นริศ ข้านุรักษ์ หารือเรื่องการสร้างความพร้อมของประเทศไทยในการปฏิบัติตามอนุสัญญา ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอนุสัญญาว่าด้วยพื้นที่ชุ่มน้าหรืออนุสัญญาแรมซาร์ และอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดพันธุ์สัตว์ และพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์หรือไซเตส และเรียกร้องการสนับสนุนจากภาครัฐในการดำเนินการตามข้อเสนอแนะของสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นริศ ข้านุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ผมขออนุญาตอภิปราย ในวาระรับทราบประจ้าปีของสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แม้จะเป็น การรายงานประจ้าปี ๒๕๕๓ ของสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติก็ตาม เหตุที่กระผมคิดว่ายังจ้าเป็นที่จะต้องอภิปรายอยู่เพราะว่าผมดูในเนื้อหาในข้อเสนอแนะ ในบางประการยังทันสมัยอยู่ สมควรเหมาะสมที่รัฐบาลชุดนี้รับไปปฏิบัติ และสมควร ที่พี่น้องประชาชนจะได้รับทราบถึงข้อเสนอแนะที่ทางสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติได้ประมวล ได้ศึกษา ได้รวบรวมขึ้นแล้วเสนอต่อสภาในวันนี้ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการสร้างความพร้อมของประเทศไทยในการปฏิบัติตามอนุสัญญา ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเรื่องนี้ผมถือว่าเป็นเรื่องทันสมัยจ้าเป็นที่รัฐบาล ผู้เกี่ยวข้องและพี่น้องประชาชนควรจะได้รับทราบร่วมกัน ผมขออนุญาตเริ่มต้นอย่างนี้ครับ ว่าประเทศไทยหรือประเทศใดในโลกเราไม่อาจอยู่อย่างโดดเดี่ยวได้อีกต่อไป ไม่ว่าจะเป็น ทางด้านการเมือง ไม่ว่าจะเป็นทางด้านการทหาร และด้านเศรษฐกิจ รูปธรรมชัดเจนที่สุด ขณะนี้ก็คือเราก้าลังรวมกันเป็นกลุ่มประเทศอาเซียน แต่ว่าด้านทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับประเทศเพื่อนบ้าน จึงเป็นที่มาของการมีอนุสัญญา มากมาย เราพบว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่มีการลักลอบน้าสัตว์ป่าไปขายยังต่างประเทศ และเรามีข้อมูลว่าต่างประเทศน้าสัตว์ป่าผ่านแดน เราพบว่าก้าลังมีการก่อสร้างเขื่อน ไม่ว่าในประเทศจีนในประเทศ สปป. ลาวและในประเทศเพื่อนบ้าน เหล่านี้ล้วนแต่มีผลกระทบ ต่อประเทศไทยของเราทั้งสิ้น เราพบว่ามีนโยบายในประเทศมาเลเซียตัดไม้ตัดป่าที่เป็น ป่าอุดมสมบูรณ์ป่าดิบชื้นมาเป็นสวนปาล์ม จึงมีผลกระทบต่อประเทศโดยตรงเช่นกัน และทุกปีในหน้าร้อนในประเทศอินโดนีเซียภาคใต้จะประสบปัญหาหมอกควัน ผมจึงคิดว่า ข้อเสนอแนะของสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติในเรื่องให้ประเทศไทย สร้างความพร้อมในการปฏิบัติตามอนุสัญญาจึงเป็นเรื่องทันสมัยผมจึงถือโอกาสนี้ขอบคุณ ไว้เป็นเบื้องต้นก่อน แต่ว่าผมจะอภิปรายเพิ่มเติมและมีข้อเสนอแนะบางประการใน ๒ อนุสัญญา คือ อนุสัญญาว่าด้วยพื้นที่ชุ่มน้าหรืออนุสัญญาแรมซาร์ หรือแรมซาร์ คอนเวนชัน (Ramsar Convention) กับอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดพันธุ์สัตว์ และพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์หรือไซเตส (CITES) เพียง ๒ อนุสัญญาจากทั้งหมด ๒๒ อนุสัญญา ท่านประธานที่เคารพครับ ขณะนี้พื้นที่ชุ่มน้าในโลกมีอยู่เพียง ๖ เปอร์เซ็นต์ ถือว่าน้อยมาก แล้วก็ถูกท้าลายทุกปีทั้ง ๆ ที่พื้นที่ชุ่มน้ามีความส้าคัญไม่ว่าอยู่ในรูปทะเล ริมตลิ่ง ป่าพรุ ล้วนแต่มีความส้าคัญในทางนิเวศวิทยา มีสิ่งมีชีวิตอยู่มากมายและสิ่งมีชีวิตเหล่านั้น เป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติ จึงมีอนุสัญญานี้เกิดขึ้น และประเทศไทยก็เป็นสมาชิก ในอนุสัญญานี้ ในเงื่อนไขของอนุสัญญานี้ประเทศที่เป็นสมาชิกต้องเสนอพื้นที่ เพื่อจดทะเบียน ในอนุสัญญานี้ประเทศไทยได้จดทะเบียนขณะนี้หลายสิบที่แล้วครับ ผมอภิปรายเฉพาะที่แรกที่ประเทศไทยได้จดทะเบียนคือที่ทะเลน้อย หรือที่เรียกว่า ควนขี้เสียน ทะเลน้อยนะครับ ผมกราบเรียนท่านประธานว่าจดทะเบียนไว้ร่วม ๒๐ ปี แต่ว่าสภาพของควนขี้เสียน สภาพการดูแลพื้นที่ไม่เป็นไปตามที่พวกเราคาดหมายคาดหวัง แต่อย่างใด นักท้างานด้านอนุรักษ์ นักการเมืองที่ให้ความสนใจต่อปัญหาเรื่องนี้ ผมคาดหมายเมื่อประกาศพื้นที่ควนขี้เสียนเป็นพื้นที่ขึ้นทะเบียนตามอนุสัญญาแรมซาร์ คอนเวนชันแล้วจะได้รับการปกป้องดูแล จะมีงบประมาณ จะมีคนที่มีความเชี่ยวชาญ ไปปกป้อง เพราะว่าเป็นพื้นที่ชุ่มน้าที่มีความส้าคัญระดับชาติ แต่กราบเรียนว่างบประมาณ ไม่มีวันเพิ่ม ไม่มีเพิ่มแม้แต่นิดเดียว เขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อยซึ่งเป็นพื้นที่ใหญ่ ดูแลอยู่เท่าไรก็ได้เท่านั้น คนก็ไม่ได้มีความเชี่ยวชาญเรื่องอนุสัญญา คนของทะเลน้อยก็ไม่ได้ เคยไปดูงานที่ต่างประเทศหรือพื้นที่ชุ่มน้าอื่น ๆ ที่ได้รับการปกป้องดูแลอย่างดี ไม่มีครับ เศรษฐกิจของคนเหล่านั้นก็ไม่ดีขึ้น ผมจึงกราบเรียนท่านประธานว่าจนถึงขณะนี้ไม่มีอะไร เปลี่ยนแปลงจากควนขี้เสียนเดิมหลังจากที่ได้จดทะเบียนในอนุสัญญานี้แล้วก็ตาม สิ่งนี้ผมหวั่นวิตกมากว่าจะเป็นสิ่งที่ท้าให้คนไม่ให้ความส้าคัญกับอนุสัญญานี้ทั้ง ๆ ที่มีความส้าคัญ และคนจะไม่ให้ความส้าคัญต่อพื้นที่ชุ่มน้าต่อไป อันนี้ผมหวั่นใจมาก ผมจึงขออนุญาตฝากท่านประธานไปยังรัฐบาลว่าช่วยรับข้อเสนอของสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติไปปฏิบัติโดยเร็วและอย่างจริงจังเพราะว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ส้าคัญ ท่านประธานครับ เดือนกว่าที่แล้วนี่ไฟไหม้พรุควนเคร็ง ควนขี้เสียนคือส่วนหนึ่งของ พรุควนเคร็ง ควนขี้เสียนที่ผมเรียนว่าจดทะเบียนในอนุสัญญานี้เนื้อที่ ๓,๐๐๐ ไร่เองครับ ไม่มาก จากเนื้อที่เป็นแสน ๆ ไร่ของพรุควนเคร็ง แต่ว่าไข่แดงนี่ชื่อควนขี้เสียน มีนกอพยพ มาตอนเหนือของประเทศไทยจากประเทศไซบีเรียทุกฤดูหนาว ที่หนาวในประเทศไซบีเรีย มาอยู่เป็นแสนตัวเป็นร้อยกว่าชนิด เป็นที่พักสุดท้ายของนก เป็นที่พักสุดท้ายของสัตว์ป่า ที่อพยพมาจากกลุ่มประเทศจีน ประเทศไซบีเรีย แต่วันนี้พื้นที่ตรงนี้ไม่มีความปลอดภัย ส้าหรับสัตว์เหล่านี้อีกแล้ว เพราะว่าไฟไหม้พรุควนเคร็งเป็นเดือนนะครับ เป็นเดือน และประมาณ ๑ กิโลเมตรที่ใกล้จะถึง แล้วเมื่อวานผมสอบถามไปที่พรุควนเคร็งว่าขณะนี้ ไฟดับสนิทแล้วหรือยัง ค้าตอบจากเจ้าหน้าที่บอกว่ายังครับ ทั้งจุดใหม่กับไฟที่ลงไปข้างล่าง เพราะว่าพรุนี่มันเป็นการทับถมของชั้นพืช พืชที่ตายแล้วทับถมลงไปไหม้ลงสู่ข้างล่าง ถ้าดับไม่สนิทนี่จะคุโชนขึ้นมาใหม่ ขณะนี้พื้นที่ดังกล่าวนี้อยู่ในขั้นน่าวิตก ผมจึงขอให้รัฐบาล ได้ให้ความส้าคัญดับไฟพรุควนเคร็งซึ่งเป็นปัญหาเฉพาะหน้าอย่างเร่งด่วน ไม่ใช่ไปท้างาน หน้าจอโทรทัศน์อย่างเดียว ไปเปิดงานพอโทรทัศน์กลับผู้เกี่ยวข้องและผู้รับผิดชอบ ก็กลับด้วยอย่างนี้ไม่ได้ครับ เราต้องสูญเสียพื้นที่อย่างนี้อย่างน่าเสียดายและระยะยาว ผมก็กราบเรียนท่านประธานว่าพื้นที่พรุควนเคร็ง พื้นที่ควนขี้เสียนนี่ต้องยึดคืนพื้นที่ ที่มีการออกเอกสารสิทธิโดยมิชอบกลับมาให้ได้ทุกแปลง อย่าให้ไปตกอยู่ในมือของทั้งกลุ่ม ที่ไปลงทุนท้าเกษตรหรือท้าอะไรก็ตาม เพราะว่าแปลงเกษตรเหล่านี้ไปท้าแล้วมีปัญหาต่อพรุ ท้าให้ระบบน้าในพรุไม่สามารถไหลผ่านไปผ่านมาได้จึงท้าให้เกิดไฟไหม้ขึ้น แล้วก็ถนนบางสาย ตัดผ่าเข้าไปในพรุควนเคร็ง ถนนก็เช่นกันขวางทางน้าไม่ให้น้าไหลไปไหลมาได้ท้าลาย พรุควนเคร็ง ควรท้าสะพาน ควรท้าท่อให้สามารถระบายน้าได้ และดึงน้าเข้ามาอีกครั้งหนึ่ง ให้พรุนี่มีระบบนิเวศเช่นเดิม แล้วก็พรุนี้จะท้าให้เกิดความอุดมสมบูรณ์และพื้นที่ที่ประเทศไทย ได้จดทะเบียนในอนุสัญญาแรมซาร์นี้ก็จะได้รับการปกป้องไปในที่สุด ผมจึงขออนุญาตเรียกร้องว่า รัฐบาลจ้าเป็นจะต้องให้ความส้าคัญต่อปัญหาพรุควนเคร็ง ปัญหาควนขี้เสียน ปัญหาทะเลน้อย เพราะว่าพื้นที่ดังกล่าวได้จดทะเบียนไว้ในอนุสัญญา โดยเพิ่มเติมงบประมาณลงไป เพิ่มเติมคนที่มีความรู้มีความสามารถในการท้างานด้านพื้นที่ชุ่มน้าลงไปนะครับ นี่เป็น ข้อเรียกร้องที่ ๑
เรื่องที่ ๒ อนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดพันธุ์สัตว์และพืชป่า ที่ใกล้สูญพันธุ์ ผมเรียนท่านประธานครับ นี่คือไซเตสนะครับที่สภาแห่งนี้เคยให้ความเห็นชอบ ไปเมื่อหลายปีที่ผ่านมา แต่ผมกราบเรียนว่าจนถึงขณะนี้ปัญหาเรื่องสัตว์ป่าและพืชพันธุ์หายาก ใกล้สูญพันธุ์ ประเทศไทยนี่ยังเป็นปัญหาที่เราแก้ไขและเป็นปัญหาที่สะสมมาโดยตลอด เรียนท่านประธานครับว่าปัญหาสัตว์ป่าประเทศไทยเป็นประเทศที่ค้าสัตว์ป่าอยู่ในอันดับ ๓ ของโลกรองจากประเทศจีน รองจากประเทศเคนยา อันนี้น่าเศร้า น่าอับอายที่สุด เมื่อวานท่าน พันเอก วินัย สมพงษ์ ก็ได้พูดประเด็นนี้ในสภาแห่งนี้นะครับ เรื่องสัตว์ป่านี่ เป็นที่น่าอับอายมากในแวดวงอนุรักษ์ ถ้าเรายืนขึ้นบอกเรามาจากประเทศไทยนี่ เขาเปรียบเราคล้ายพวกประเทศเคนยา เราค้าสัตว์ป่าเอง แล้วเราก็อนุญาตหรือปล่อยให้ มีการผ่านแดนเรื่องสัตว์ป่าเข้ามา เราถือว่าเราเป็นประเทศหนึ่งที่ล้มเหลวที่สุด ผมจึงขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่าให้รัฐบาลได้รับข้อเสนอแนะของสภาที่ปรึกษา เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไปเถอะครับ แล้วผมก็ขออนุญาตเพิ่มเติมว่าส้าหรับหน่วยงาน ที่ท้าเรื่องไซเตสขอให้เป็นหน่วยงานเดียว ไม่ใช่ว่าพืชพันธุ์หายากอยู่กับกรมวิชาการเกษตร สัตว์ป่าอยู่กับกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และอยู่กับกรมป่าไม้ แล้วสัตว์น้า อยู่กับกรมประมง กระจัดกระจายไม่เป็นเอกภาพ ไม่มีมืออาชีพ เพียงแต่ท้าให้ผ่านไปเท่านั้น ผมจึงคิดว่าถึงเวลาที่ประเทศไทยจะมีหน่วยงานที่ท้าเรื่องการค้าสัตว์ป่าและพืชพันธุ์ที่หายาก ขึ้นมาสักหน่วยงานหนึ่งเป็นเอกภาพขึ้นมาบริหารจัดการเรื่องอย่างนี้เพราะว่าเรื่องนี้ มีอนุสัญญาก้ากับและเรื่องนี้เป็นเรื่องสากล เรื่องที่ ๒ สร้างคน สร้างมืออาชีพที่มีความรู้ เรื่องสัตว์ป่า เรื่องพันธุ์พืชหายาก ไม่ใช่จับใครก็ได้มานั่งในกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช มีส้านักไซเตสแต่ว่าเป็นส้านักที่คนไม่เลือกไปอยู่เลย มีจับมาอยู่เท่านั้นเอง จึงไม่มีมืออาชีพส้าหรับเรื่องนี้ แล้วก็ผมคิดว่าได้เวลาที่จะสร้างองค์ความรู้ให้พี่น้องประชาชน รับรู้เรื่องความส้าคัญของสัตว์ป่า ความส้าคัญของอนุสัญญานี้ และท้ายที่สุดผมคิดว่า ส้าคัญที่สุดก็คือให้มีความร่วมมือทั้งภาคการเมือง ภาคราชการ และภาคประชาชน เพื่อที่จะให้รัฐบาลท้าให้อนุสัญญานี้มีความเข้มแข็งและเป็นจริง
สุดท้ายไม่มีในข้อเสนอของสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แต่ผมเรียนท่านประธานว่าขอให้สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติได้บันทึกไว้ว่า ขออีกสัก ๒ อย่าง ขอให้ท่านได้ไปจดทะเบียนไว้ในอนุสัญญานี้คือไม้พะยูง ขณะนี้ไม้พะยูง จะหมดประเทศไทยแล้วนะครับ มีสถิติว่ามีเฉพาะที่เป็นแม่ไม้ไม่ถึง ๖,๐๐๐ ต้นแล้วนะครับ ขอให้ไม้พะยูงอยู่ในบัญชีของไซเตสเพื่อไม่ให้มีการค้าไปต่างประเทศได้ เพราะว่าแหล่งค้าใหญ่ อยู่ที่ประเทศเวียดนาม อยู่กับประเทศจีน แหล่งซื้อนะครับ ถ้าสมมุติว่าเราเอาไม้พะยูงเข้าอยู่ ในบัญชีไซเตสได้ก็จะท้าให้มีการปกป้องไม้พะยูงได้ตามข้อเสนอของท่าน แต่ว่าท่านเสนอไว้ เป็นรวม ๆ กับ ๒. เรื่องช้าง ขณะนี้ประเทศไทยช้างเหลือน้อยแม้ว่าจะเป็นสัญลักษณ์ ของประเทศไทยแต่ว่าช้างนี้น่าหวั่นวิตกมากและเรามีปัญหาเรื่องช้างในรอบ ๒-๓ ปีที่ผ่านมา มีหนังสือพิมพ์ที่ประเทศอังกฤษขึ้นหน้า ๑ ว่าประเทศไทยลักลอบซื้อช้างจากประเทศพม่าเข้ามา แล้วเราก็มีปัญหาว่าฟาร์มช้างในประเทศไทยล่าช้างจากในป่าเข้ามาฝึกท้าเพื่อการท่องเที่ยว ถ้าเราได้จดทะเบียนให้ช้างอยู่ในบัญชีไซเตส ห้ามมีการซื้อขาย ผมคิดว่าจะได้รับการปกป้อง สัตว์ป่าชนิดนี้ ช้างจะได้รับการปกป้องเป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมืองเราต่อไป จึงขออนุญาตเรียกร้อง ไปยังรัฐบาลและผู้เกี่ยวข้องว่าให้ช่วยรับข้อเสนอของสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ เพราะแม้ว่าจะเป็นรายงานตั้งแต่ปี ๒๕๕๓ แต่ยังทันสมัยอยู่ครับ กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ