สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๗ · ๗ กันยายน ๒๕๕๔

สุกิจ อัถโถปกรณ์ หารือเรื่องการกัดเซาะแผ่นดินของน้ำทะเลและแม่น้ำที่จะทำให้เสียพื้นที่มาก และเรียกร้องให้สภาผู้แทนราษฎรศึกษาเรื่องนี้เพื่อสร้างจิตสังเกตให้กับประชาชนและช่วยแก้ปัญหานี้ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องผลกระทบของการกัดเซาะชายฝั่งที่จะส่งผลต่อการท่องเที่ยวและรายได้ของประเทศ รวมถึงการค้าขายของประชาชน และขอความกรุณาจากฝ่ายรัฐบาลที่จะจัดตั้งคณะกรรมาธิการเพื่อศึกษาเรื่องการแก้ปัญหาที่หาดปากเมง

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ ตรัง

เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายแพทย์สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ผมรู้สึกดีใจที่มีการ นําเรื่องแบบนี้เข้ามาในที่ประชุมของสภา เพราะผมถือว่าเป็นเรื่องของการมีวิสัยทัศน์ เป็นเรื่องของการมองไปข้างหน้า ทําให้สายตาของคนภายนอกเขาจะได้มองสภาในภาพที่ดี ขึ้นบ้างในบางส่วนนะครับ ไม่ใช่ว่าสภานี้เป็นที่ที่มาถกเถียงกันเรื่องการเมืองอย่างเดียว เรามีเรื่องที่เกี่ยวกับความเดือดร้อนของบ้านเมืองมาพูดมาเสนอกันด้วยนะครับ แล้วก็โดย ตัวผมเองก็เห็นด้วยกับการที่จะให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการสําหรับศึกษาเรื่องผลกระทบจาก การกัดเซาะแผ่นดินของน้ําทะเล แล้วก็แม่น้ําทั้งหลายที่สมาชิกได้เสนอไปแล้ว จริง ๆ แล้ว ผมก็ฟังจากทางรัฐบาลแล้วดูท่านก็ไม่ค่อยจะเห็นด้วยกับการที่จะตั้งคณะกรรมาธิการ ซึ่งอ้างว่าก็คงให้รัฐบาลไปจัดการแก้ปัญหาได้ ผมก็คิดว่าการที่รัฐบาลจะทํางาน นั่นก็เป็นหน้าที่อยู่แล้วท่านก็มีหน้าที่ที่ต้องทําเรื่องนี้อยู่แล้ว ต้องแก้ปัญหาอยู่แล้ว การตั้งคณะกรรมาธิการเป็นการเอาเรื่องนี้เข้ามาศึกษา ผมว่าส่วนหนึ่งก็คือจะได้สร้าง จิตสํานึกให้กับพวกเรา แล้วอย่างน้อยที่สุดข่าวก็จะได้ออกไปให้พี่น้องประชาชนได้ตระหนักถึง ปัญหาที่เกิดขึ้นอันนี้ ซึ่งผมเชื่อว่าตอนนี้น้อยคนนักที่รู้ซึ้งถึงปัญหานี้ ตัวผมเองก็เหมือนกัน ตอนแรกก็ไม่เคย คือเห็น เคยมีประสบการณ์ด้วยตัวเอง แต่เมื่อเห็นญัตติอันนี้ก็เกิดความ อยากรู้ขึ้นมา ในที่สุดก็ไปค้นคว้า แล้วก็รู้สึกว่ามันไม่ใช่ปัญหาเล็กน้อยที่เราจะมองผ่านไปเสียแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งผมได้ทราบว่ามีการคาดเดานะครับว่าอีก ๔๐ ปีข้างหน้าเราจะเสีย พื้นที่ไปประมาณ ๕๐,๐๐๐ ไร่ตามฝั่งอ่าวไทย และก็เสียเนื้อที่ดินประมาณ ๕,๐๐๐ ไร่ ทางฝั่งทะเลอันดามัน นี่มันเป็นจํานวนมหาศาลทีเดียวครับ ยิ่งกว่าการเสียดินแดนครั้งใด ๆ ทั้งสิ้น แล้วไม่มีข้าศึกศัตรู มีการพูดกันถึงพื้นที่ที่เป็นความขัดแย้งเพียงแค่ไม่กี่ตารางกิโลเมตร ก็ถกเถียงกันเอาเป็นเอาตาย แต่นี่เป็นหมื่น ๆ ไร่ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่เราต้องใส่ใจให้ความสนใจ ทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งผมก็เป็น ส.ส. ที่มาจากฝั่งทะเลอันดามันคนหนึ่ง คือจากจังหวัดตรัง ทราบว่า ๖ จังหวัดทางฝั่งอันดามัน ตั้งแต่ระนอง ภูเก็ต พังงา กระบี่ ตรัง สตูล เราก็กําลังที่จะ เผชิญกับวิกฤติของการกัดเซาะอย่างรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลายพื้นที่ทีเดียวนะครับ ที่พบว่ามีการกัดเซาะ เขาบอกว่าในฝั่งอันดามัน ๑๐๐ กิโลเมตร ตอนนี้กําลังเผชิญกับปัญหา ของการกัดเซาะ และมี ๒๐ กิโลเมตรครับที่มีการกัดเซาะที่รุนแรง โดยคําว่าการกัดเซาะ รุนแรง นี่หมายถึงว่าพื้นดินหายไปมากกว่า ๕ เมตรต่อปีนะครับ ขนาดปานกลางก็ ๑-๕ เมตร ขนาดน้อยก็น้อยกว่า ๑ เมตรต่อปี อันนี้เป็นปัญหาที่สําคัญนะครับ ฉะนั้นถ้าทาง สภาผู้แทนราษฎรได้ศึกษาเรื่องนี้ ผมว่ามันไม่ได้ส่งผลเสียอะไรเลย ไม่ได้ไปขัดขวาง การทํางานของทางรัฐบาลที่จะแก้ปัญหานี้เลยนะครับ ท่านจะถมทะเลก็ถมได้ครับ แต่ว่าท่าน ดูสิครับว่าถมทะเลได้มากี่ไร่ และจะเสียไปปีละกี่ไร่ ผมยังเข้าใจนะครับว่าการที่น้ําทะเล มันรุกเข้ามาในแผ่นดินจะเป็นปัญหาที่เกิดจากที่เขากําลังพูดกันมากในตอนนี้ก็คือเรื่องของ ภาวะโลกร้อน ทีแรกเข้าใจอย่างนั้นจริง ๆ ครับ แต่ปรากฏว่าจากการศึกษา พอมาค้นคว้า ก็พบว่ามันไม่ใช่ปัญหาที่แท้จริงเลย ปัญหาที่แท้จริงก็อย่างที่ท่านสมาชิกหลายท่านก็ได้ กราบเรียนไปแล้ว และผมว่าถ้าสภาผู้แทนราษฎรได้ศึกษาเรื่องนี้ เราก็อาจจะสามารถที่จะไป ระงับปัญหานี้ได้บ้าง ในขณะที่เมื่อก่อนนี้เราไม่ทราบหรอกครับว่าเรื่องเหล่านี้มันมีผลต่อ การเสียดิน อย่างเช่น เรื่องของการทําลายป่าชายเลน ซึ่งเขาบอกว่าเราถูกทําลายไป ประมาณ ๑.๒ ล้านไร่เศษแล้ว เอาไปเผาถ่านก็ดี หรือว่าเอาเป็นพื้นที่ทํานากุ้งก็ดี เราก็รู้ว่า มันก็เสียนะครับ เสียป่าชายเลนไป แต่เราไม่ทราบว่าหลังจากนั้นแล้วดินมันจะไปด้วย ถ้าสภาผู้แทนราษฎรได้มีโอกาสได้ศึกษาเรื่องนี้ ความรู้อย่างนี้ออกไป ชาวบ้านเขาก็คงจะเกิด จิตสํานึกนะครับ จากฝีมือมนุษย์ที่มีการสร้างท่าเรือ การตัดถนนอะไรต่าง ๆ แม้กระทั่งเรื่อง ของการถมทะเลที่เป็นนโยบายของท่าน ก็โปรดระวังนะครับ เขาบอกว่าถ้าถมทะเลที่หนึ่ง จะทําให้อีกที่หนึ่งบริเวณข้างเคียงจะเกิดปัญหาทันที คือเกิดการกัดเซาะมากขึ้น เพราะฉะนั้น ถมไปแล้วอาจจะได้ที่หนึ่ง แต่อาจจะเสียอีกที่หนึ่งโดยที่ไม่ตั้งใจนะครับ การทรุดตัวของ แผ่นดินโดยการสูบน้ําบาดาล อันนี้ก็จะเป็นสํานึกของพี่น้องประชาชน จะได้เป็นนโยบายของ รัฐบาลที่จะห้ามการสูบน้ําบาดาลนะครับ

นอกจากนั้นการกัดเซาะจะส่งผลต่อสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นรายได้ของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือเรื่องของการท่องเที่ยว ซึ่งปัจจุบันนี้เราได้อยู่นะครับ ประมาณ ๒๕๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี เรื่องของการประมงก็น่าจะมีส่วนด้วยนะครับ แม้กระทั่งการค้าขาย พี่น้องประชาชนที่ไปตั้งร้านค้าอยู่ริมทะเล ปรากฏว่าปีนี้ก็อยู่ได้อย่างสบายครับ พอปีหลัง ๆ น้ําทะเลมันไล่ขึ้นมาเรื่อย ไล่ขึ้นมาเรื่อย ก็ต้องเลื่อนร้านหนีนะครับ ผมมาจากจังหวัดตรัง ก็ได้เห็นนะครับ ได้เห็นความเป็นจริงที่มันเกิดขึ้นในพื้นที่ อย่างเช่น ขอยกตัวอย่างที่ ชายหาดปากเมง ที่จังหวัดตรังนะครับ ก็จะมีถนนเลียบชายหาด เมื่อก่อนนี้ตอนที่ประมาณ สัก ๒๐-๓๐ ปีที่แล้ว เวลาผมไปหาดปากเมง มีความรู้สึกว่าถนนกับทะเลมันห่างกันมาก สังเกตดูก็คือจะมีแนวต้นสนอยู่หลาย ๆ แถวทีเดียว อาจจะถึง ๑๐ แถวหรือใกล้เคียง ขนาดนั้นนะครับ แต่ปัจจุบันนี้ปรากฏว่าแนวต้นสนมันจะเหลืออยู่ประมาณแถว สองแถวเท่านั้นครับ คือทะเลมันรุกคืบเข้ามาในแผ่นดิน อันนี้ครับเป็นตัวอย่างให้เห็น โดยที่ใช้เวลาไม่มากนะครับ เพียงแค่ประมาณ ๒๐-๓๐ ปีเท่านั้น เพราะฉะนั้นถ้าเราไม่สนใจ ปัญหานี้ ไม่คิดแก้ไขเสียตั้งแต่เนิ่น ๆ ตอนนี้ อีก ๒๐-๓๐ ปีข้างหน้า ผมว่าบวกกับปัญหา โลกร้อนที่กําลังคุกคามโลกของเรา ปัญหามันก็จะยิ่งมากมายยิ่งขึ้นจนสุดแก้ไข

ท่านประธานครับ ผมเคยเห็นวิธีการแก้ที่หาดปากเมง แล้วก็บริเวณข้างเคียง ตอนแรกเขาก็เอาท่อน้ํา เอาท่อปูนนี่ละครับ แล้วก็เอาดินเอาทรายใส่เข้าไปแล้วก็มาวางเป็น แนวกั้นคลื่น ปรากฏว่าไม่ได้ผลหรอกครับ ในที่สุดก็ระเนระนาดหมด ตอนหลังนี้ก็ทําเป็น กําแพงอย่างถาวรทีเดียวก็รู้สึกว่าจะอยู่ได้มาจนถึงทุกวันนี้ แต่ว่าสิ่งที่เสียหายไปก็คือ ทัศนียภาพครับ ความเป็นหาดทรายสูญเสียหมดเลย สถานที่ท่องเที่ยวน่าเสียดายครับ แต่เดิมนั้นจะมีหาดทรายสวยงามทีเดียว ปัจจุบันนี้ปรากฏว่ามีแต่ปูนครับ มีแต่ปูน มีแต่ทาง ที่มีอิฐปูทําให้ความสวยงามหมดไปเยอะทีเดียว อันนี้ทําให้ผมเกิดความรู้สึกว่าวิธีการ แก้ปัญหาที่ผ่านมานี่ ผมว่ายังไม่ถูกต้อง ยังไม่ดีพอ พูดง่าย ๆ ว่ายังไม่ดีพอ ฉะนั้นผมเห็นด้วย เลยครับที่อยากให้สภานี้เรามีคนเก่ง ๆ เยอะทีเดียว เราได้ระดมความคิดความเห็นกัน โดยตั้งคณะกรรมาธิการกันมาศึกษาเรื่องนี้ มันไม่สูญเปล่าหรอกครับ อย่างน้อยที่สุดก็เป็น ความรู้เป็นการสร้างจิตสํานึกให้กับพวกเรา

อีกอย่างหนึ่งก็คืออย่าเป็นการปิดกั้นเลยครับ อย่าปิดกั้นการทํางานของ สภาผู้แทนราษฎรเลยครับ ผมว่าเราตั้งคณะกรรมาธิการมานี่ไม่มีวิธีไหนหรอกครับที่จะไป รบกวนการทํางานของรัฐบาล ถ้ารัฐบาลแก้ไขเรื่องนี้ คณะกรรมาธิการก็ยิ่งส่งเสริม ยิ่งสนับสนุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าท่านเกิดตั้งงบประมาณเรื่องนี้ขึ้นมาจริง ๆ นี่ เวลาผ่านสภา ท่านก็ต้องผ่านผู้แทนครับ ถ้าผู้แทนมีความรู้มีความเข้าใจในเรื่องนี้ รู้ธรรมชาติของอันนี้ รู้แนวทางแก้ไขบ้าง ผมว่าดีเสียอีกครับที่ทางสภาผู้แทนราษฎรจะได้ส่งเสริมให้งบประมาณ ของท่านผ่านออกมา ดังนั้นผมจึงคิดว่าสมควรครับ แล้วก็ขอความกรุณาจากทางฝ่ายรัฐบาลด้วย ที่จะให้ได้มีการจัดตั้งคณะกรรมาธิการเพื่อศึกษาเรื่องนี้ขึ้นในสภาครับ ขอกราบขอบพระคุณครับ