สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๙ · ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๔

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รักษาการ แถลงนโยบายของรัฐบาลในการยกระดับราคาสินค้าเกษตรให้มีเสถียรภาพ โดยใช้กลไกราคาตลาดโลกและกลไกตลาดซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้า และยังแถลงว่ารัฐบาลได้เลือกมาตรการรับจํานําเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร โดยเกษตรกรผู้ปลูกข้าวเป็นสินค้าตัวแรกที่รัฐบาลได้ดําเนินการ

นายภูมิ สาระผล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายภูมิ สาระผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดขอนแก่น พรรคเพื่อไทย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ รักษาการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้รับมอบหมายจากท่านนายกรัฐมนตรีให้ตอบกระทู้ถาม ของท่านสมาชิก ขอเรียนว่ารัฐบาลนี้มีนโยบายที่จะยกระดับราคาสินค้าเกษตรให้มี เสถียรภาพที่เหมาะสม โดยคํานึงถึงกลไกราคาตลาดโลกจึงได้นําวิธีบริหารจัดการ ทางการตลาดและกลไกตลาดซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้ามาใช้ เพื่อยกระดับราคาสินค้า เกษตรให้สูงขึ้นเมื่อเทียบกับต้นทุนการผลิต ทําให้เกษตรกรมีความมั่นคงทางรายได้ สําหรับ การเก็บเกี่ยวผลผลิตทางการเกษตรปี ๒๕๕๔ ปี ๒๕๕๕ นี้ รัฐบาลได้เลือกมาตรการ รับจํานํามาใช้เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร โดยเกษตรกรผู้ปลูกข้าวเป็นสินค้าตัวแรกที่รัฐบาล ได้ดําเนินการ สําหรับสินค้าเกษตรอื่น ๆ รัฐบาลโดยกระทรวงพาณิชย์และคณะกรรมการ ต่าง ๆ ที่กํากับดูแลเฉพาะสินค้าได้ติดตามสถานการณ์การผลิตและการตลาดอย่างใกล้ชิด หากภาวะตลาดเอื้ออํานวยให้ผลผลิตของเกษตรกรจําหน่ายได้ในราคาดีทําให้เกษตรกร ดํารงชีพได้อย่างเป็นสุข สามารถเพาะปลูกและพัฒนาการผลิตในฤดูถัดไปได้ ก็จะให้การ ซื้อขายผลผลิตเป็นไปตามกลไกตลาด แต่ถ้าหากมีแนวโน้มว่าจะเกิดปัญหาด้านราคา หรือการตลาด รัฐบาลก็จะเข้าไปดําเนินการมาตรการต่าง ๆ เพื่อให้ความช่วยเหลือทันที ดังนั้นที่ท่านสมาชิกได้ถามเรื่องสินค้าเกษตรหลายรายการที่กล่าวมา แล้วยังได้พูดถึงเรื่องการ เปลี่ยนวิธีการจากการประกันรายได้ของรัฐบาลที่แล้วมาสู่การรับจํานําในรัฐบาลนี้ ทั้งนี้ ก็เพราะว่าเราได้เล็งเห็นว่าการรับจํานําจะก่อประโยชน์และทําให้เกษตรกรมีรายได้ ขายผลผลิตได้เงินจํานวนมากยิ่งกว่า ยกตัวอย่างเช่นการจํานําข้าว ซึ่งรัฐบาลได้ประกาศ มาตรการในการดําเนินการและเริ่มดําเนินการไปแล้วบางส่วนนั้น ถ้าหากเปรียบเทียบจาก รัฐบาลที่ผ่านมา ซึ่งมีค่าใช้จ่ายในการประกันรายได้จากการขายข้าว โดยจ่ายส่วนต่าง โดยมี ค่าใช้จ่ายทั้งหมดเป็นเงินประมาณ ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ๒ ปี แต่ในปีที่แล้วตกไปประมาณ ๖๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เกือบ ๗๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่เกษตรกรก็ยังขายข้าวและได้เงิน ในจํานวนที่ไม่มากเพียงพอ ยกตัวอย่างข้าวที่ขายได้เกวียนละไม่กี่พันบาท แม้จะได้เงินชดเชย ส่วนต่างก็จะได้อีกประมาณ ๑,๐๐๐-๒,๐๐๐ บาท รวมแล้วก็ไม่เกิน ๑๐,๐๐๐ บาท สมมุติว่า เกษตรกร หรือชาวนามีข้าวอยู่ประมาณ ๒๐ ตัน จะได้เงินในระบบประกันรายได้ประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ กว่าบาท เกือบ ๒๐๐,๐๐๐ บาท แต่ถ้าวันนี้เราจํานําที่ ๑๕,๐๐๐ บาท และ ๒๐,๐๐๐ บาท สําหรับข้าวหอมมะลิ ถ้าเกษตรกรชาวนามีข้าวอยู่ประมาณ ๒๐ ตันเท่าเดิม แต่ถ้าเข้าโครงการจํานําข้าวก็อาจจะได้เงินถึง ๒๐๐,๐๐๐ กว่าบาท เกือบ ๓๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งเป็นจํานวนเงินที่เพิ่มขึ้นมามาก สําหรับเกษตรกรก็ต้องถือว่ามากสําหรับเงินหลายหมื่นบาท หรือเกือบแสนบาทนั้น เรากําลังจะพยายามทําเรื่องเหล่านี้ให้เกิดความสําเร็จ และผมเชื่อว่า จะเกิดความสําเร็จได้ถ้าทุกฝ่ายสามารถที่จะร่วมมือกันเพื่อให้ความสําเร็จนั้นได้เกิดขึ้นจริง ฉะนั้นจึงเรียนตอบท่านสมาชิกเพิ่มเติมอีกครับว่า ในส่วนของเรื่องการรับจํานําสินค้าเกษตรอื่นก็จะดําเนินการรับจํานํามันสําปะหลัง ซึ่งคณะกรรมการนโยบายมันสําปะหลังแห่งชาติได้ประกาศและประชุมไปแล้ว เหลือเพียงนํา เรื่องเข้าสู่คณะรัฐมนตรี ที่ติดขัดอยู่บางประการเนื่องจากต้องผ่านที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ทางด้านเศรษฐกิจที่ท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านกิตติรัตน์ ณ ระนอง ท่านเป็นประธานอยู่ ซึ่งติดภารกิจในการไปประชุมระหว่างประเทศในต่างประเทศ แล้วจะเดินทางกลับมา เพื่อประชุมต่อไป หลังจากที่เราได้ประกาศผลประชุมของคณะกรรมการนโยบาย มันสําปะหลังแห่งชาติว่าจะมีการรับจํานํามันสําปะหลัง โดยจะจํานําที่ราคา ๒ บาท ๖๐ สตางค์ต่อกิโลกรัม แล้วก็ปรับเพิ่มขึ้นเดือนละ ๕ สตางค์ไปเป็นเวลา ๖ เดือน ก็จนถึง ๒ บาท ๙๐ สตางค์ โดยมีเป้าหมายปริมาณจํานําที่ ๑๕ ล้านตัน ก็ปรากฏว่าวันนี้ราคา มันสําปะหลังก็ได้พุ่งสูงขึ้น ในบางแห่งสูงเกินกว่าราคาที่เราคิดว่าจะจํานําด้วยซ้ําไป บางแห่ง สูงถึง ๒ บาท ๗๕ สตางค์ บางแห่งถึง ๒ บาท ๙๐ สตางค์ ซึ่งเรื่องนี้เราจะได้เร่งรัดเพื่อให้ การจํานํามันสําปะหลังได้เกิดขึ้นภายในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนหรือเดือนธันวาคม เมื่อโครงการดําเนินต่อไปแล้วเราเชื่อว่าราคามันสําปะหลังก็จะยืนอยู่ในระดับที่เกษตรกร จะได้รับผลประโยชน์อย่างพอเพียง ก็เลยจะขออนุญาตเรียนตอบท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติว่า เป้าหมายของการจํานําในครั้งนี้อยู่ที่ประมาณ ๑๕ ล้านตัน ซึ่งผลผลิตที่ออกในประเทศเรา ทั้งหมดก็คงจะอยู่ที่ประมาณ ๒๕ ล้านตัน แต่เชื่อว่ามันสําปะหลังทุกหัวก็คงจะไม่ได้เข้ามาสู่ ระบบการจํานํา เพราะบางส่วนเขาก็อาจจะขายด้วยตัวเขาเอง โดยเกษตรกรแต่ละราย จะสามารถนํามาจํานําได้ไม่เกินรายละ ๒๕๐ ตัน เราไม่ได้กําหนดเป็นวงเงิน กําหนดเป็น จํานวนตัน ก็จะทําให้ราคามันสําปะหลังซึ่งคิดว่าปีนี้เกษตรกรจะได้รับความคุ้มค่าจากการ ลงทุนปลูกมันสําปะหลัง

สําหรับในเรื่องพืชอื่นที่ท่านถามถึงก็คือข้าวโพดใช่ไหมครับ ขณะนี้ข้าวโพด ได้ออกสู่ท้องตลาดมากกว่าร้อยละ ๖๐ แล้วนะครับ ก็เหลืออีกประมาณไม่ถึงครึ่ง ต้นทุน ในการผลิตข้าวโพดจะตกประมาณกิโลกรัมละ ๕ บาท ๙๐ สตางค์ นี่เราพูดถึงข้าวโพดที่ผลิต อาหารสัตว์ แต่วันนี้ราคาข้าวโพดอยู่ที่ประมาณ ๘ บาท ๗๕ สตางค์ ถึง ๙ บาท ๓๐ สตางค์ ๙ บาท ๕๐ สตางค์ก็มี ก็เป็นราคาที่เกษตรกรสามารถดํารงอยู่ได้ เหตุที่เราไม่ไปแทรกแซง พืชผลเกษตรทุกตัวก็เพราะว่าหากตัวใดที่กลไกการตลาดสามารถดําเนินไปโดยเกษตรกร ดํารงได้ด้วยความเป็นสุข มีกําไรก็ไม่ต้องแทรกแซง เพราะมันจะเป็นวงจรของ ระบบอาหารสัตว์ วงจรของอาหารมนุษย์ ถ้าสมมุติว่าพืชอาหารสัตว์เช่นข้าวโพดราคาสูงมาก สูงจนเกินควรก็จะส่งผลให้ต้นทุนอาหารสัตว์สูงขึ้น เมื่อต้นทุนอาหารสัตว์สูงขึ้นพวกเราที่ บริโภคเนื้อสัตว์ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อหมู เนื้อไก่ ก็จะต้องรับภาระต้นทุนที่สูงขึ้น ก็จะต้องมี การเข้ามาควบคุมราคาสินค้า ก็จะวนกลับไปสู่ระบบต้นทุนอาหารสัตว์อีกเช่นกัน จึงกราบเรียนท่านสมาชิกได้เข้าใจให้ตรงกันครับว่า รัฐบาลนี้ได้พยายามควบคุมดูแลเพื่อให้ เกิดความมีเสถียรภาพในเรื่องราคาของสินค้าเกษตรทุกตัว โดยจะไม่ปล่อยให้ราคาสินค้า ขึ้นลงแบบวูบวาบจนผู้ผลิตก็ตาม หรือว่าผู้ประกอบการไม่สามารถตั้งตัวหรือรับมือกับ สิ่งเหล่านั้นได้ จึงเรียนให้ทราบครับ ขอบพระคุณครับ