กิตติรัตน์ ณ ระนอง หารือเรื่องการส่งออกของประเทศไทย และยืนยันว่าไม่มีการบิดเบือนตัวเลขส่งออก
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณ ท่านสมาชิก ท่านเกียรติ สิทธีอมร ที่ได้กรุณาตั้งกระทู้ถามสดเพื่อถามเรื่องนี้นะครับ และต้องกราบขออภัยที่ไม่สามารถมาตอบได้ใน ๒ ครั้งที่ผ่านมา ซึ่งท่านก็ทราบตามข้อมูล ที่ปรากฏเป็นจริงนะครับว่าผมมีภารกิจไปต่างประเทศในการประชุมคณะรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลัง เอเปก (APEC) ที่กรุงมอสโก และอีกครั้งหนึ่งคือการเป็นผู้กล่าวอภิปราย ในการสัมมนาครั้งสำคัญของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ทั้ง ๆ ที่ผมเอง ก็ดูเหมือนจะได้ทราบข้อมูลว่าท่านแสดงความไม่เชื่อมั่นว่าผมติดภารกิจนั้นจริง ๆ ทั้ง ๆ ที่ผมเองผมเชื่อว่าท่านน่าจะมีข้อมูลว่าผมติดภารกิจจริง ในประเด็นที่ท่านได้หยิบขึ้นมานี้ ผมเข้าใจว่าท่านได้นำเอาถ้อยคำที่ผมได้กล่าวในการปาฐกถา เมื่อวันที่ ๒๓ สิงหาคม ซึ่งเป็นการกล่าวปาฐกถาต่อหน้าผู้คนจำนวนหนึ่ง ซึ่งผมเชื่อว่าเป็นหนึ่งในนับหลายสิบ หรืออาจจะเป็นร้อยการกล่าวปาฐกถาหรืองานสัมมนาหรือการประชุมเชิงปฏิบัติการ ก็ต้องขอบคุณครับที่ท่านให้ความสนใจในเนื้อหาการอภิปรายเป็นช่วงเป็นตอนที่มีการใช้ถ้อยคำ ซึ่งเข้าใจดีครับว่ามีการนำไปสู่การวิพากษ์วิจารณ์ อย่างไรก็ตามผมขออนุญาตตอบยืนยัน ท่านนะครับว่าสิ่งที่ดูเหมือนการกล่าวในการปาฐกถาของผมและได้นำไปถ่ายทอดกันต่อ ๆ กัน จนมีความเข้าใจไปว่ารองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลโกหกตัวเลขส่งออก ซึ่งน่าจะมีความหมายว่ามีการไปดูผลการส่งออกแล้วก็ปรากฏว่าบิดเบือนผลการส่งออก ซึ่งผมขออนุญาตยืนยันว่าเรื่องของการส่งออก ยอดการส่งออกจริงมีการรายงาน ตามหน่วยงานทางราชการต่าง ๆ ไม่เคยมีความพยายามของใครในรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผมที่จะไปเปลี่ยนแปลงตัวเลขการส่งออกเหล่านั้นว่าเป็นจริงปรากฏเป็นอย่างไร ในการตั้งเป้าหมายในการทำงานผมเองยอมรับครับว่าในช่วงปีที่ผ่านมาท่านจะเห็นได้ว่า ประเทศของเราเผชิญกับภาวะวิกฤติทั้งทางเศรษฐกิจ ทั้งทางธรรมชาติและปรากฏว่า ในปี ๒๕๕๔ เราได้มีการตั้งเป้าหมายยอดการขยายตัวการส่งออกไว้ที่ร้อยละ ๑๕ และขณะที่ มีอุทกภัยเราก็ยังสามารถจบปีได้ด้วยการขยายตัวการส่งออกที่สูงถึงเป้าหมาย เกินเป้าหมาย เล็กน้อย ดังนั้นเมื่อส่วนราชการมาปรึกษาหารือว่าเขาจะตั้งเป้าการส่งออกในอัตรา ที่เท่ากันกับที่เคยตั้งในปีที่มีปัญหาอุทกภัยนี่พวกเราที่เกี่ยวข้องเห็นเป็นอย่างไร ผมก็ได้เห็นคนที่เกี่ยวข้องนะครับก็คิดว่าการตั้งเป้าในเวลานั้นร้อยละ ๑๕ ก็เป็นตัวเลข ซึ่งไม่สูงไปกว่าปีก่อน เป็นตัวเลขที่เท่ากับปีก่อน แล้วก็ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องก็ตั้งอกตั้งใจว่า ถ้าหากว่ามีการตั้งเป้าในระดับนั้นท่านก็จะทำงานกันอย่างเต็มที่เพื่อให้ถึงเป้าหมาย ด้วยความเคารพครับ ผมเองมีหน้าที่ติดตามภาวะเศรษฐกิจโดยทั่วไป ผมยอมรับครับว่า เมื่อมีการตั้งเป้านั้นโดยส่วนตัวผมมีความเห็นเฉพาะตัวว่าโอกาสที่จะทำได้ถึงเป้าหมาย ร้อยละ ๑๕ นั้นเป็นไปได้ยาก แต่ผมสงวนสิทธิที่จะไม่แสดงความคิดเห็นส่วนตัวนั้น เพราะถ้าหากว่าผมแสดงความคิดเห็นส่วนตัวไปว่าคงไม่ถึงหรอก อะไรจะเป็นผลตามมา การที่คนที่เกี่ยวข้องก็จะบอกว่า เอ๊ะ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจยังรู้สึกท้อถอยเลย พวกเราไม่ต้องทำงานกันเต็มที่ก็แล้วกัน ลดเป้าลงมาจะได้ทำงานกันง่าย ๆ ก็เป็นไปได้ แต่ในขณะเดียวกันคนทั่ว ๆ ไปในเวลานั้นซึ่งท่านก็คงจะจำได้ว่าผมเป็นคนหนึ่งที่พูดจา ครั้งแล้วครั้งเล่าว่านโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลนี้จะสามารถทำให้เศรษฐกิจเจริญเติบโตได้ โดยที่ปรับสมดุลทางเศรษฐกิจโดยการเพิ่มกำลังซื้อในประเทศ การใช้จ่ายของภาครัฐและการสนับสนุนให้ภาคเอกชนมีความมั่นใจในการลงทุน ดังนั้นการพึ่งพาการส่งออกจึงมีความจำเป็นน้อยลง ผมเคยพูดครั้งแล้วครั้งเล่าในหลายโอกาส ดังนั้นการที่คนทั่วไปซึ่งอาจจะรวมถึงนักวิชาการจำนวนหนึ่งก็ได้ที่ยังคงปักใจ ฝังใจว่าประเทศไทยจะสามารถเติบโตทางเศรษฐกิจได้ก็ต่อเมื่อส่งออกมีอัตราการขยายตัวที่ดี ฉะนั้นในภาวะโดยรวมอย่างนั้นเป็นเหตุผลที่ทำให้ผมขอใช้สิทธิส่วนตัวที่จะนิ่งเงียบ แล้วก็ไม่ได้แสดงความคิดเห็นส่วนตัวอันนั้น ในเมื่อมีการตั้งเป้าตัวเลขออกมาแล้วเป็นอัตรา ร้อยละ ๑๕ ผมก็เป็นคนหนึ่งที่ร่วมมือร่วมใจกับผู้ทำงานทั้งหลาย ทำกันอย่างสุดความสามารถ ด้วยหวังว่าอาจจะมีสิ่งพิเศษเกิดขึ้นเพื่อทำให้การส่งออกนั้นไปจนถึงเป้าหมายที่มีการตั้งไว้ แต่ก็แน่นอนครับเมื่อเราดำเนินกันมาขนาดทำงานกันเต็มที่ ซึ่งท่านก็คงสามารถจะตรวจสอบ ส่วนราชการต่าง ๆ ได้ หรือแม้แต่ภาคเอกชนที่ทำงานร่วมกับภาครัฐว่ารัฐบาลทุ่มเทแค่ไหน ที่จะทำงานร่วมกันกับท่านต่าง ๆ เพื่อให้สามารถขยายการส่งออกได้ แต่ว่าเมื่อตัวเลขออกมา อย่างที่ปรากฏ ผมเชื่อว่าเป็นเรื่องที่สมควรที่จะยอมรับว่าเราคงไม่ถึงอย่างที่ท่านเห็นในคลิป แล้วก็การที่ผมรับว่าผมเห็นว่ามันอาจจะไม่ถึงมาตั้งแต่ต้นนั้น ก็เป็นมาตรฐานในการแสดง ความจริงใจของผม ซึ่งผมยอมรับว่ามีคนวิเคราะห์วิจารณ์เหมือนกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนที่รู้จักผมดีว่าไร้เดียงสานิดหน่อยในทางการเมือง ความจริงใจอย่างที่ว่านั้นไม่จำเป็น ต้องพูดก็ได้เก็บไว้ในใจ อย่างที่ท่านเกียรติ สิทธีอมร ได้กรุณาแนะนำเมื่อสักครู่นี้นะครับ คือก็ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้แล้วก็บอกว่าทำกันเต็มที่แล้วไม่ถึงเป้า ก็เก็บสิ่งนั้นไว้ในใจก็คงจะเป็น อีกทางเลือกหนึ่งนะครับ ผมเพียงแต่เรียนว่าแนวที่ท่านแนะนำนั้นมันไม่ใช่มาตรฐาน ทางความเชื่อผม ผมไม่โกหก ผมไม่เคยโกหก แล้วผมจะไม่โกหก แต่คำว่าไวท์ ไลที่ว่านี่นะครับ สำหรับผมนี่ผมอาจจะไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญทางศัพท์อะไรทั้งหลายแหล่ ผมไม่ถนัดที่จะปรับเปลี่ยน ถ้อยคำบางคำเพื่อให้ความหมายมันดูแตกต่างออกไปนะครับ แต่คำว่าไวท์ ไลไม่ได้แปลว่า โกหกแน่นอน เพราะไม่เช่นนั้นจะมีคำว่าไวท์ (White) หรือคำว่าขาว ซึ่งเป็นความหมาย ด้านดีทำไม ดังนั้นถ้าหากว่าผมจะเพียงแต่ยกตัวอย่างบางคำ ไม่มีเจตนาจะไปเสียดสีอะไร ใครนะครับ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าผมจะบอกว่าถ้อยคำในเรื่องของการสลายการชุมนุม ถ้าถูกเปลี่ยนเป็นการกระชับพื้นที่ ขอคืนพื้นที่ ความหมายจะต่างกันไปนี่ผมไม่ถนัดที่จะไปใช้ ถ้อยคำอะไรต่าง ๆ แต่ว่าผมเพียงแต่ยอมรับว่าตั้งแต่ต้นผมคิดว่าโอกาสที่จะทำได้ ตามเป้าหมายนั้นมีไม่มาก แต่ผมสงวนสิทธิที่จะไม่แสดงความจริงใจออกมาแล้วไปทักท้วง จนกระทั่งดึงเอาอัตราการตั้งเป้าการขยายตัวให้มันต่ำลงไป เพราะผมไม่ต้องการให้คนที่ ทำงานนั้นเกิดความรู้สึกท้อถอย แล้วผมเองก็ไม่คิดว่ามีเหตุผลอะไรที่ผมจะต้องไปทำให้ คนทั่วไปซึ่งยังมีความหวังอยู่กับการส่งออกนั้นเขาจะต้องเสียความหวังไป ขออนุญาตยืนยันว่า ไม่มีใครในการหารือการตั้งเป้าในการส่งออกไปเตี๊ยมกันตกลงกันว่าพวกเราทั้งหลายเรารู้ว่า ไม่ถึงแน่ ๆ นะ แต่เราออกไปจากห้องนี้เราจงไปบอกตัวเลขนั้นกัน ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้น ก็กลายเป็นการโกหกอย่างที่ท่านเกียรติ สิทธีอมร อาจจะตั้งเป็นกระทู้ถามสด แต่ว่าในเมื่อ การปรึกษาหารือ การตั้งเป้าในปีที่น้ำท่วมเราตั้งเป้าไว้ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ เรายังทำได้ ในปีนี้ ถ้าหากว่าทำงานกันเต็มที่ มีโอกาสทำได้ไหม ก็พอมีโอกาส ทุกอย่างก็เป็นเรื่องที่มีโอกาส เพราะเป็นเรื่องของการตั้งเป้านะครับ ฉะนั้นจึงขออนุญาตเรียนชี้แจงว่าหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ของประเทศเข้าใจดีในเรื่องของการพูดจาเพื่อให้เกิดการทำงาน แล้วแน่นอนการวิเคราะห์ วิจารณ์นั้นถ้าหากว่าเกิดขึ้นโดยคนที่อยู่ในที่ประชุมแล้วฟังตั้งแต่คำแรกจนถึงคำสุดท้าย ความเห็นก็อาจจะออกมาอย่างหนึ่ง แต่ถ้าหากว่าเป็นคำถามที่เกิดขึ้นว่าพูดคำนั้นพูดคำนี้ เห็นด้วยหรือไม่ ผมก็เชื่อว่าการที่จะมีความเห็นต่อคำพูดซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปาฐกถา ซึ่งมีความยาวนานเกือบ ๑ ชั่วโมงนั้นมันอาจจะถูกเข้าใจไปต่าง ๆ ได้ จึงขออนุญาตยืนยัน กับท่านว่าผม นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ไม่โกหก ไม่เคยโกหก ไม่ประสงค์จะโกหก ส่วนเรื่องที่จะแสดงความจริงใจ หรือไม่ต่าง ๆ นั้นก็เป็นเรื่องซึ่งผมเองถือว่าเป็นสิทธิเฉพาะตัว ผมยกตัวอย่างเช่นอย่างนี้ครับ ย้ำอีกครั้งนะครับไม่มีเจตนาจะไปพาดพิงอะไร ครั้งหนึ่งผมจำได้ว่ามีการตั้งเป้าว่าเราจะ แก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ๓ จังหวัดให้เสร็จภายในเท่านั้นวันเท่านี้วัน ผมก็เรียนว่า ผมเชื่อว่าการตั้งเป้าตรงนั้นก็เป็นเป้าหมายที่ดี ผู้คนก็มีความหวัง มีกำลังใจ เมื่อดำเนินการ กันไปแล้ว ถ้าหากว่าในสายตาของผู้คนเขาเห็นว่าท่านก็ทำกันอย่างเต็มที่ แล้วถึงเวลา แก้ปัญหายังไม่ได้ คนที่มีจิตอันเป็นกุศลเขาก็ยอมรับว่าท่านทำไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ผมคิดว่า ถ้าหากว่าการพูดดังกล่าวจะมารับเหมือนกับที่ผมรับว่าตอนที่ตั้งก็รู้เหมือนกันว่าทำไม่ได้ หรือว่าการที่ตั้งเป้าแล้วทำไม่ได้มันเป็นอะไร สำหรับผมในมาตรฐานผมถือว่าเป็นเรื่องของ การแสดงความจริงใจ สิ่งที่เป็นเรื่องคำว่าโกหกก็คือเอาข้อมูลสิ่งที่เกิดแล้วมาบิดเบือน ให้แตกต่างไปจากที่เกิด การทำงานในเรื่องของการตั้งเป้านั้นเป็นเรื่องของสิ่งที่ยังไม่เกิด แต่การอธิบายความว่าทำไมถึงตั้งเป้าอย่างนั้นตั้งเป้าอย่างนี้ มีความในใจอย่างไร เป็นเรื่องเฉพาะตัวอย่างไรนั้นก็เป็นเรื่องที่ผมอธิบายว่าสิ่งที่ผมทำนะครับ