สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๒ · ๑๒ กันยายน ๒๕๕๕

สุรสาล ผาสุข แถลงความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ..... โดยหารือเรื่องการอำนวยความสะดวกในการขนส่งข้ามพรมแดนในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงตอนบน และเสนอข้อเสนอแนะและข้อห่วงใยต่อ รัฐมนตรี โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการพิจารณาการใช้ดุลยพินิจอย่างยุติธรรมเพื่อประโยชน์ต่อประเทศไทยในด้านการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว นอกจากนี้ยังหารือเรื่องความพร้อมของผู้บังคับใช้กฎหมายและทักษะการใช้ภาษาในการสื่อสารเพื่อเตรียมการเปิดประตูการค้าอาเซียนในอนาคต และการเตรียมความพร้อมของกรมศุลกากรเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนที่จะท้าธุรกิจค้าขายข้ามพรมแดน

นายสุรสาล ผาสุข สิงห์บุรี

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายสุรสาล ผาสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสิงห์บุรี พรรคเพื่อไทย ต่อข้อคิดเห็น ที่เกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (ว่าด้วยการอนุวัติการตาม ความตกลงว่าด้วยการอ้านวยความสะดวกในการขนส่งข้ามพรมแดนภายในอนุภูมิภาค ลุ่มแม่น้าโขงตอนบน The GMS Agreement) ท่านประธานที่เคารพครับ ความเห็นของกระผม ต่อร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้จะได้ขอกราบเรียนท่านประธานใน ๒ ประเด็นด้วยกันนะครับ

ประเด็นที่ ๑ จะกราบเรียนถึงความจ้าเป็นและผลดีกับประเทศไทยในการจัด ให้มีร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้

ประเด็นที่ ๒ จะได้ขอกราบเรียนน้าเสนอเป็นข้อเสนอแนะและข้อห่วงใยต่อ ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ เรื่องของความจ้าเป็นและผลดีกับประเทศไทยนั้น ในส่วนของความจ้าเป็นนั้นคิดว่ากระผมจะข้ามประเด็นนี้ไป เนื่องจากท่านรัฐมนตรีได้ชี้แจงถึงความจ้าเป็นในส่วนของการที่ต้องมีร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ไว้ ตั้งแต่ตอนต้นแล้วนะครับ ความจ้าเป็นในส่วนของผลดีกับประเทศไทย ท่านประธานที่เคารพครับ จากข้อมูลการค้าชายแดนระหว่างประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้านซึ่งมีอยู่ในรายงาน การวิเคราะห์นั้นพบว่ามีข้อมูลการค้าชายแดนไทยในการค้าปี ๒๕๕๔ เพิ่มขึ้นจากปี ๒๕๕๓ อย่างมีนัยส้าคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมูลค่าการค้าชายแดนระหว่างประเทศไทยกับประเทศ สาธารณรัฐประชาชนจีนทางตอนใต้ ในการค้าปี ๒๕๕๔ นั้นเพิ่มขึ้นจากปี ๒๕๕๓ ถึง ๔๖.๒ เปอร์เซ็นต์ รองลงไปก็คือมูลค่าการค้าชายแดนระหว่างประเทศไทยกับประเทศเวียดนาม ซึ่งอยู่ที่ ๓๙.๓ เปอร์เซ็นต์ รองลงไประหว่างประเทศไทยกับประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตย ประชาชนลาวอยู่ที่ ๒๗.๖ เปอร์เซ็นต์ และกับประเทศกัมพูชาเราอยู่ที่ ๒๗.๓ เปอร์เซ็นต์ และประเทศเมียนมาร์เพิ่มขึ้นจากปี ๒๕๕๓ ๑๙.๒ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานที่เคารพครับ มูลค่าการค้าที่เพิ่มขึ้นนี้เราต้องเข้าใจนะครับว่าเกิดขึ้นในขณะที่ประเทศไทยยังไม่มีการอนุวัติ พระราชบัญญัติศุลกากร พุทธศักราช ๒๔๖๙ ดังนั้นจึงไม่มีข้อสงสัยแต่ประการใดว่าถ้าจัดให้ มีร่างพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ว่าด้วยการอนุวัติการตามความตกลงว่า ด้วยการอ้านวยความสะดวกในการขนส่งข้ามพรมแดนภายในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้าโขงตอนบน The GMS Agreement) จะเป็นผลดีต่อประเทศไทยทั้งในเรื่องของการค้าขายและ การท่องเที่ยวมากน้อยเพียงใด อันนี้คือผลดีกับประเทศไทยครับท่านประธานที่เคารพครับ

ในส่วนของข้อเสนอแนะหรือข้อห่วงใยที่อยากจะกราบเรียนผ่านท่านประธาน ไปยังท่านรัฐมนตรีนั้นมีอยู่ ๒-๓ ประการดังต่อไปนี้นะครับ

ประการที่ ๑ ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ในมาตรา ๓๗ เอกูนวีสติ (๒) และ (๓) และมาตรา ๓๗ วีสติ ที่พนักงานศุลกากรสามารถใช้ดุลยพินิจตามกฎหมายในบางเรื่องได้ เช่น ให้อ้านาจพนักงานศุลกากรในการที่จะส่งหรือไม่ส่งบุคคล สัตว์ พืช ของ ตลอดจนพาหนะ ผู้ควบคุมพาหนะ และคนประจ้าพาหนะที่ใช้ขนส่งสิ่งดังกล่าวกลับไปยังประเทศภาคี ตามความตกลง ส่งหรือไม่ส่งก็ได้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของพนักงานเจ้าหน้าที่ เรื่องนี้กราบเรียนว่า โดยทั่ว ๆ ไปนั้นผมเคยอภิปรายประเด็นอย่างนี้มาตลอดว่ากฎหมายมักไม่มีปัญหา แต่ที่มีปัญหามักเป็นผู้ที่น้ากฎหมายไปบังคับใช้มากกว่า เพราะฉะนั้นในประเด็นของ การให้ดุลยพินิจอย่างนี้จึงอาจจะเป็นช่องว่างที่อาจจะสร้างความเสียหายให้กับการขนส่ง ข้ามพรมแดนหรือการท่องเที่ยวได้ จึงกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรี หรือท่านอธิบดีที่จะมีอ้านาจในการก้าหนดระเบียบและวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับศุลกากรในพื้นที่ ควบคุมร่วมกันว่าได้โปรดน้าไปพิจารณาว่าจะด้าเนินการอย่างไรจึงจะท้าการบังคับใช้ กฎหมายนี้อย่างยุติธรรมแล้วก็บังเกิดผลดีต่อประเทศไทยทั้งเรื่องการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวในอนาคตต่อไปครับ

ประการที่ ๒ ที่เป็นข้อเสนอแนะแล้วก็อาจจะเป็นความห่วงใยของกระผม ผมได้กราบเรียนไปแล้วว่าการที่เรามีพระราชบัญญัติศุลกากรที่เป็นการอนุวัติการตามความตกลง ว่าด้วยการอ้านวยความสะดวกในการขนส่งข้ามพรมแดนภายในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้าโขงตอนบน ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี ได้กราบเรียนไปแล้วครับ แล้วก็เป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยเป็นอย่างยิ่ง แต่ท่านประธานที่เคารพครับ การมีกฎหมายที่ดีแต่เพียงอย่างเดียวนั้นกระผมเห็นว่า อาจจะยังไม่พอนะครับ ผู้บังคับใช้กฎหมายหรือผู้ที่เกี่ยวข้องจ้าเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีความพร้อม ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายนั้น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี ๒๕๕๘ ในอีก ๒ ปีข้างหน้านี้ที่จะเปิดประตูการค้าอาเซียนนั้น บุคคล ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้โดยตรง อย่างน้อยกระผมเห็นว่าทักษะความรู้ความสามารถทางด้าน ภาษาจ้าเป็นต้องมีครับ นอกเหนือจากองค์ความรู้ซึ่งแน่นอนครับกระผมไม่ห่วงเรื่องนี้ เพราะว่าคนที่ไปท้างานในพื้นที่ดังกล่าวนั้นก็ต้องเป็นคนของกรมศุลกากรแน่นอน เรื่องความรู้นั้นไม่เป็นที่สงสัย แต่ที่น่าเป็นห่วงคือทักษะการใช้ภาษาในการสื่อสาร ทั้งภาษาอังกฤษ และถ้าเป็นไปได้ก็ควรมีความรู้ในภาษาของประเทศที่เป็นภาคีที่เป็นพื้นที่ร่วมกัน ตรงบริเวณนั้นด้วย อันนี้ก็ฝากไว้เป็นประการที่ ๒

ประการที่ ๓ ท่านประธานที่เคารพครับ เนื่องจากเรื่องนี้เป็นเรื่องส้าคัญ เป็นอย่างยิ่ง จึงอยากกราบเรียนผ่านท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีว่าอยากเห็นหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับเรื่องนี้ แน่นอนก็คงเป็นกรมศุลกากร ท่านอธิบดีหรือบุคลากรของกรมแห่งนี้ ได้แสดงบทบาทอย่างเต็มที่ในการที่จะเตรียมความพร้อมให้กับตนเองซึ่งผมกราบเรียนไปแล้ว และที่ส้าคัญคือเตรียมความพร้อมให้กับประชาชนที่จะท้าธุรกิจค้าขายโดยการส่งสินค้า ข้ามพรมแดน เรื่องนี้เป็นเรื่องส้าคัญนะครับ เราต้องให้ความรู้ความเข้าใจในข้อกฎหมาย หรือให้ค้าแนะน้าในข้อกฎหมาย ตลอดจนเทคนิคต่าง ๆ เพื่อที่จะให้เกิดความสะดวก เกิดความคล่องตัว และลดเวลาในการด้าเนินการให้น้อยที่สุดครับ ยิ่งลดเวลามากเท่าไรนั้น ผมคิดว่าค่าใช้จ่ายต้นทุนในการขนส่งก็ยิ่งน้อยลงเท่านั้น ซึ่งเรื่องนี้จะเป็นผลดีต่อการค้า ชายแดนของประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านเป็นอย่างยิ่งครับ ขอบคุณครับท่านประธาน