สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๘ · ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๔

นาที รัชกิจประการ หารือเรื่องการปรองดองในสภา โดยแนะนำแนวทางแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการพูดให้กลายเป็นการพูดที่นุ่มนวลและให้ความรู้สึกว่าเห็นพ้องต้องกัน นอกจากนี้ ยังพูดถึงความสำคัญของสื่อในการสร้างบรรยากาศการปรองดองและเรียกร้องให้พิจารณาแก้ที่ต้นเหตุของปัญหาแทนการวิจารณ์ นอกจากนี้ยังพูดถึงแนวทางในการแก้ไขปัญหาที่เกิดจากความปรองดองหรือวิกฤติ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการให้อภัยและให้ทาน ซึ่งเป็นหลักการสำคัญของศาสนา และมีผลมากกว่าการให้สิ่งของ

นางนาที รัชกิจประการ บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ และสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านนะคะ ดิฉัน ดอกเตอร์นาที รัชกิจประการ ค่ะ ขอสนับสนุน ในเรื่องของการปรองดองทั้ง ๒ พรรคที่ให้การสนับสนุนทั้งพรรคตัวดิฉันเองก็คือพรรคภูมิใจไทย ภายใต้การนําของท่านหัวหน้าพรรค ท่านชวรัตน์ ชาญวีรกูล แล้วก็ของพรรคมาตุภูมิ โดยท่าน พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน เพราะว่าวันนี้หลาย ๆ ท่านผู้ทรงเกียรติที่อยู่ที่ตรงนี้ ทุกท่าน ดิฉันก็คงเห็นแล้วว่าการปรองดองมีส่วนสําคัญมาก ๆ ซึ่งตัวดิฉันเองเป็นคนหนึ่ง ที่มีความคิดอยู่ตลอดเวลาว่าในสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ควรจะนําเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่ควรจะ นํามาพิจารณา แล้วก็บังเอิญวันนี้ได้มีโอกาสดิฉันก็ขอเป็นคนหนึ่งที่มาเสนอแนวทาง ปรองดองด้วยนะคะ เพราะว่าวันนี้ปัญหาที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะสมาชิกผู้ทรงเกียรติตรงนี้นะคะ ดิฉันคิดว่าเราทั้ง ๕๐๐ ท่านจริง ๆ แล้วน่าจะเป็นต้นแบบในการที่จะนําสู่การปรองดองนะคะ ดิฉันคิดว่าก่อนอื่นก่อนที่จะไปมองภายนอกเราเองต้องกลับมาทบทวนตัวเราเองก่อนนะคะ เราอย่าไปหวังว่าจะให้เกิดความปรองดองจากข้างนอกนะคะ ต้องกลับมาทบทวนที่ตัวเราเองก่อน เพราะว่าถ้าเราดูนี่ค่ะปัญหาทุกอย่างส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นในหลักทางพุทธศาสนาเขาเรียกว่า กฎอิทัปปัจจยตา หรือว่าปฏิจจสมุปบาท ทุกอย่างเกิดขึ้นไม่ได้ค่ะ ท่านประธานคะ ถ้าสมมุติว่าไม่มีเหตุนะคะ เมื่อมีเหตุเกิดขึ้นแล้วผลถึงจะตามมา เพราะฉะนั้นตามหลัก ในพุทธศาสนาทุกอย่างมีเหตุที่มาที่ไป วันนี้ก็เหมือนกันตั้งแต่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ปัญหาที่ เกิดขึ้นมาอันนั้นเราก็ทราบอยู่แล้วว่าปัญหามันเกิดจากอะไรนะคะ แล้วก็มาหลังจาก ๒๕๔๙ เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบันนี้ท่านประธานก็เห็นว่ามีความแตกแยกอย่างต่อเนื่อง เพราะฉะนั้น ในเรื่องของความปรองดอง หลักใหญ่ที่ตัวดิฉันอยากจะนําเสนอแนวทางวันนี้ก็คือในเรื่องของ สันติวิธี สันติวิธีตรงนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าสมมุติว่าเราทุกคนทุกท่านที่อยู่ตรงนี้ยังคิดจะ เอาชนะคะคานกันอยู่ ไม่มีคนใดคนหนึ่งที่จะเสียสละ ไม่มีคนใดคนหนึ่งที่มานั่งคิดในเรื่องของการให้อภัย เพราะว่า จริง ๆ แล้วในเรื่องของสันติวิธีนี่นะคะ สิ่งแรกที่ดิฉันอยากจะกล่าวถึงในเรื่องของแนวทาง แก้ปัญหาในเรื่องของการแก้ที่ต้นเหตุนะคะ การแก้ที่ต้นเหตุ คือทุกอย่างเกิดจากมนุษย์เรา ทุกคน ในหลักของศาสนาเขากล่าวว่า ความเสมอภาคในความเป็นมนุษย์เป็นสิ่งที่สําคัญที่สุด ทุกคนมีเสรีภาพในการเลือกที่จะกระทํา แต่การกระทําอันนั้นทุกคนต้องรับผิดชอบในการ กระทําของตนเอง เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราทํานี่ค่ะ การกระทําของเราวันนี้ที่เกิดในเรื่องของ ความขัดแย้ง ถ้าท่านสังเกตดูนะคะ จะเกิดจากคําพูด คําพูดนี่เป็นหลักใหญ่นะคะ เพราะว่า ในเรื่องของการพูดกระแนะกระแหน การพูดให้เกิดความขัดแย้ง สิ่งนี้เป็นสิ่งสําคัญ ถ้าเรายัง พูดกันอยู่อย่างนี้ อย่างไรสันติวิธีก็จะไม่เกิด เพราะฉะนั้นหลักใหญ่ในเรื่องของการพูดวันนี้ ทําอย่างไร วิธีการพูดนะคะ ว่าเราเปลี่ยนอย่างไร ให้เปลี่ยนจากการกระแนะกระแหน การกระแทกแดกดันมาเป็นการพูดที่ให้ความนุ่มนวล ให้ความรู้สึกว่าอันนี้เป็นสิ่งที่ เห็นพ้องต้องกัน ไม่ใช่ว่าการพูดที่ไม่เหมือนกัน บางครั้งคําพูดมันมองได้ในหลายประเด็น แต่ถ้าว่าเจตนาของการพูด ท่าทางการพูด ลักษณะคําพูดเรามีน้ําจิตน้ําใจ พูดในสิ่งที่ดี พูดในสิ่งที่มีประโยชน์ ดิฉันว่าตรงนี้นะคะ คนที่เราพูดถึง คนที่เราพูดด้วยสามารถที่จะสัมผัสได้

แล้วอีกเรื่องหนึ่งในเรื่องของสื่อ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่สําคัญที่สุดที่จะทําให้ การปรองดองในวันนี้มีความเป็นไปได้หรือไม่นะคะ ถ้าเกิดว่าบางครั้งคนบางคนพูดไปอาจจะ ไม่ได้คิดอะไร แต่ถ้าสื่อไปตีความในประเด็นที่ทําให้เกิดความแตกแยกอันนี้ก็มีผลเหมือนกัน เพราะฉะนั้นคือแนวทางของดิฉันเองในเรื่องของการแก้ที่ต้นเหตุ อันนี้เป็นหลักใหญ่ที่จะ ขอนําเสนอนะคะ

อันที่ ๒ ที่ดิฉันพูดถึงแนวทางในเรื่องของการแก้สันติวิธี ก็คือในเรื่องของ การปรับทัศนคติ วันนี้หลายท่านก็คงจะเห็นว่าเมื่อไรก็แล้วแต่ท่านประธาน ถ้าเกิดว่าเราปรับ ทัศนคติในทางบวก สิ่งนี้ที่เป็นสิ่งที่จะช่วยได้ที่จะให้เกิดความปรองดอง แต่ถ้าเรายังยึดตัวกู ของกูอันนี้ความปรองดองไม่เกิดขึ้นแน่นอน สิ่งที่สําคัญที่สุดที่ดิฉันอยากจะให้เกิดในเรื่องของ การปรับทัศนคติก็คือ วันนี้ทุกท่านคงจะทราบว่าการเกิดเป็นมนุษย์มันยากมาก เพราะฉะนั้น วันนี้ทําไมเราไม่รู้จักการให้อภัยหรือเรียกอีกอย่างหนึ่งก็คือการให้ทานนะคะ วันนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเราใช้ทศพิธราชธรรมข้อที่ ๑ ข้อแรกก็คือเรื่องทาน เป็นหัวข้อที่ ๑ ที่ท่านใช้ในการปกครองประเทศ ถ้าหลาย ๆ ท่านได้อ่านพระราชดํารัสของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ท่านได้มีพระราชดํารัสไว้นะคะ ทุกเล่มที่จะกล่าวถึงก็คือ เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม ท่านใช้คําว่าครอง จะไม่ใช้คําว่าปกครอง แล้วท่านก็ใช้ทาน เป็นสิ่งแรกที่นํามาใช้กับประชาชนของท่านนะคะ เพราะฉะนั้นเรื่องทาน บางครั้งหลาย ๆ ท่าน อาจจะบอกว่า ทาน ก็คือการให้สิ่งของ จริง ๆ แล้วไม่ใช่นะคะ ในหลักของศาสนา ทานเรามีตั้ง ๓ อย่าง อันดับแรกก็คือการให้สิ่งของค่ะท่านประธาน เขาเรียกว่าการให้ วัตถุสิ่งของ อันนี้เป็นสิ่งที่เห็นได้โดยทั่ว ๆ ไป แต่การให้ที่สําคัญกว่านั้น วันนี้เหมือนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเรื่องของความปรองดอง หรือแม้แต่วิกฤติในเรื่องของน้ํา ถ้าเกิดเราให้กําลังใจ หลาย ๆ ท่านที่สื่อทุกช่องวันนี้ ที่พยายามที่ไปเยี่ยม ไม่ว่าจะให้สิ่งของแล้ว นอกเหนือจากให้สิ่งของเราสามารถที่จะให้ ธรรมทาน ก็คือการให้กําลังใจ อันนี้มีผล แล้วก็มีผลมากกว่าการให้สิ่งของอีก เพราะว่า หลาย ๆ ท่านบางทีเวลาเราไปเยี่ยมเขานี่ค่ะท่านประธาน เขาขาดกําลังใจอยากจะฆ่าตัวตาย แต่ถ้าเราให้กําลังใจเขา ให้ความเอื้ออาทร ให้ความกรุณา แสดงออกถึงความเมตตากรุณา สิ่งนี้เป็นสิ่งที่อาจจะให้กําลังใจกับเขา ให้กําลังใจเขาโดยคิดบอกว่า วันนี้เราตื่นขึ้นมา เรามีชีวิตนี่ก็เป็นสิ่งที่ประเสริฐแล้ว เพราะว่าถ้าเรายังมีลมหายใจอยู่เราก็สามารถที่จะสู้ได้ เราก็สามารถที่จะดํารงชีวิตต่อไปได้ ดีกว่าที่จะตายนะคะ เพราะฉะนั้นการให้ธรรมทาน หรือการให้กําลังใจเป็นสิ่งที่มีผลมากกว่าการให้สิ่งของ

แล้วอันดับ ๓ ที่ดิฉันจะพูดในวันนี้ก็คือการให้อภัยค่ะท่านประธาน การให้ อภัยทานเป็นสิ่งที่สําคัญแล้วก็มีประโยชน์มาก ๆ ในวันนี้กับ พ.ร.บ. ฉบับนี้ด้วยค่ะ ท่านประธาน เพราะว่าเมื่อไรก็แล้วแต่ถ้าเราไม่รู้จักให้อภัยซึ่งกันและกัน ความปรองดอง ไม่เกิดแน่นอนค่ะท่านประธาน เพราะฉะนั้นวันนี้สิ่งที่ดิฉันจะฝากเป็นกรณีพิเศษ แล้วก็เป็น ข้อสังเกต แล้วก็ฝากเป็นเรื่องใหญ่ในเรื่องของอภัยทาน เพราะถ้าเกิดวันนี้เราไม่มีการให้อภัย ไม่ว่าจะเป็นตัวเราเองหรือให้อภัยต่อคนอื่น ความปรองดองไม่ต้องเกิด และวันนี้ดิฉัน ก็ขอเรียกร้องให้พวกเราใน ๕๐๐ คนนี้ ตอนนี้ก็เหลือ ๔๙๙ คน เริ่มต้นที่ผู้ทรงเกียรติของเรา ตรงนี้ก่อน ถ้าผู้ทรงเกียรติของเราตรงนี้ให้อภัยกัน ดิฉันว่าความปรองดองเกิดค่ะ

สุดท้ายค่ะ ดิฉันก็ยินดีแล้วก็สนับสนุนในทั้ง พ.ร.บ. ทั้ง ๒ ฉบับ แล้วก็หวัง เป็นอย่างยิ่งว่าญัตติทั้ง ๒ ญัตตินี้ดิฉันเห็นด้วย แล้วก็หวังว่าหลังจากตั้งคณะกรรมาธิการแล้ว สิ่งดี ๆ คงจะเกิดขึ้นในสภาแห่งนี้ค่ะ กราบขอบพระคุณค่ะ