ ที่ปัจจัยทางด้านการเมืองนั้นจริง ๆ แล้วน่าจะมีความสำคัญ มีความเข้มแข็งเพราะ ๖ ปัจจัยที่ผมกล่าวมาแล้ว ปัจจัยทางด้านการเมืองถือว่าเป็นปัจจัย สำคัญที่สุดเปรียบเสมือนหนึ่งดนตรีวงหนึ่ง การเมืองคือตัวคอนดัคเตอร์ (Conductor) ถ้าการเมืองดีทุกอย่างดีหมดสำหรับประเทศไทย ประเทศไทยถ้าเผื่อการเมืองดีทุกอย่างดีหมด ที่เราล่าช้า ที่เรายังล้าหลังอยู่เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเกาหลี เปรียบเทียบกับประเทศญี่ปุ่น เปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ก็เพราะปัจจัยทางการเมืองที่เราอ่อนแอและล้าหลังที่สุด เพราะฉะนั้นกระผมจึงหวังพึ่งในสภาพัฒนาการเมือง หวังพึ่งท่าน ท่านประธานสภาที่เคารพ ยุทธศาสตร์ ๖ ข้อที่ท่านได้เขียนมาในรายงาน กระผมไม่โต้แย้ง ไม่โต้แย้งเพียงแต่อยากจะให้ ความเห็นว่า ๖ ข้อที่ท่านเสนอมาในปี ๒๕๕๓ ค่อนข้างจะกว้าง ค่อนข้างเป็นแอบสแทรคท์ (Abstract) ปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่ผมเห็นด้วย สนับสนุนและอยากให้ท่านเจาะไปให้มากที่สุดก็ เหมือนกับหลายท่านแต่ไม่ซ้ำคือปัจจัยทางด้านคุณธรรมจริยธรรม ผมอยากเห็นว่าการเมือง วันนี้เอาคุณธรรมนำการเมือง ไม่ใช่เอาเงินนำการเมือง เอาคุณธรรมเอาจริยธรรมนำการเมือง สังคมวันนี้จึงจะไปได้รอดครับ ผมอยากให้เจาะประเด็นนี้ให้หนักให้มาก และจุดอ่อนที่ท่าน ได้เสนอมา อาจจะเป็นเพราะท่านยังไม่กล้า ผมอยากให้ท่านกล้า ๆ ไม่ต้องกลัวครับ ท่านเป็นฝ่ายวิชาการคิดอย่างไร เห็นอย่างไร เสนอตรงไปตรงมาท่านไม่ต้องเกรงใจใคร ผมอยากให้ท่านกล้าเสนอคุณธรรมจริยธรรมว่าถ้าเผื่อนักการเมืองที่ขาดคุณธรรมจริยธรรม ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาทางสังคมมากมายก่ายกองทุกวันนี้ ท่านจะต้องเสนอบทแซงก์ชัน (Sanction) บทลงโทษ คนที่ไม่อยู่ในร่องในรอยของคุณธรรมจริยธรรมท่านต้องมีบทลงโทษ ต้องมีบทแซงก์ชัน ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผมได้กราบเรียนแล้วว่ายุทธศาสตร์ ๖ ข้อ ที่ท่านได้เสนอมาผมไม่ทัดทาน ไม่คัดค้านกลับเห็นด้วย เพียงแต่ว่า ๖ ข้อที่ท่านเสนอมาเป็น ภาพกว้าง และท่านเน้นไปแต่เรื่องสิทธิและเสรีภาพ ไรท์ แอนด์ ฟรีดอม (Right and freedom) ผมกราบเรียนท่านนะครับว่าโดยธรรมชาติของมนุษย์ สิทธิและเสรีภาพเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ ก็ว่าได้ มันเป็นอินสทิงคท์ (Instinct) เป็นสามัญสำนึก พอเกิดมาปั๊บก็มีความรู้สึก มีอากัปกิริยา ที่แสดงออกถึงสิทธิและเสรีภาพโดยอัตโนมัติ มันเป็นอินสทิงคท์ คนเราเกิดมาอุแว้ ร้องไห้ไขว่คว้า หาความอยู่รอด เพราะฉะนั้นสิทธิและเสรีภาพผมเห็นว่าพอเพียงในสังคมที่เราจะพูดถึงมัน แต่สิ่งที่เรายังขาดและไม่ค่อยกล้าพูดถึงกันคือขอบเขตลิมิเทชัน (Limitation) สิทธิและเสรีภาพนั้น จะมีมากเท่าไร มีมากเท่าที่ไม่ไปก้าวล่วงสิทธิและเสรีภาพของคนอื่น การที่เรามี สิทธิและเสรีภาพมากเต็มที่แต่ไม่ไปก้าวล่วงคนอื่น จุดที่ไม่ไปก้าวล่วงคนอื่นตรงนี้แหละครับ คือเส้นแบ่งเขตที่ปัญญาชนคนในสังคมประชาธิปไตยจะต้องรู้ว่าขอบเขตของสิทธิและ เสรีภาพนั้นมีอยู่ตรงนี้ คือแปลว่าผมอยากให้ท่านพูดถึงเรื่องขอบเขต พูดถึงเรื่องข้อห้าม มากขึ้น ๆ ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผมอยากให้สภาได้กำหนดบทแซงก์ชัน บทแซงก์ชัน ในด้านคุณธรรมจริยธรรม ผมยกตัวอย่างเพียงบางตัวอย่าง คนที่ทุจริตโกงกินคอร์รัปชัน ทำอย่างไรที่เราจะสร้างค่านิยมมีบทแซงก์ชัน ทำอย่างไรที่สังคมวันนี้มีโพลออกมา ทำโพลคนที่เป็นนักการเมืองโกงบ้างช่างเถอะ ขอให้คนได้ประโยชน์บ้างยอมรับ ค่านิยมอย่างนี้ผมอยากให้สภาพัฒนาการเมืองออกมาช่วยเป็นผู้นำ ผมจะอยู่ข้างท่าน ออกมาช่วยกันประณาม มีบทแซงก์ชันคนที่ทำโพลเรื่องอย่างนี้ควรไม่ควรต้องกล้าออกมาตำหนิ และต้องช่วยกันมาสร้างค่านิยมใหม่ให้กับสังคม ถ้าขืนปล่อยให้มีความเชื่อว่าโกงบ้างช่างเถอะ ขอให้ทำงานบ้างสำหรับนักการเมือง ถ้าปล่อยให้เป็นอย่างนี้ผมมั่นใจสังคมไปไม่รอด และการเมืองไม่มีวันเติบโตครับ ผมกราบเรียนว่าประเทศที่การเมืองเขาก้าวหน้าเป็นคอนดัคเตอร์ เป็นตัวนำ เป็นพลังอำนาจของชาติที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นประเทศญี่ปุ่น ประเทศเกาหลี หรือประเทศในตะวันตก ในประเทศสหรัฐอเมริกา เรื่องคุณธรรม เรื่องค่านิยม เรื่องต่อต้าน การทุจริตโกงกินคอร์รัปชันนั้นเขาเข้มงวดกวดขัน อย่าว่าแต่หลักความเชื่อ ประชาชนคนทั่วไป จะออกมาเป็นตัวถ่วงดุล ออกมาเป็นฝ่ายตรวจสอบนักการเมืองที่ขี้โกงด้วยตัวของประชาชนเอง ผมอยากให้สภาพัฒนาการเมืองนั้นได้ออกมาพูดเรื่องนี้มากขึ้น ๆ ผมมั่นใจว่าท่านไม่โดดเดี่ยวแน่ ไม่โดดเดี่ยวแน่ คนที่อยู่ข้างหลังท่านมีมากมายก่ายกอง นอกจากนี้การซื้อสิทธิขายเสียง ผมกราบเรียนว่าเดี๋ยวนี้การเมืองเกือบทุกระดับชั้นไม่ว่า อบต. อบจ. ลามไปถึงการเลือกตั้ง ระบบกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อะไรก็แล้วแต่เงินทั้งนั้น เมื่อเอาเงินเข้าไปซื้อเสียงผมมั่นใจว่า นักการเมืองอย่างนั้นเขาไม่กล้าจะขายไร่ขายนาเอาเงินมาซื้อเสียงหรอก แต่เงินซื้อเสียง คือเงินที่โกงมาเอาไปซื้อเสียง แล้วก็หากำไรจากอำนาจหน้าที่ ท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผมอยากจะขอเพิ่มเติมว่าสิทธิและเสรีภาพนั้นเป็นธรรมชาติ เป็นอินสทิงคท์ทุกคนที่เกิดมา แต่ผมอยากให้สภาพัฒนาการเมืองได้ศึกษาเจาะลึกมากขึ้น ๆ ถึงเรื่องขอบเขตของเสรีภาพว่า แค่ไหน เพียงใด ที่จะไม่ก้าวล่วงสิทธิและเสรีภาพของคนอื่น ปัญหาสังคมไทยวันนี้ ปัญหาการเมืองไทยวันนี้ก็คือการใช้สิทธิและเสรีภาพจนเกินขอบเขตจนกระทั่งไปก้าวล่วง สิทธิและเสรีภาพของคนอื่น เพราะฉะนั้นกระผมก็ขออนุญาตช่วยคิดและเติมเต็ม กระผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทางสภาพัฒนาการเมืองจะกล้าทำในสิ่งที่ควร ผมมั่นใจว่า ความถูกต้องนั้นท่านจะไม่โดดเดี่ยวไปเพียงคนเดียวแน่นอน กระผมก็ขอกราบเรียน ด้วยความเคารพอย่างสูงครับ