สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๕ · ๓๑ สิงหาคม ๒๕๕๔

นิยม ช่างพินิจ เสนอญัตติตั้งคณะกรรมาธิการพิจารณาการแก้ปัญหาน้ำท่วม และเรียกร้องให้รัฐมนตรีปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข ให้ความสำคัญในการแก้ปัญหา นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม โดยมี 3 ประเด็นสำคัญ คือ การแก้ไขปัญหาระบายน้ำออกให้เร็ว การชะลอน้ำเพื่อให้เกษตรกรสามารถเก็บเกี่ยวพืชผลได้ และการแก้ไขปัญหาภัยแล้งหลังจากน้ำท่วม นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการระบายน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำยม โดยเฉพาะในอำเภอบางระกำ และเสนอแนะว่าควรสร้างเขื่อนกักเก็บน้ำในลุ่มน้ำยม เพื่อช่วยเหลือพี่น้องภาคการเกษตรในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก และยังเสนอแนะว่าควรขุดลอกบึงเพื่อจุน้ำให้กับพื้นที่

นายนิยม ช่างพินิจ พิษณุโลก

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นิยม ช่างพินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดพิษณุโลก วันนี้เอง ผมต้องขอขอบพระคุณท่านประธานที่ได้เอาวาระข้อเสนอญัตติด่วน เรื่อง ขอตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาในการแก้ปัญหาน้ําท่วมและช่วยเหลือพี่น้องอย่าง เป็นธรรมและเป็นระบบ ต้องขอขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่งนะครับ แล้วก็ต้องขอขอบพระคุณ ท่านรัฐมนตรีปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข ที่ให้ความสําคัญแล้วก็มานั่งรับฟังความคิดเห็นและ ความสําคัญ

ในเรื่องของปัญหาอุทกภัยนะครับท่านประธาน โดยเฉพาะเรื่องของปัญหา น้ําท่วมทุกปีครับ แล้วแต่ว่าปีไหนจะมาก ปีไหนจะน้อย แต่หลักใหญ่ ๆ มีอยู่ ๓-๔ ประเด็น ด้วยกันที่ถือว่าเป็นปัญหาที่ยิ่งใหญ่ แล้วต้องขอขอบพระคุณนะครับ โดยเฉพาะทาง นายกรัฐมนตรี คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และท่านคณะรัฐมนตรี แล้วก็ถือว่าเป็นนโยบายของ พรรคเพื่อไทยที่จะเป็นแนวทางในการแก้ปัญหา ๒๕ ลุ่มน้ํา แล้ววันนี้เองที่หลักใหญ่ ๆ มีอยู่ ๓-๔ ประเด็น

ประเด็นแรก ในเรื่องของน้ําท่วมนี่ทําอย่างไรในเมื่อน้ําท่วมแล้วเราจะ แก้ปัญหาระบายน้ําออกให้ได้อย่างรวดเร็ว ประเด็นที่ ๒ ทําอย่างไร ในเมื่อฤดูน้ํามาเราจะ ชะลอน้ํา เพื่อที่บางครั้งพี่น้องภาคการเกษตรกําลังจะเก็บเกี่ยว แล้วก็ชะลอน้ําได้สัก ระดับหนึ่งให้พี่น้องได้เก็บเกี่ยวได้พืชผลทางการเกษตร ตรงนี้ละครับ แล้วก็สิ่งสําคัญก็คือ ประเด็นที่ ๓ เมื่อหลังจากน้ําท่วมไปแล้วทําอย่างไร ซึ่งน้ําเมื่อท่วมแล้วนี่ก็ไปเลยครับ ทิ้งไว้แต่ความเจ็บปวด โดยเฉพาะในเรื่องของปัญหาภัยแล้งก็จะตามมา สิ่งที่ผมอยากจะ กราบเรียนให้ประธานทราบแล้วก็เสนอเป็นญัตติเพื่อให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญที่ให้เกิด ความเป็นธรรมกับพี่น้องประชาชนทั้งประเทศครับ แล้วก็ทั้งระบบ จะเห็นได้ว่าถ้าฤดูน้ํามา ถ้ามาตามฤดู ผมเชื่อว่าพี่น้องเกษตรรับได้ ถ้าน้ําจะมาตามฤดูก็จะมาประมาณเดือน พฤศจิกายนหรือเดือนธันวาคม แต่ปีนี้จะเห็นได้ว่าด้วยพายุนกเตนมาต้นเดือนสิงหาคมเลย ครับ พอมาปุ๊บข้าวของพี่น้องเกษตรกรที่กําลังจะเก็บเกี่ยวก็ต้องสูญเสียไป เพราะฉะนั้นเอง จะเห็นได้ว่าองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น อบต. หรือผู้นําท้องที่ ก็พยายาม ที่จะขุดดินตั้งเป็นคันบ้างเพื่อจะล้อมไม่ให้น้ํามาท่วมพื้นที่ภาคการเกษตร เป็นสิ่งที่ น่าเห็นใจมาก นี่คือการทําอย่างไรถึงจะชะลอได้นะครับ นี่คือประเด็นแรก

ส่วนประเด็นที่ ๒ ครับท่านประธาน ที่ผมบอกว่าในเมื่อมันท่วมแล้ว ทําอย่างไร ใช้การระบายน้ํา ผมจะยกตัวอย่างในพื้นที่ของลุ่มน้ํายม โดยเฉพาะในพื้นที่ของ อําเภอบางระกํา ถ้าท่วมแล้วนี่หลายเดือนครับ พี่น้องภาคการเกษตรเมื่อท่วมแล้วน้ําอยู่สัก เดือนสองเดือนแล้วก็ระบายน้ําออกไปได้ แล้วพี่น้องภาคการเกษตรก็จะประกอบอาชีพได้ นี่เปล่าเลยครับ ทําไม่ได้ครับ เพราะยังมีแหล่งน้ํา ถ้าเราดูโครงข่ายของน้ํา ไม่ว่าจะเป็น แม่น้ํายม แม่น้ําปิง แม่น้ําน่าน ดูจากภูมิประเทศจะเห็นได้ว่ามันเชื่อมโยงกันหมดครับ เหมือนเส้นเลือดใหญ่ ๓ เส้นด้วยกัน แม่น้ําน่าน แม่น้ําปิง แม่น้ํายม คือสายเส้นเลือดใหญ่ แล้วก็มีแหล่งน้ําเป็นคลองต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นคูคลอง แต่สิ่งที่ผมบอกว่ามันระบายไม่ได้ เพราะอะไร เดี๋ยวนี้มันตื้นเขินไปหมดเลยครับท่านประธาน ตื้นเขินไปหมดโดยเฉพาะพี่น้อง ในเขตพื้นที่ของอําเภอบางระกําที่พูดกันนักกันหนานะครับว่า ทําไมจึงจะระบายน้ําได้รวดเร็ว สิ่งสําคัญก็คือมีอยู่ ๒ สายด้วยกัน คือ ดีอาร์ (DR) ๒.๘ ตรงนี้ก็ตื้นเขินครับ แล้วก็ดีอาร์ ๑๕.๘ ตรงนี้ก็สามารถที่จะผันน้ําจากลุ่มน้ํายมไปลงแม่น้ําน่านได้อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้น ผมอยากจะกราบเรียนว่าตรงนี้แหละครับที่มันทําให้ปัญหาของพี่น้องภาคการเกษตรลําบาก

และอีกสิ่งหนึ่งที่ผมบอกว่าประเด็นที่ ๓ ที่เราจะแก้ปัญหาภัยแล้งของพี่น้องได้ หลังจากน้ําลดแล้ว ถึงแม้ว่าจะช้าหรือขนาดไหน แต่เราก็ไม่มีน้ําที่จะมาใช้ในพื้นที่ ภาคการเกษตรจะเห็นได้ว่าพื้นที่อําเภอบางระกํามีหนองคลองบึงมากมาย แล้วโดยเฉพาะ บึงใหญ่ ๆ อย่างบึงตะเคร็งเนื้อที่เป็นพัน ๆ ไร่ สามารถที่จะจุน้ําได้หลายล้านลูกบาศก์เมตร บึงระมาณ ในเขตของพื้นที่ตําบลปลักแรด อําเภอบางระกํา นี่ก็ที่เป็นพันๆ ไร่ แต่เวลาน้ําลดนี่ น้ําก็ไปหมดเลยครับ บึงขี้แร้งนี่ก็เนื้อที่หลายร้อยไร่ บึงกรุงกรัก จะเห็นได้ว่าพื้นที่ของอําเภอ บางระกําที่บอกว่าเป็นลุ่มน้ํา เป็นที่อ่างกระทะ มันไม่สามารถที่จะกักเก็บน้ําได้เลย เพราะเรา ไม่มีคันกั้นน้ํา ไม่มีที่เราจะขุดลอกที่จะทําเป็นประตูน้ํา คงไม่ใช่เรื่องแปลกครับที่จะเอา บางระกําเป็นโมเดลที่จะเป็นอําเภอนําร่องในการแก้ปัญหานะครับ ถ้าจะเปรียบเทียบกับ จังหวัดอื่น ๆ มันมีปัญหาทุกจังหวัดละครับ โดยเฉพาะจังหวัดสุโขทัย แต่ก็ยังดีครับที่จังหวัด สุโขทัยก็ยังมีทะเลหลวง ซึ่งจุน้ําได้ ๓๐ ล้านกว่าลูกบาศก์เมตร แต่ในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลกนี่ แทบไม่มีเลยครับ จะเห็นได้ว่าเมื่อปี ๒๕๔๘ นี่ครับ ท่านอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ปีนั้นน้ํา ท่วมหนัก ไปดูพื้นที่อําเภอบางระกํา ก็ไปมองเห็นผมก็เสนอแนะว่าปัญหาน้ําท่วมทําอย่างไร ระบายให้เร็ว แล้วก็สิ่งที่สําคัญทําอย่างไรที่เราจะกักเก็บน้ําไว้ใช้ ก็มีแนวทางที่จะทําเขื่อนกั้นน้ําที่ตําบลวังอิทก อําเภอบางระกํา แต่แล้ววิกฤติทางการเมือง ก็เกิดการพลิกผันไปมา ปฏิวัติบ้างอะไรบ้าง ก็ยกเลิกไป ต่อมามตินี้ครับก็เลื่อนเอาจากตําบล วังอิทกเอาไปไว้ที่ตําบลกําแพงดิน บ้านท่าแห จังหวัดพิจิตร ก็คิดว่าตรงนั้นจะจุน้ําได้ดี แต่ทุกวันนี้ก็ยังไม่ได้สร้างครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นผมอยากจะเสนอว่าจะสร้างตรงไหน ไม่ใช่เรื่องสําคัญ เพราะมันสําคัญตรงที่ว่าทําอย่างไรที่ว่ามีเขื่อนกักเก็บน้ําในลุ่มน้ํายม ในเขตของพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก มันจะได้กักเก็บน้ําให้กับพี่น้องในเขตพื้นที่ขึ้นมาได้ ก็นี่แหละครับ เพราะฉะนั้นจะต้องสร้างเขื่อนกักเก็บน้ําตรงนี้ให้ได้ ตรงนี้เองไม่สามารถที่จะ ดันน้ํามาให้กับพี่น้องชาวตําบลท่านางามได้ ตําบลบางระกําได้ และโดยเฉพาะตําบลชุมแสง ตําบลคุยม่วงนี่มันต้องมีอีก ๑ ตัวครับ นี่คือการแก้ปัญหาภัยแล้งครับ ก็คือประตูเขื่อนกักเก็บน้ํา ที่ตําบลท่านางงาม อยู่ติดระหว่างตําบลบางระกําที่หมู่ ๑ หมู่ ๒ อย่างนี้อีก ๑ ตัว แล้วก็ ขุดลอกบึงนะครับ เพราะผมเชื่อได้ว่าสิ่งที่สําคัญนี่นะครับ ปัญหาภัยแล้งถือว่าเป็นปัญหา ที่ต้องเร่งด่วน ถึงแม้ว่าปัญหาอุทกภัยวันนี้จะมีแนวทางที่ทําอย่างไร โดยเฉพาะหน่วยงาน ของรัฐที่จะพยายามที่จะระบายน้ําออกให้รวดเร็ว แต่ผมอยากจะพูดต่อไปว่า จะไปเชื่อมโยง กับลุ่มน้ําปิง ระหว่างแม่น้ําน่านกับแม่น้ํายมก็สามารถที่จะถ่ายและเชื่อมโยงมาได้ แต่แม่น้ําปิง ก็ยังไปไม่ถึงไหนเลยครับ โดยเฉพาะโครงการคลองกรุงกรักอย่างนี้ครับ ซึ่งจะสามารถผัน แม่น้ําปิงเข้ามาสู่แม่น้ํายมได้ในระยะที่สู่ภัยแล้ง อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นผมอยากจะ กราบเรียนท่านประธานทราบว่ามีสัก ๓-๔ ประเด็นครับ สิ่งที่ผมต้องพูดอย่างนี้ท่านประธาน การสูญเสียของพี่น้องภาคการเกษตร ถึงแม้ว่ารัฐบาลเองทุกรัฐบาลจะพยายามที่จะไป เยียวยาแล้วก็จะแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะเมื่อน้ํา พี่น้องภาคการเกษตรเมื่อน้ําท่วมข้าวไปแล้วนี่ ก็จะไปชดเชยให้ไร่ละ ๒,๐๐๐ บาทบ้าง มารัฐบาลนี้ให้ ๒,๒๒๒ บาทต่อไร่ แต่ผมถามเถอะครับ ถ้าเราจะมาคิดค่าเสียหายตรงนี้ ถ้าคิดมาบวกเป็นตัวเลขแล้วมันไม่เท่าไรหรอกครับ แต่ถ้าไปถามความรู้สึกและข้อเท็จจริงของพี่น้องประชาชนมันมากกว่านั้นครับ เพราะนา ๑ ไร่นี่ถ้าฤดูข้าวที่กําลังจะตั้งท้อง ที่กําลังจะเก็บเกี่ยวแล้วก็น้ํามาท่วมนี่ท่านประธานทราบ ไหมครับ ลงทุนไปต่อไร่ ๔,๐๐๐-๕,๐๐๐ บาท แต่รัฐบาลก็ไปชดเชยให้ ๒,๐๐๐ กว่าบาทนี่ ก็ถือว่ายังดีครับ เป็นการเยียวยาให้กับพี่น้อง เพราะฉะนั้นผมอยากจะกราบเรียนว่าวันนี้ ถ้าเราแก้เกี่ยวกับแหล่งน้ําและลุ่มน้ําได้ ต้องขอขอบพระคุณครับ เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๒๘ ที่ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไปในพื้นที่อําเภอบางระกํา แล้วจะเอาอําเภอ บางระกําเป็นโมเดล หรือเป็นอําเภอนําร่องในการที่จะแก้ปัญหา แต่ท่านก็ไม่ได้พูดครับว่าจะแก้ที่ อําเภอบางระกําอย่างเดียว ของท่านก็ยังดูไปถึงจังหวัดพิจิตร จังหวัดนครสวรรค์ และ จังหวัดสุโขทัย เพราะฉะนั้นการที่จะแก้ต้องแก้อย่างเป็นระบบ และให้เกิดความเป็นธรรมกับ คนทั้งประเทศ แต่สิ่งสําคัญก็คืออย่างน้อยนี่นะครับ อําเภอบางระกําอย่างน้อยก็ควรจะมี อ่างกักเก็บน้ําไว้สัก ๒-๓ ที่ก็ยังดี โดยเฉพาะอย่างที่ผมเรียนไปเมื่อสักครู่นี้ บึงระมาณ บึงตะเคร็ง บึงขี้แร้ง และอีกหลาย ๆ บึงเพื่อจะช่วยเหลือพี่น้องภาคการเกษตรได้ ก็คงจะพูด ไว้เพียงเท่านี้ แล้วก็คงฝากให้บุคคลที่เข้าไปเป็นคณะกรรมการวิสามัญที่จะพิจารณาลุ่มน้ํานี่ครับ ก็ฝากไว้ด้วยครับว่าเราจะมาช่วยกันแก้ปัญหาอย่างไร และผมเชื่อว่ารัฐบาลคงจะจริงจัง เพราะมันเป็นการแก้ปัญหาพี่น้องภาคการเกษตร แก้แบบยั่งยืน ต้องขอขอบพระคุณมากครับ