วรงค์ เดชกิจวิกรม หารือเรื่องปัญหาน้ำท่วม โดยกล่าวถึงความผิดพลาดของการบริหารน้ำที่เกิดขึ้นภายใต้ความรับผิดชอบของรัฐบาลชุดนี้ และเรียกร้องให้รัฐบาลชี้แจงเรื่องนี้ให้ชัดเจน นอกจากนี้เขายังหารือเรื่องปริมาณน้ำในเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ และวิพากษ์วิจารณ์ความพยายามที่จะบิดเบือนข้อเท็จจริงและโยนความผิดให้อดีตัฐบาล นอกจากนี้เขายังแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความอดทนของสังคมไทย และเรียกร้องให้รัฐบาลแสดงความอดทนและความรับผิดชอบในการแก้ไขปัญหา
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ผมมีประเด็นที่จะ กราบเรียนท่านประธานไปยังคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง บังเอิญวันนี้ได้อ่านในคอลัมน์ ผ่าประเด็นร้อนในหนังสือพิมพ์แนวหน้ามันมีบทความที่อ่านดูแล้วก็น่าตกใจเหมือนกันครับ เพราะว่าบทความนี้ชื่อว่า “แก้เกี้ยวฟ้องอภิสิทธิ์ ต้นเหตุวิกฤติน้ําท่วมเกมกลบเกลื่อน ความล้มเหลว ป้องรัฐบาลปู” คือผมต้องการจะสื่อให้เห็นว่าวันนี้ข้อเท็จจริงในสังคมรับรู้อยู่แล้วว่าปัญหาน้ําท่วมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น แล้วก็หลายหน่วยงานต่าง ๆ ก็ได้มาวิเคราะห์ให้เห็นชัดเจนแล้วว่าความผิดพลาด ความบกพร่องต่าง ๆ ก็เกิดขึ้นจริง และอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของรัฐบาลชุดนี้ แต่ขณะนี้ เราก็ต้องยอมรับว่าเหมือนกับมีการต่อจิ๊กซอว์เพื่อให้ตัวละครต่าง ๆ ได้มีการเคลื่อนไหวเพื่อ พยายามที่จะกลบเกลื่อนความผิดที่เกิดขึ้น พยายามกลบเกลื่อนความผิดของการบริหารน้ําที่ ล้มเหลวไปยังรัฐบาลของท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผมจึงมีความจําเป็นต้องขยายผลเพื่อให้ พี่น้องประชาชนได้เข้าใจชัดเจนยิ่งขึ้น ไม่อย่างนั้นแล้วเกิดถ้าปล่อยไปเรื่อย ๆ คนก็พยายาม บอกว่าน้ําในเขื่อนเต็มมาตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว ท่านอดีตรัฐบาลที่แล้วคือท่านนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์เป็นคนกักเก็บน้ําไว้ในเขื่อน เพราะว่าแม้แต่ขณะนี้เองท่านอดีต ส.ว. ท่านหนึ่งได้ยื่น เรื่องมาร้องเรียนต่อคณะกรรมาธิการ ป.ป.ช. กล่าวหารัฐบาลท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบจนเป็นต้นเหตุให้เกิดอุทกภัย คือผมอ่านบทความนี้แล้วผมก็ตกใจ ผมจึงมีความจําเป็นต้องมาอธิบายผ่านยังท่านประธาน เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้มีความเข้าใจแล้วก็มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้นว่าตกลงปัญหาน้ําท่วม วันนี้มันอย่างไรกันแน่ ผมมีตัวเลขอยู่ ๔ ตัวเลขครับท่านประธานครับ เพื่อให้จําได้ง่าย ๆ แล้วก็จะได้มีความเข้าใจมากขึ้น และย้ํากับท่านประธานไปยังรัฐบาลและพี่น้องประชาชนว่า ระดับน้ําในเขื่อนเป็นวิทยาศาสตร์ครับ ไม่ใช่เป็นไสยศาสตร์ คําว่าเป็นวิทยาศาสตร์ คือสามารถพิสูจน์จากตัวเลข แล้วก็ตัวเลขมันไม่มีโอกาสที่จะดิ้นไปไหนได้ ประเด็นที่สําคัญที่สุด คือการบริหารน้ําในเขื่อนเป็นเรื่องของคณะกรรมการบริหารน้ํา ซึ่งมีท่านอธิบดี กรมชลประทานเป็นประธาน และคณะกรรมการชุดนี้ก็จะปล่อยน้ําตามมติของ คณะกรรมการ เพราะเชื่อว่าท่านนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีคงไม่ได้ไปสั่งว่าวันนี้ให้ปล่อย หรือไม่ปล่อย ดังนั้นการปล่อยน้ําก็เป็นไปตามหลักของวิทยาศาสตร์เช่นกัน ตัวเลข ๔ ตัวเลข ต้องย้ําเพื่อให้พี่น้องประชาชนฟังบ่อย ๆ จะได้จําได้แม่นขึ้นก็คือ
ตัวเลขที่ ๑ คือตัวเลข ณ วันที่ ๑๐ พฤษภาคม ซึ่งวันนั้นเป็นวันยุบสภา เขื่อนใหญ่ ๒ เขื่อนคือเขื่อนสิริกิติ์และเขื่อนภูมิพล วันนั้นเขื่อนสิริกิติ์มีน้ําในเขื่อนอยู่ ๕๑ เปอร์เซ็นต์ เขื่อนภูมิพลมีน้ําอยู่ในเขื่อน ๔๖ เปอร์เซ็นต์ ย้ําอีกครั้งนะครับ วันนั้นยุบสภา เมื่อวันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒ เขื่อนมีน้ําในเขื่อนโดยเฉลี่ยคิดง่าย ๆ คือ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งผลกระทบ ณ ขณะนั้นยังมีความวิตกกังวลว่าจะเกิดภัยแล้งเกิดขึ้น นี่คือตัวเลขที่ ๑
ตัวเลขที่ ๒ คือวันที่ ๓ เดือนกรกฎาคมซึ่งเป็นวันเลือกตั้ง วันนั้นเขื่อนภูมิพล มีน้ําอยู่ในเขื่อน ๕๘ เปอร์เซ็นต์ และเขื่อนสิริกิติ์มีน้ําอยู่ในเขื่อน ๖๕ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งอยู่ใน เกณฑ์มาตรฐานที่คณะกรรมการบริหารจัดการน้ําของเขื่อนถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ และขณะนั้นเองอาจจะเริ่มมีน้ําท่วมบ้างบางจังหวัด เช่น ที่จังหวัดน่าน
ตัวเลขตัวที่ ๓ คือวันที่ ๑๐ สิงหาคม ซึ่งสําคัญนะครับ เพราะว่าตัวเลขวันนี้ เป็นวันที่สะท้อนว่าคณะรัฐมนตรีชุดนี้ถวายสัตย์ปฏิญาณตน แสดงว่ากําลังจะมีอํานาจตาม กฎหมายแล้ว เพียงแต่ว่าอะไรที่เป็นเรื่องฉุกเฉินเร่งด่วนสามารถจัดการได้ ๑๐ สิงหาคม เขื่อนภูมิพลมีน้ําอยู่ในเขื่อน ๖๙ เปอร์เซ็นต์ เขื่อนสิริกิติ์มีน้ําอยู่ในเขื่อน ๘๕ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งต้องย้ําว่าปริมาณน้ําในเขื่อนประมาณ ๒ ใน ๓ ณ วันที่ ๑๐ สิงหาคม ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ ของคณะกรรมการบริหารจัดการน้ําของเขื่อน
ตัวเลขตัวสุดท้าย คือตัวเลขวันที่ ๒๐ สิงหาคม ซึ่งสําคัญมาก เนื่องจากว่า วันนั้นรัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ได้ประกาศโครงการบางระกําโมเดล คือผมจําตัวเลข ๒๐ สิงหาคมได้ค่อนข้างจะแม่น เนื่องจากว่าพื้นที่บางระกําโมเดลเป็นพื้นที่ ที่จังหวัดพิษณุโลกบ้านผม รัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ได้ประกาศตัวเลขน้ําในเขื่อน ณ วันที่ ๒๐ สิงหาคม มีอยู่ ๗๓ เปอร์เซ็นต์ของเขื่อนภูมิพล และเขื่อนสิริกิติ์มีน้ําอยู่ ๘๙ เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นต้องย้ําว่า ๔ วันนี้มันมีความต่อเนื่องกันมา และกําลังจะชี้ให้เห็นว่า ณ วันที่ ๒๐ สิงหาคมนี่น้ําในเขื่อนภูมิพลที่มีอยู่ ๗๓ เปอร์เซ็นต์ และเขื่อนสิริกิติ์ที่มีอยู่ ๘๙ เปอร์เซ็นต์ ยังอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานปกติ
รัฐบาลชุดนี้มีอํานาจอย่างเต็มที่ในการบริหารจัดการน้ํา และรัฐบาลชุดนี้ จึงกล้าประกาศโครงการบางระกําโมเดลขึ้นมา ก็คือ ๒ พี ๒ อาร์ (2P2R) คําถามจึงถามว่า ขณะนั้นเองน้ําในเขื่อนก็ไม่ได้มากมายเท่าไร อยู่ในเกณฑ์ปกติประมาณ ๒ ใน ๓ ของเขื่อน ทําไมรัฐบาลไม่บริหารจัดการ จนกระทั่งมีพายุเข้ามาอีกประมาณ ๓ ลูก แล้วทําให้น้ําสูงขึ้น ด้วยความรวดเร็วจนช่วงประมาณสักปลาย ๆ เดือนกันยายน น้ําในเขื่อนถึงขึ้น ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ และในเดือนตุลาคม เขื่อนถึงต้องมีการปล่อยน้ําออกมามากผิดปกติ วันนี้ผมจึงจําเป็นต้องย้ํา เพราะว่าขณะนี้มีความพยายามที่จะบิดเบือนข้อเท็จจริง มีความพยายามที่จะบอกพี่น้องประชาชนที่ไม่ได้ติดตามข้อมูลหรือข่าวสารต่าง ๆ ว่า โยนความผิดไปให้อดีตรัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผมจําเป็นต้องย้ําว่า น้ําในเขื่อนตอนที่รัฐบาลชุดนี้เข้ามา ณ วันที่ประกาศบางระกําโมเดลยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ ปัญหามันมีอยู่ที่ว่าทําไมรัฐบาลชุดนี้ไม่บริหารจัดการน้ําในเขื่อนให้มันเหมาะสมกับ พายุต่าง ๆ ที่จะเข้ามา อันนี้คือประเด็นสําคัญคือประเด็นที่ ๑
ประเด็นที่ผมจะต้องย้ําต่อมาคือ ในระหว่างที่มีการประชุมวาระนี้มี พี่น้องประชาชนโทรศัพท์เข้ามาห่วงใยเรื่องเงินเยียวยา ๕,๐๐๐ บาท ผมอยากจะฝากไปยัง ท่านรัฐมนตรีที่ดูแลกรมประชาสัมพันธ์ ผมคิดว่าอาจจะมีการสื่อสารผิดกับพี่น้องประชาชน คือพี่น้องประชาชนเขาบอกเขาฟังมาว่ารัฐบาลบอกให้พี่น้องประชาชนไปแสดงความจํานง ที่จะรับเงิน ๕,๐๐๐ บาท ภายในวันที่ ๒๒ เดือนพฤศจิกายนที่จะถึงนี้ แต่ผมเช็ก (Check) จากข้อมูลออนไลน์ (Online) คือคงเป็นวันที่ ๒๒ เดือนธันวาคม ซึ่งผมคิดว่าปัญหานี้คงเป็น ข้อบกพร่องในการประชาสัมพันธ์ของสื่อต่าง ๆ แต่ต้องย้ํานะครับว่าอยากจะให้รัฐบาล ต้องย้ําประชาสัมพันธ์ให้กับพี่น้องประชาชนเพราะเขากังวลใจ เพราะเขามองว่าขณะนี้เขายัง อยู่ในศูนย์อพยพอยู่ แล้วเขาไปฟังรายการบางรายการบอกว่า ๒๒ พฤศจิกายน แต่ข้อเท็จจริงผมดูจากข้อมูลออนไลน์ คือ ๒๒ ธันวาคม ดังนั้นขอให้รัฐบาลต้องเร่ง ประชาสัมพันธ์ และต้องย้ําว่าเขากังวลว่าเมื่อถึงวันนั้นขึ้นมาผมดูตัวเลขวันที่ ๒๒ ธันวาคม เรายังไม่รู้เลยว่าวันนั้นน้ําจะยุบหรือไม่ พี่น้องประชาชนบางส่วนอาจจะอยู่ในศูนย์อพยพ คงไม่มีโอกาสได้มาถ่ายรูป หรือมาลงทะเบียน หรือมาแจ้งกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือตามเขตต่าง ๆ ขอให้รัฐบาลผ่อนปรนในกรณีที่ถ้าถึงวันนั้นขึ้นมาจริง พี่น้องประชาชน บางกลุ่มอาจจะยังอยู่ในศูนย์อพยพ ไม่มีเวลาไปแจ้งที่จะรับเงินเยียวยา ๕,๐๐๐ บาท เกิดถ้ามีความจําเป็นขึ้นมา ท่านก็ผ่อนปรน เพราะผมว่าอันนี้มันเป็นเหตุสุดวิสัยที่ พี่น้องประชาชนเขามีความเดือดร้อน
เรื่องที่ ๓ ซึ่งผมว่ามันก็เป็นเรื่องที่สังคมไทยมีการกล่าวขานกันมาก โดยเฉพาะกรณีภัยพิบัติในสังคมไทยได้มีการไปเปรียบเทียบกรณีภัยพิบัติสึนามิ หรือแผ่นดินไหวในประเทศญี่ปุ่น หลาย ๆ คนก็มองว่า เอ๊ะ ทําไมสังคมไทยความอดกลั้นอดทน น้อยกว่าญี่ปุ่น คนญี่ปุ่นมีความอดทนสูงครับท่านประธาน เวลามีอะไรเขาจะมีการเข้าแถว ได้แค่ไหนแค่นั้น และทุกอย่างมีความอดทน แต่ขณะที่สังคมไทยเกิดถ้ามันมีอะไรขึ้นมาวันนี้ เราค่อนข้างจะมีลักษณะเป็นการใช้กฎหมู่เหนือกว่ากฎหมายที่กําหนดขึ้นมา คือพี่น้อง ในสังคมไทยซึ่งผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานนะครับว่าวันนี้มีอะไรขึ้นมาประชาชน ก็รวมกลุ่มกัน เช่น ไม่พอใจการปิดกั้นบิ๊กแบ็ก ประชาชนก็ไปรื้อ ไม่พอใจเรื่องการปล่อยน้ําที่ คลองต่าง ๆ ประชาชนก็จะบุกเข้าไป ผมอยากจะฝากไปยังรัฐบาลว่าวันนี้มันเป็นจุดวิกฤติ ของสังคมเหมือนกันครับ คือรัฐบาลต้องเป็นต้นแบบในการสร้างทัศนคติต่อสังคมไทย วันนี้ถ้ารัฐบาลต้องการให้สังคมไทยอยู่บนพื้นฐานของความอดทนอดกลั้น รัฐบาลก็ต้องมี ความอดทนอดกลั้นให้กับสังคมไทยได้เห็น สิ่งใดเป็นสิ่งที่ถูกต้องรัฐบาลก็เดินต่อไป แต่ถ้าสิ่งใดเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ถ้ารัฐบาลยังเดินหน้าฝืนและจะทําโดยที่ไม่สนใจอารมณ์ ของสังคม นั่นแหละสังคมก็จะเป็นอย่างนี้ครับ ถ้ารัฐบาลทําให้เห็นแล้วว่า ถ้าใช้กฎหมู่เหนือกฎหมาย ประชาชนก็เหมือนกันครับ ประชาชนก็จะใช้ กฎหมู่เหนือกฎหมายเหมือนกัน แต่ถ้ารัฐบาลแสดงความอดทนอดกลั้นให้เห็น และอะไร ตัวเองทําผิดยอมรับผิด ถึงจุดหนึ่งแสดงความรับผิดชอบเหมือนสังคมญี่ปุ่น ผมเชื่อว่า สังคมไทยก็จะพัฒนาเหมือนสังคมญี่ปุ่นเหมือนกัน ดังนั้นจึงฝากข้อนี้ให้กับทางรัฐบาลได้ พิจารณาครับ ทุกอย่างอยู่ที่รัฐบาลครับ รัฐบาลต้องการให้ประชาชนใช้กําลัง ใช้กฎหมู่ รัฐบาลทําไปเลยครับ ประชาชนก็ดูและเลียนแบบได้ แต่ถ้ารัฐบาลต้องการให้สังคมไทย อดทนอดกลั้น รัฐบาลก็ทําเป็นแบบให้ดูครับ ผมเชื่อว่าประชาชนก็จะเอารัฐบาล เป็นแบบอย่าง และสุดท้ายจริง ๆ ช่วงที่ผ่านมาเราก็จะได้ยินอยู่เรื่อยว่า รัฐบาลต้องการ ความร่วมมือกับพี่น้องประชาชน รัฐบาลต้องการความร่วมมือกับพรรคฝ่ายค้าน กับฝ่ายการเมือง เรามักจะได้ยินประโยคที่ว่าเราอย่ามาเล่นการเมืองกันเลย ขณะนี้ พี่น้องประชาชนกําลังเดือดร้อน ซึ่งขณะนี้ยังเดือดร้อนเป็นล้าน ๆ แล้วรัฐบาลก็เรียกร้อง ความร่วมมือตรงนี้ คําถามจึงถามว่า คนที่เล่นการเมืองก่อนคือฝ่ายไหนกันแน่ครับ ผมเชื่อว่า ด้วยจิตวิญญาณของพรรคประชาธิปัตย์ ผมเชื่อว่าโดยจิตวิญญาณของผู้บริหารพรรคทุกคน จะควบคุมสมาชิกทุกคนว่าเรารับรู้ในอารมณ์ของสังคมว่าขณะนี้สังคมกําลังเดือดร้อน ทุกคนต้องช่วยกันแม้แต่รัฐบาลเราก็ต้องช่วยรัฐบาลในการดูแลพี่น้องประชาชน แต่ความรู้สึก ของผมเองที่ผมสัมผัส คําถามจึงถามกลับไปว่าใครเป็นคนเล่นการเมืองกันแน่ ที่ผมกล้าพูด อย่างนี้เนื่องจากว่าขณะนี้สังคมกําลังเดือดร้อน ประชาชนเดือดร้อนมากและยังเดือดร้อนอยู่ อยู่ ๆ รัฐบาลก็มาประกาศพระราชกฤษฎีกาอภัยโทษ ถามว่าสิ่งนี้เป็นการเมืองหรือไม่ ถ้าถามความรู้สึกผมเองมันไม่เหมาะในสถานการณ์อย่างนี้ ถ้ารัฐบาลต้องการให้ฝ่ายค้าน ทุกคนช่วยกันเหมือนกับท่านรัฐมนตรีมีพรรคพวกญาติพี่น้องอยู่ด้วยกัน ๗-๘ คน บอกว่า เรามาช่วยกันมาในการแก้ปัญหาเรื่องหนึ่ง ถ้าทุกคนร่วมจิตร่วมใจช่วยกัน โดยที่คนที่เป็น หัวหน้าของครอบครัวไม่วอกแวกไปเรื่องอื่น ผมว่าทุกคนก็ช่วยกัน แต่ถ้าปรากฏว่า คนในครอบครัวแม้แต่คนที่เป็นหัวหน้าครอบครัววอกแวกไปเก็บเกี่ยวผลประโยชน์เล็ก ๆ น้อย ๆ ในการฟันฝ่าปัญหาต่าง ๆ สมาชิกในครอบครัวเขาก็ไม่ช่วยครับ มันก็เหมือนกัน สังคมไทยในประเทศ วันนี้รัฐบาลพวกท่านก็เหมือนเป็นหัวหน้าครอบครัว พวกผมก็เป็น องค์ประกอบ ๆ หนึ่ง ท่านต้องการความร่วมมือจากฝ่ายค้านบอกว่าอย่าเล่นการเมือง และผมก็เชื่อว่าพวกเราระมัดระวังมากแต่อยากสะท้อนกลับไปว่าใครกันแน่ที่เป็น คนเล่นการเมือง ผมจําได้ว่าเมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมาก็มีเพื่อนสมาชิก ถ้าพูดกันแบบ ตรงไปตรงมาเลยนะครับ ก็ขนประชาชนเสื้อแดงไปประกาศเปิดหมู่บ้านเสื้อแดงที่บ้านผม ผมเอ๊ะอะไร ก็ในเมื่อบอกว่าอย่าเล่นการเมือง และอันนี้มันการเมืองหรือเปล่าครับ