อรรถพร พลบุตร หารือเรื่องการป้องกันและแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเล โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของปัญหานี้ที่อาจส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนและอนาคตของประเทศ และเรียกร้องการจัดตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาแนวทางแก้ไขปัญหานี้ และเรียกร้องให้รัฐบาลจัดงบประมาณเพื่อดำเนินการแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง
กราบเรียนท่านประธานสภา ผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม อรรถพร พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ผมกราบขอบพระคุณท่านประธานที่ได้กรุณาบรรจุญัตติด่วน เรื่อง ขอให้ สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการจัดการป้องกันและ แก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเล ซึ่งกระผมได้ร่วมกับ ส.ส. จังหวัดชายฝั่งทะเลของ พรรคประชาธิปัตย์รวม ๒๔ จังหวัด เสนอญัตติด่วนในเรื่องนี้ขึ้นมา ผมขอบคุณท่านประธาน เป็นพิเศษที่ได้บรรจุเป็นญัตติด่วนที่ ๒ ของสภาผู้แทนราษฎรชุดนี้ ญัตติแรกของสภา เป็นเรื่องการป้องกันปัญหาน้ําท่วมของประเทศไทย ซึ่งผมเห็นพ้องต้องกันกับประธานว่า สมควรอย่างยิ่งที่จะเป็นญัตติด่วนแรกของสภาชุดนี้ เนื่องจากปัญหาน้ําท่วมเป็นปัญหาที่เป็น โศกนาฏกรรมของพี่น้องประชาชนหลายสิบจังหวัด แต่ในเวลาเดียวกันปัญหาน้ําทะเล กัดเซาะชายฝั่งของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นทะเลอ่าวไทยหรือทะเลอันดามัน ก็เป็นปัญหา ซึ่งมีขนาดของปัญหาที่ใหญ่หลวงและกระทบพี่น้องประชาชนนับล้านชีวิต และโดยปกติธรรมดา ปัญหานี้มักจะไม่ได้รับการดูแลเอาใส่ใจหรือให้น้ําหนักเท่าที่ควร การที่ท่านประธานได้หยิบยก ญัตตินี้ขึ้นมาเป็นญัตติที่ ๒ ของสภา ผมจึงขอขอบคุณและถือเป็นกําลังใจอย่างยิ่งในการ ทํางานของพวกเรา
ท่านประธานครับ ประเทศไทยของเราเราต่อสู้มามากมายในรักษาผืนแผ่นดิน พื้นที่ ๔.๖ ตารางกิโลเมตร ยังได้สร้างปัญหาที่บีบคั้นหัวใจของคนไทยทั้งประเทศในการที่เรา สับสนในเรื่องของดินแดน พื้นที่หลายตารางกิโลเมตรเราเสียสละชีวิตเพื่อนทหารหาญ เป็นร้อยชีวิตเพื่อรักษาพื้นที่จํานวนไม่กี่ตารางกิโลเมตรตรงนั้นเอาไว้ นั่นคือศักดิ์ศรี เกียรติยศ และความเป็นชาติ แต่ในเวลาเดียวกันวันนี้ชายฝั่งทะเลของประเทศไทย ซึ่งมีความยาวทั้งสิ้น ๒,๖๐๐ กิโลเมตร เราก็กําลังเสียดินแดน เราก็กําลังเสียแผ่นดินเช่นเดียวกัน แต่ปัญหานี้ ได้รับความสนใจหรือได้รับน้ําหนักไม่มากนัก ทั้งซึ่งจะเป็นปัญหาที่ใหญ่หลวงต่อไปในอนาคต เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ผมขออนุญาตท่านประธานใช้แผนที่ประกอบเพื่อให้เห็น ถึงสภาพความหนักหนาสาหัสของปัญหาในเรื่องนี้ครับ ท่านประธานครับ นี่คือแผนที่ของประเทศไทยบริเวณภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ ชายฝั่งทะเลของประเทศไทยมี ๒ ฝั่ง คืออ่าวไทยและอันดามัน ความยาวทั้งสิ้น ๒,๖๐๐ กิโลเมตร มีพี่น้องประชาชนอาศัยอยู่ในพื้นที่ชายฝั่งทะเลทั้งหมด ๑๑ ล้านคน ชายฝั่งทะเลอ่าวไทยมีความยาวทั้งสิ้นตั้งแต่จังหวัดตราด จันทบุรี ระยอง ชลบุรี เรื่อยไป จนถึงจังหวัดนราธิวาส ๑,๖๖๐ กิโลเมตร และในฝั่งอันดามันซึ่งมีทั้งหมด ๖ จังหวัด มีความยาวของชายฝั่งทั้งสิ้น ๙๕๔ กิโลเมตร ท่านประธานเชื่อไหมครับว่าปัญหาการกัดเซาะ ชายฝั่งของท้องทะเลเกิดขึ้นโดยทั่วไปครับ แต่สภาพซึ่งถือว่ามีความวิกฤติ นั่นคือมีการ เสียแผ่นดิน เสียดินแดนให้กับธรรมชาติ ให้กับการกัดเซาะมากกว่าปีละ ๕ เมตร คิดเป็น พื้นที่ทั้งหมดเฉพาะอ่าวไทย ๑๘๐ กิโลเมตร มากกว่าร้อยละ ๑๐.๙ หรือร้อยละ ๑๑ ของทะเลอ่าวไทย เป็นปัญหาของพี่น้องทั้งหมด ๑๒ จังหวัดด้วยกัน ตั้งแต่จังหวัดตราด จังหวัดจันทบุรี ระยอง สมุทรปราการ กรุงเทพมหานคร สมุทรสงคราม เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ปัตตานี นราธิวาส แต่พื้นที่ซึ่งถือเป็น จุดวิกฤติอย่างยิ่ง นั่นคือมีการสูญเสียดินแดน สูญเสียแผ่นดินให้กับการกัดเซาะมากกว่าปีละ ๑๐-๒๕ เมตรต่อปี ก็คือพื้นที่ซึ่งเป็นก้นสุดของอ่าวไทยตั้งแต่บริเวณนี้ครับ ปากแม่น้ําบางปะกง ที่ฉะเชิงเทราไล่เรื่อยไปผ่านสมุทรปราการ ผ่านกรุงเทพฯ ผ่านบางขุนเทียนไปถึง ปากแม่น้ําท่าจีนที่จังหวัดสมุทรสาครหรือมหาชัย ตรงนี้ถือเป็นจุดวิกฤติที่สุดของอ่าวไทย ฝั่งอันดามัน ๖ จังหวัด ใน ๖ จังหวัดนั้น ๕ จังหวัดประสบปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง ที่ค่อนข้างรุนแรง ตั้งแต่ระนอง ภูเก็ต กระบี่ สตูล ตรัง มีจังหวัดพังงาเท่านั้นที่ภาวะ การกัดเซาะยังไม่รุนแรง แต่ก็เป็นปัญหาของพี่น้องประชาชนที่นั่น ท่านที่เคารพครับ นี่คือภาพข้อเท็จจริงที่ดํารงอยู่ นี่คือภาพที่ทําให้เราเห็นว่าปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเล ซึ่งมิเพียงทําให้เราเสียดินแดน เสียแผ่นดิน แต่มันเป็นการทําลายชีวิตความเป็นอยู่ของ พี่น้องประชาชน ทําลายทําเลทางเศรษฐกิจ ทําลายโครงสร้างพื้นฐาน และผลที่สุดแล้วมันก็ ทําลายอนาคตและความหวังของพี่น้องประชาชนมากกว่า ๑๑ ล้านคน สภาผู้แทนราษฎร ไม่สามารถที่จะไม่มีคําตอบให้กับคน ๑๑ ล้านคนนี้ได้ ผมเชื่อว่าวันนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของ คําตอบและการเริ่มต้นอย่างจริงจังสําหรับพี่น้องประชาชนทั้ง ๒ ฝั่งทะเลอ่าวไทยและอันดามัน เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ผมจะกราบเรียนท่านประธานสั้น ๆ ถึงสาเหตุ ซึ่งเป็นต้นของปัญหาทั้งหลายทั้งมวลของปัญหาการกัดเซาะทะเลของอ่าวไทยสาเหตุจริง ๆ มันมี ๒ ด้านเท่านั้นครับ
ด้านแรกเป็นการกัดเซาะด้วยสภาพธรรมชาติ ไม่ว่าจะเรื่องคลื่นลมภาวะปกติ เรื่องของมรสุม เรื่องของลมประจําทิศ ซึ่งมีการผันเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลาตลอดทั้งปี และ
เรื่องที่ ๒ คือเรื่องของน้ําขึ้นน้ําลง ถ้าน้ําขึ้นพัดพาตะกอนเข้ามาอยู่ชายฝั่ง เมื่อเวลาลงถ้าตะกอน ณ จุดใดไหลลงมากกว่าตอนที่น้ําขึ้น ผืนดินก็จะขาดหายไป ลงไปอยู่ในทะเล แต่สาเหตุที่เกิดจากธรรมชาติมันเป็นภาวะที่เป็นความสมดุลของธรรมชาติ ซึ่งร้อยเรียงเป็นลมหายใจอย่างนี้มานานนับร้อยนับพันปี กัดเซาะตรงนี้ทรายก็จะไปงอกที่อื่น พี่น้องประชาชนก็ใช้วิถีชีวิตกลมกลืนกับกระแสลม กระแสคลื่น กระแสน้ําขึ้นน้ําลงอยู่อย่างนี้ ชั่วนาตาปี แต่ในระยะหลัง ๆ มันมีสาเหตุที่สร้างปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเล อย่างใหญ่หลวงอีกสาเหตุหนึ่ง นั่นก็คือเกิดจากน้ํามือของมนุษย์ เช่น การก่อสร้างสิ่งล่วงลําน้ํา อย่างผิดกฎหมายเพื่อรักษาที่ดิน รักษาประโยชน์ของตนเอง แนวคิดในการรักษาชายฝั่งทะเล โดยขาดหลักวิชาการ หรือแนวทางที่ถูกต้อง เมื่อสร้างเขื่อนหรือสร้างรอกันทรายที่ใดที่หนึ่ง ก็ไปสร้างปัญหาการกัดเซาะในพื้นที่ต่อไป
ปัญหาการรุกล้ําทําลายป่าชายเลนเพื่อทํานากุ้งนับแสนนับล้านไร่ ในช่วงเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา ก็ทําลายปราการธรรมชาติที่รักษาหน้าดินเอาไว้ ทะเลบริเวณนั้นก็ถูกกัดเซาะ ขณะเดียวกันการสร้างเขื่อน การสร้างอ่างเก็บน้ําบนบก ซึ่งอาจจะห่างจากทะเลเป็นร้อยเป็นพันกิโลเมตร เขื่อนและอ่างเก็บน้ําจํานวนมากเหล่านั้น ก็ได้ดักตะกอนธรรมชาติ ซึ่งโดยวิถีแต่ดั้งเดิม ตะกอนเหล่านี้ได้เข้ามาช่วยถมทับท้องทะเล ให้เกิดภาวะความสมดุล แต่เมื่อตะกอนเหล่านี้โดนดัก ท้องทะเลของเราก็เหมือนการขาด มวลชีวิต ขาดมวลที่จะมาเติมให้เต็ม ในที่สุดก็เกิดภาวะการกัดเซาะทะเลอย่างหนักหนาสาหัส อยู่ในปัจจุบัน รวมไปถึงปัญหาของกฎหมาย ซึ่งกฎหมายหลายฉบับไม่ทันต่อภาวะ การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ําไทย ซึ่งใช้มา ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๕๖ หลายข้อบัญญัติของกฎหมายฉบับนี้ไม่ทันต่อภาวะการเปลี่ยนแปลงของ ท้องทะเลไทย หลายข้อบัญญัติของกฎหมายฉบับนี้ใช้บังคับพื้นที่ที่มีความแตกต่าง หลากหลายทางชีวภาพ กายภาพ แต่มาใช้บังคับในตัวบทมาตราเดียวกัน เช่น พื้นที่แม่น้ํา หรือพื้นที่ฝั่งทะเล ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงในเชิงกายภาพ แต่กฎหมายข้อเดียวกันบังคับ ควบคุมเหมือนกัน มันไม่ทันต่อสภาพปัญหาและโลกที่หมุนเวียนเปลี่ยนไป
ประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้ ส.ส. ฝั่งทะเลของประชาธิปัตย์ในแต่ละกลุ่มปัญหา ไม่ว่าจะฝั่งอ่าวไทยหรืออันดามัน หรือก้นอ่าวไทย ก็จะนําเสนอประเด็นปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ สู่สภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอการสนับสนุนให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาศึกษาแนวทาง ที่ถูกต้อง การใช้งบประมาณที่มีความเหมาะสมสอดคล้อง รวมทั้งการปฏิรูปกฎหมายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับฝั่งทะเล ไม่ว่าจะกฎหมายที่ใช้ด้วยกรมเจ้าท่า หรือกฎหมายที่ใช้โดย กรมทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล สิ่งเหล่านี้ใช้เวลาครับ ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งทะเล ใช้เวลาที่จะแก้ไขให้สําเร็จเสร็จสิ้น แต่มันต้องมีการเริ่มต้น ผ่านสภาชุดนี้ไป ปัญหาไม่จบนะครับ อีก ๕ ชุดของสภาแห่งนี้ย้ายไปอยู่ที่ตั้งใหม่ริมแม่น้ําเจ้าพระยา ผมก็ไม่เชื่อว่าปัญหาจะสําเร็จเสร็จสิ้น มันเป็นปัญหาที่ใหญ่หลวงและครอบคลุมพื้นที่นับแสน ตารางกิโลเมตร แต่มันต้องมีจุดเริ่มต้น พวกผมมาจากชาวบ้าน ผมมาจากฝั่งทะเล ส.ส. ของเรา หลายคนมาจากฝั่งทะเล วันที่เดินไปหาชาวบ้าน นอกจากปัญหาความเดือดร้อนในเรื่อง ความล่มสลายของอ่าวไทยหรืออันดามันในเรื่องการประกอบอาชีพการประมง แล้วปัญหาหนึ่งซึ่งเราได้พบได้เจอและถูกทวงถามคําตอบอยู่ตลอดเวลา ก็คือปัญหาที่ เขาเสียแผ่นดิน เสียบ้าน เสียที่ทํากิน หายไปกับกระแสคลื่น กระแสน้ําในทะเล บางครั้งเสียหายไปโดยธรรมชาติ ก็เป็นเรื่องที่ต้องทําใจและทําตัวให้กลมกลืนกับพลังของ ธรรมชาติ แต่หลายต่อหลายพื้นที่เขาสูญเสียไปเพราะการดัดแปลงธรรมชาติของน้ํามือมนุษย์ อาจจะประโยชน์ของนายทุนบางคน ผู้ประกอบการบางราย หรือความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ในเชิงวิชาการ อย่างที่ตําบลบางแก้ว อําเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรีบ้านผม ชายฝั่งหายไป ๓ กิโลเมตร วัดโคมนารามซึ่งเป็นวัดหลักของตําบล วันนี้จมน้ําหมดแล้วครับ ต้องย้ายวัดมาตั้งอยู่บนบก ห่างจากวัดเก่า ๓ กิโลเมตร วันนี้ใบเสมายังจมน้ําอยู่เลยครับ หรือที่ตําบลบางเก่าของอําเภอชะอํา มีการสร้างเขื่อนหินทิ้งขนาดใหญ่ของโรงงานแห่งหนึ่ง เพื่อลําเลียงขนปูนจากโรงงานไปส่ง ณ จุดค้าขายทั่วทั้งอ่าว ก็ป้องกันทรายที่จะมาถม ปากคลองได้ครับ แต่ทางด้านซ้ายมือเลยไปไม่กี่กิโลเมตรก็เกิดการกัดเซาะอย่างรุนแรง ในตําบลบางเก่า ตําบลปึกเตียน ตําบลหนองขนาน บ้านโตนดน้อย ก็เป็นผลจากการสร้าง สิ่งล่วงล้ําลําน้ําโดยปราศจากการศึกษาอย่างเป็นวิชาการ สิ่งเหล่านี้ครับที่ผมเชื่อว่าถ้ามีการตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญและรวบรวมความคิดเห็นของพี่น้องประชาชนในแต่ละพื้นที่ ไม่ว่าจะใน ๓ จังหวัดภาคใต้ ในอ่าวไทย ในก้นอ่าว หรือในภาคตะวันออก รวมทั้งอันดามัน รวบรวมความคิดเห็นของพี่น้องประชาชนซึ่งเขาใช้ชีวิตผูกพันอยู่ตรงนั้นตั้งแต่เกิด เพื่อมาผนวกรวมกับความคิดในทางวิชาการ แล้วสร้างแนวคิดที่มีความชัดเจน มีความต่อเนื่อง และนําเสนอความคิดเหล่านี้ต่อรัฐบาล ซึ่งได้ประกาศความจริงใจที่จะแก้ไขปัญหานี้ แต่การแก้ไขปัญหานี้ไม่มีทางแก้สําเร็จได้ ไม่มีทางทําให้สัมฤทธิผลได้ ไม่มีทางให้คําตอบกับ ชาวบ้านได้ ถ้าไม่มีการร่วมมือทุกฝ่ายอย่างบูรณาการ คณะกรรมาธิการวิสามัญของ สภาผู้แทนราษฎรซึ่งจะมีการตั้งขึ้นมาจากพื้นที่ที่หลากหลาย แน่นอนครับ ไม่มีใครสักคนหนึ่ง จบดอกเตอร์ทางประมงครับ และแน่นอนครับ ไม่มีใครแม้แต่คนเดียวจบดอกเตอร์ทางด้าน อุทกศาสตร์ เราไม่ใช่คนที่จะไปตัดสินใจ แต่คณะกรรมาธิการวิสามัญชุดนี้จะทําหน้าที่ รวบรวมแนวคิดในแต่ละกลุ่มปัญหา ในแต่ละภูมิภาค ในแต่ละฝั่งทะเล เพื่อจะรวบรวม ภูมิปัญญา รวบรวมความคิด รวบรวมชีวิตของฝั่งทะเลแต่ละฝั่งทะเลซึ่งมีลมหายใจที่แตกต่างกัน ก้นอ่าวก็อย่างหนึ่ง ปลายอ่าวก็อย่างหนึ่ง อันดามันก็อย่างหนึ่ง อ่าวไทยก็อย่างหนึ่ง แล้วเอาความคิดเหล่านั้นมารวบรวมเป็นแบบเป็นแผน และขอให้รัฐบาลได้จัดงบประมาณ ที่มีความสอดคล้องต้องกันและดําเนินการแก้ไขปัญหาชายฝั่งโดนน้ําทะเลกัดเซาะ อย่างจริงจัง อย่างเป็นรูปธรรม และเป็นก้าวแรกในสภาชุดนี้ ผมหวังอย่างนั้นครับ
สุดท้ายนี้จึงขอการสนับสนุนจากเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกฝ่าย ไม่ว่าจะอยู่ฝั่งทะเล ไม่ว่าจะอยู่บนบก ไม่ว่าจะอยู่ภูมิภาคไหน นี่ก็คือแผ่นดินของประเทศไทย ซึ่งการสูญเสียแม้แต่ตารางนิ้วเดียวเป็นความสูญเสียของคนทั้งชาติ เป็นความสูญเสีย วงจรเศรษฐกิจซึ่งเกี่ยวโยงร้อยกันหมดในทุกภูมิภาค ผมขอการสนับสนุนจาก เพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของสภาแห่งนี้ และขอให้เพื่อนสมาชิกในแต่ละภูมิภาค ในแต่ละจังหวัด ในแต่ละปัญหาได้นําเสนอประเด็นปัญหาซึ่งเป็นความเดือดร้อนร่วมกัน เพื่อนําไปสู่การแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรมของสภาชุดนี้ต่อไป กราบเรียนท่านประธาน ในเบื้องสุดท้าย ภายใต้สภาชุดนี้ ท้องทะเลไทยต้องไม่สิ้นหวังครับ กราบขอบพระคุณครับ