สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๗ · ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๔

ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล พูดถึงปัญหาการบริหารจัดการน้ำในเขื่อนภูมิพล โดยมองย้อนกลับไป 2 ปีที่ผ่านมาระดับน้ำในเขื่อนเพิ่มขึ้น 5,000 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่ปีนี้เพิ่มขึ้น 7,500 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งเพิ่มขึ้น 50% และส่งผลให้การเตือนภัยที่เกิดขึ้นปีนี้ไม่คาดคิด โดยเสนอแนวคิดการปลูกข้าว 2 ครั้งต่อปี เพื่อช่วยลดความเสี่ยงของน้ำในเขื่อน และช่วยสร้างแหล่งน้ำชุมชน นอกจากนี้ยังเสนอแนวคิดการชดเชยเจ้าของที่ดินโดยการจ่ายเงินชดเชย และช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน

นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลัง อันที่จริงแล้วนี่นะครับตลอด ๒ วันที่มีการอภิปรายมีประเด็น ที่ท่านสมาชิกได้กรุณาตั้งเป็นข้อสังเกต แล้วก็ข้อแนะนํา ซึ่งผมคิดว่าจําเป็น จะต้องมีการให้คําชี้แจงหลายข้อด้วยกัน แต่ว่าผมเองก็ตั้งใจว่าจะรอจนกระทั่งช่วงเย็น รวบรวมตอบทีเดียว แต่บังเอิญมีกรณีที่ท่านนิพิฏฐ์ได้กรุณาพูดเกี่ยวกับเรื่องของข้อความ ที่ผมใส่ไว้ในเฟซบุ๊ก เกี่ยวกับเรื่องของการบริหารจัดการน้ําในเขื่อน ผมเกรงว่าถ้าผม ไม่อธิบายในตอนนี้เดี๋ยวจะมีความเข้าใจผิดกัน ขอเวลาท่านประธานอธิบายเพียงสั้น ๆ ที่ผมได้ใส่ไว้ในเฟซบุ๊กนี่นะครับ ผมพยายามที่จะขอความเห็นนะครับจากคนที่เป็นแฟนแล้วก็ เข้ามาอ่านนะครับ เพื่อที่จะเอาไปใช้ในการบริหารจัดการในอนาคตเพื่อที่จะทําให้การบริหาร น้ํานั้นดีขึ้น จริง ๆ แล้วมีท่านสมาชิกหลายคนแล้วก็มีประชาชนทั่วไปก็มีข้อสังเกตว่า ครั้งนี้แปลกมากว่าทําไมอุทกภัยที่เกิดขึ้นครั้งนี้นะครับ การเตือนภัยมันถึงเกิดได้ยาก บางคน ก็บอกว่าเตือนช้า แล้วก็เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็คือว่าเมื่อเกิดการเตือนแล้วก็จะฉุกละหุก ผมเองได้เห็นกราฟอันนี้ซึ่งเป็นกราฟของระดับน้ํานะครับ อันนี้แสดงเฉพาะระดับน้ํา ในเขื่อนภูมิพล อยากจะเรียนข้อมูลที่ผมได้ศึกษาวิเคราะห์ในกราฟอันนี้อย่างนี้ว่าถ้า มองย้อนกลับไป ๒ ปีที่ผ่านมานะครับระดับน้ํานี่เอาเฉพาะในเขื่อนภูมิพลนั้นนะครับ จากระดับต่ําสุดช่วงก่อนหน้าฝน แล้วจนกระทั่งขึ้นไปสูงสุดภายหลังจากหน้าฝนเสร็จสิ้นนั้นนะครับ ทั้ง ๒ ปีระดับน้ํา เพิ่มขึ้นประมาณ ๕,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร ทั้ง ๒ ปีใกล้เคียงกันไม่ต่างกันมาก ๕,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร ปี ๒๕๕๒ ปี ๒๕๕๓ แต่สําหรับปีนี้ ปี ๒๕๕๔ จากระดับต่ําสุด ขึ้นไปจนถึงระดับพีค (Peak) นี่นะครับ น้ําเพิ่มขึ้น ๗,๕๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร ๗,๕๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตรนี่เพิ่มขึ้นจากที่เคยเจอเทียบกับ ๒ ปีก่อนเพิ่มขึ้น ๕๐ เปอร์เซ็นต์นะครับ อันนี้คือเฉพาะน้ําที่เป็นฝนตกเหนือเขื่อน แล้วพูดถึงเฉพาะ เขื่อนภูมิพล คือถ้าน้ําอยู่ในพื้นที่จํานวนเท่ากันนะครับ แล้วใน ๒ ปีก่อนนั้นนี่นะครับ ระดับน้ํามีสมมุติว่า ๒ เมตร ปีนี้มันก็จะต้องสูงขึ้นมาเป็น ๓ เมตร ถ้า ๒ ปีก่อนระดับน้ํา ตรงไหน ๓ เมตร ปีนี้มันก็จะต้องขึ้นมาเป็น ๔.๕๐ ถึง ๕ เมตร ถ้า ๒ ปี ถ้าตรงไหน ๕ เมตร ปีนี้ก็ต้องเป็น ๗.๕๐ เมตร เพราะฉะนั้นมันถึงไม่น่าแปลกใจว่าทําไมการเตือนภัย มันถึงทําได้ยาก เพราะว่าที่ผ่านมาเราได้สร้างชุมชนโดยการสร้างกําแพงกั้น แล้วก็บ้านเรือน โรงงานนี่อยู่ต่ํากว่าระดับน้ํา เพราะฉะนั้นถ้าเดิมคิดว่าระดับน้ําที่เคยประสบในอดีต แล้วมีการสร้างเขื่อนป้องกันในระดับที่คิดว่าพอนี่ พอเวลามันสูงขึ้นได้อีก ๕๐ เปอร์เซ็นต์ มันก็ไม่พอ แล้วพอมันไม่พอในเวลามันไหลกลับเข้ามาแล้วนี่นะครับมันก็ท่วมอย่างฉับพลัน อันนี้คือปัญหาที่ผมสังเกตดูว่าลักษณะการเตือนภัยจะทําได้ยาก คือถ้าน้ํามันไม่ถึงระดับเขื่อน มันกั้นได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ครับ แต่พอน้ํามันเลยระดับเขื่อนไปแล้วนี่มันกั้นได้ ๐ เปอร์เซ็นต์ นี่มันต่างกัน ไม่ใช่ว่าถ้าน้ําเลยระดับเขื่อนแล้วมันจะเข้ามาแค่นิด ๆ หน่อย ๆ ไม่ใช่ครับ นี่คือ ปัญหา แล้วทั้งหมดที่ผมเอามาวิเคราะห์นี่คือผมพยายามจะหาทางที่จะใช้นโยบาย ในเรื่องของการจํานําข้าวนั้นเพื่อที่จะช่วยในการแก้ปัญหาในเรื่องของการบริหารจัดการน้ํา ในเขื่อน คือผมลองปรึกษากับผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องของการบริหารจัดการน้ํา แล้วผมก็ลองตั้งคําถามว่า สมมุติว่าผมจะหาทางให้การบริหารน้ําในเขื่อนมีความยืดหยุ่นขึ้น คือพูดง่าย ๆ ว่าการกักเก็บน้ําไว้ สมมุติว่าในอนาคตต่อไปเราอาจจะบอกว่า เราให้ความสําคัญกับการบริหารเขื่อนเพื่อเป็นการทําให้น้ําไหลลงอย่างมีระบบมากขึ้น มากกว่าการที่จะเก็บเอาไว้ในการเพาะปลูกจะทําอย่างไร ผมก็เลยลองถามเขา เขาก็บอกว่า ก็อาจจะมีวิธีทําได้ ๒ ทาง

ทางหนึ่งก็คือว่า ในเมื่อเราจะเก็บกักน้ําในเขื่อนไว้ให้น้อยลง แต่ก็จะมี ความเสี่ยงนะครับว่า ถ้าเกิดปีถัดไปเก็บน้ําไว้ในเขื่อนน้อยลง แล้วปีถัดไปฝนมาน้อย น้ําก็จะมีใช้ในการเพาะปลูกน้อย เพราะฉะนั้นสิ่งแรกที่ต้องทําก็คือสร้างแหล่งน้ําชุมชน ให้เกิดขึ้นในชุมชนต่าง ๆ นี่เป็นจํานวนมาก อันนั้นเป็นประการแรก

ประการที่ ๒ ที่ได้ปรึกษาหารือกันก็คือว่าลักษณะของการปลูกข้าว ซึ่งในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง แล้วก็ภาคกลางในอดีตที่ผ่านมานั้นปลูก ๓ ครั้งต่อปี สมมุติว่า เราตัดออกไปให้ปลูกแค่ ๒ ครั้งต่อปี มันก็จะมีจังหวะที่นาสามารถที่จะว่างสําหรับเก็บน้ํา ได้ประมาณ ๔ เดือนต่อปีในช่วงหน้าฝน ผมลองคํานวณดูแล้วว่าถ้าหากทําอย่างนั้น แล้วเราชดเชยเจ้าของที่ด้วยการจ่ายเงินชดเชยนั้นก็น่าจะไม่เกิน ๗,๐๐๐ ล้านบาท ๘,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี แล้วก็วิธีนั้นก็จะช่วยทําให้ดินอุดมสมบูรณ์ขึ้นนะครับ เพราะว่า ในช่วงที่เว้นจากการปลูกข้าว ครั้งที่ ๓ นั้นก็สามารถที่จะปลูกพืชล้มลุกได้ แล้วก็รวมทั้ง สามารถที่จะแก้ปัญหาพวกเพลี้ยกระโดดอะไรต่าง ๆ นี่นะครับ ตัดตอนได้ชัดเจนขึ้น ผมก็เลยได้หยิบยกประเด็นพวกนี้ขึ้นเหมือนกับว่าแถลงไว้ในเฟซบุ๊ก เพื่อที่จะให้คนเข้ามา แสดงความคิดเห็นว่าแนวคิดอันนี้เป็นแนวคิดที่ดีหรือไม่ ทั้งหมดนี้ท่านประธานครับ ได้ดําเนินการไปเพื่อที่จะหาทาง เพื่อจะให้การบริหารจัดการน้ํา แล้วก็การบริหารจัดการเขื่อน ในอนาคตคล่องตัวขึ้นเท่านั้นเอง ไม่ได้เล็งที่จะหาคุ้ยเขี่ยว่า การดําเนินการที่ผ่านมานั้นใครมีความผิดในเรื่องของการระบายน้ําในเขื่อนหรือไม่ เป็นการวางแผนสําหรับอนาคตเท่านั้นครับท่านประธาน ขอบคุณครับ