สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๗ · ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๔

สาทิตย์ วงศ์หนองเตย วิพากษ์วิจารณ์ความผิดพลาดของรัฐบาลในการบริหารจัดการน้ำท่วม โดยกล่าวหาว่ารัฐบาลสับสนและไม่สามารถตอบรับสถานการณ์วิกฤติได้ และเรียกร้องการความชัดเจนในแผนการแก้ไขปัญหา รวมถึงการกำหนดแหล่งเงินสนับสนุน และเตือนถึงความเสี่ยงของการเกิดจลาจลหลังน้ำท่วม

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ตรัง

ท่านประธานที่เคารพ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ จากนี้ไปก็จะมี เพื่อนสมาชิกอีกประมาณ ๑๑-๑๒ ท่านนะครับ จะอภิปรายในเรื่องของภาพรวมงบประมาณ ในเรื่องน้ําท่วม ต้องยอมรับครับว่า การพูดเรื่องน้ําท่วมในเวลานี้นั้นค่อนข้างจะเป็นเรื่องที่ ลําบากใจว่าจะหยิบยกเรื่องไหนขึ้นมาพูด เพราะถ้าเอาความทุกข์ยากเดือดร้อนของ พี่น้องประชาชนมาพูดกันในสภานี้ ผมเชื่อว่าความอัดอั้นตันใจและความกดดันทั้งหลาย คงมากกว่ามวลน้ําที่ชาวบ้านกําลังประสบความเดือดร้อนอยู่ในขณะนี้และดูเหมือนว่า รัฐบาลก็จะเป็นที่พึ่งพิงของประชาชนยากเย็นมากขึ้นและขาดความเชื่อมั่นมากขึ้นทุกครั้ง งบประมาณที่รัฐบาลได้จัดเที่ยวนี้ ๒๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ๒,๐๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทนั้น ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น ถ้าจะมาดูเฉพาะงบที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของน้ําท่วมและ การบริหารจัดการน้ํานั้น ผมลองรวบรวมตัวเลขอยู่ที่ประมาณตัวเลข ๓๕๕,๑๘๗ ล้านบาท เป็นเรื่องส่งเสริมการบริหารจัดการน้ําอย่างบูรณาการ ๔๕,๐๐๐ กว่าล้านบาท เยียวยาฟื้นฟู อีก ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท เรื่องโครงสร้างพื้นฐานอีก ๘๙,๐๐๐ ล้านบาท เรื่องการจัดการ ทรัพยากรน้ํา ๗,๙๐๐ ล้านบาท เรื่องการป้องกันเตือนภัยแก้ไขฟื้นฟูความเสียหาย จากภัยพิบัติอีก ๑๓,๙๓๗ ล้านบาท และอยู่ในงบท้องถิ่นประมาณ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท รวมทั้งมีงบกรณีฉุกเฉินอีก ๖๘,๐๐๐ ล้านบาท ฟังดูอย่างนี้ก็น่าจะมั่นใจได้ว่างบที่มาดูแล เรื่องอุทกภัยนี้ก็น่าจะเยอะอยู่ ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท แต่พอไปผ่าตัวงบประมาณจริง ๆ แล้ว มันไม่ใช่ท่านประธานครับ งบที่เกี่ยวข้องกับอุทกภัยที่รัฐบาลชุดนี้เข้ามาบริหาร นับตั้งแต่ ท่านเข้ารับตําแหน่งในช่วงประมาณเดือนสิงหาคมที่ผ่านมานั้น มีงบซึ่งเกี่ยวข้องกับการฟื้นฟู เยียวยาและการบูรณะน้ําท่วมในครั้งนี้เพียง ๓ ยอดเท่านั้นเอง ยอดที่ ๑ คืองบกลาง ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท งบที่ ๒ ก็คืองบซึ่งจะไปที่ท้องถิ่นประมาณ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท และส่วนที่ ๓ ก็คืองบกรณีฉุกเฉินหรือจําเป็น ๖๘,๗๐๐ กว่าล้านบาท แต่ในทั้ง ๓ ยอดนี้ครับ เมื่อรวมกันแล้วก็จะตกอยู่ที่ประมาณไม่เกิน ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ส่วนงบอื่นที่ผมพูดถึง ก่อนหน้านี้กลายเป็นงบปกติ งบประจําที่เคยตั้งติดต่อกันมาแล้วก็ไม่มีการไปปรับปรุง เปลี่ยนแปลง ไม่เป็นไปตามที่ท่านนายกรัฐมนตรีเองได้มีคณะกรรมการหลายชุดซึ่งวางแผน ป้องกันระยะยาวเอาไว้เลย นี่แสดงให้เห็นชัดครับว่างบประมาณที่จัดขึ้นมานี้จะเป็นปัญหา ในเรื่องของงบประมาณที่จะเพียงพอหรือไม่ต่อการไปจัดการเรื่องของผลกระทบจากน้ําท่วม ในครั้งนี้ ผมเริ่มต้นอย่างนี้เพื่อชี้ให้ท่านประธานเห็นครับว่ารัฐบาลดูเหมือนว่าจะจัด งบประมาณแบบปกติ ทั้ง ๆ ที่งบประมาณครั้งนี้อยู่ในภาวะวิกฤติอย่างรุนแรงอย่างยิ่ง เราไปดูในส่วนความเสียหายที่เกิดขึ้นท่านประธานครับ ณ วันนี้น้ําท่วมไปแล้วสะสม ๖๔ จังหวัด มีคนเดือดร้อนถ้าจะนับจาก ๕,๐๐๐ บาทที่ท่านจ่าย ท่านอนุมัติครั้งสุดท้าย อยู่ที่ประมาณ ๒,๙๐๐,๐๐๐ ครัวเรือน ก่อนหน้านั้นมติ ครม. ออก ๒ ครั้ง ประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ ครัวเรือน ก็ตกอยู่ที่ประมาณ ๓,๐๐๐,๐๐๐ ครัวเรือน ใน ๓,๐๐๐,๐๐๐ ครัวเรือนนี้ ถ้าครัวเรือนหนึ่งมี ๔ คนเฉลี่ย มีคนเดือดร้อนแล้วกว่า ๑๒ ล้านคน มีคนเสียชีวิต เป็นประวัติศาสตร์กับน้ําท่วมครั้งนี้ ยอด ณ เมื่อวานนี้ ๕๒๙ คน สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ ของน้ําท่วมที่เกิดขึ้นในประเทศนี้ มีคนสูญหายที่ยังไม่พบ มีพื้นที่การเกษตรเสียหายไปแล้ว ๑๑ ล้านไร่ บ่อปลา บ่อกุ้ง กระชัง ปศุสัตว์ตายไปแล้วถึง ๒๐ กว่าเกือบ ๓๐ ล้านตัว เฉพาะ กรุงเทพฯ ครั้งนี้น้ําท่วมไป ๖๐๐,๐๐๐ กว่าครัวเรือน และยังไม่หยุด ยังขยายตัวต่อเนื่อง โดยไม่มีทิศทางว่ารัฐบาลจะจัดการในเรื่องนี้ได้อย่างไร เรายังไม่นับเรื่องทางหลวง ทางหลวงชนบท สะพาน วัด มัสยิด บ่อบาดาลอีกนับเป็นหมื่นบ่อที่จะต้องเสียหาย เรายังไม่นับความเสียหายของโรงงาน ร้านค้า เอสเอ็มอีทั้งหลาย มีคนอพยพไปแล้ว ณ เวลานี้ ๕๘๐,๐๐๐ กว่าคน เกือบ ๆ ๖๐๐,๐๐๐ คน นับจํานวนนี้ไปแล้วเป็นจํานวนที่เป็น ประวัติศาสตร์สูงสุดภายใต้การบริหารของรัฐบาลชุดนี้ ของแพง หาซื้อของไม่ได้ ภาคเศรษฐกิจการท่องเที่ยวทรุดทันตาเห็น การส่งออกต้องถือว่าวิกฤติอย่างยิ่ง ณ ปัจจุบันนี้ ที่สําคัญก็คือหลังน้ําท่วมครั้งนี้คนว่างงานจะมหาศาลยิ่ง ผมเรียนท่านประธานตรงนี้ก่อน เพราะว่าเมื่อดูความเสียหายและประเมินแล้วนี่ สภาพัฒน์กับหน่วยงานทางเศรษฐกิจ ประเมินอยู่ที่ประมาณเกือบ ๆ ๒ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี เป็นเงินมหาศาลมากครับ แต่งบ ซึ่งท่านตั้ง ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท บวก ๖๐,๐๐๐ ล้านบาทฉุกเฉิน ๖๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น ท่านมีการใช้ไปก่อนแล้วด้วยนะครับ เป็นการยืมมาใช้กันก่อนล่วงหน้า เอาเข้าจริงตัวงบตัวนี้ ที่จะออกไปไม่ถึง ๖๐,๐๐๐ ล้านบาทด้วยซ้ํา ภาคอุตสาหกรรมออกมาบอกวันนี้ว่าของเขา มากกว่า ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ตัวเลขตรงนี้มันเกินกว่าตัวงบประมาณที่จะไปรับมือได้ เสียงเรียกร้องให้ปรับงบประมาณบางอย่างในรัฐบาลชุดนี้เป็นสิ่งที่รัฐบาลได้ตอบชัดเจนแล้ว โดยท่านนายกรัฐมนตรีว่าไม่มีการปรับ คําถามต่อไปก็คือชาวบ้านจะพึ่งอะไรหลังจากน้ําท่วม ครั้งนี้เสร็จไปแล้ว เพราะตัวงบประมาณนี้ไม่สามารถจะไปแก้ไขฟื้นฟูเยียวยาในสิ่งเหล่านี้ได้เลย ผมยังเห็นว่ารัฐบาลชุดนี้แก้ไขวิกฤติน้ําท่วมครั้งนี้แบบธรรมดามาก ต่อไปก็คือชาวบ้านจะพึ่งอะไรครับหลังจากน้ําท่วมครั้งนี้เสร็จไปแล้ว เพราะตัวงบประมาณนี้ ไม่สามารถจะไปแก้ไขฟื้นฟูเยียวยาในสิ่งเหล่านี้ได้เลย ผมยังเห็นว่ารัฐบาลชุดนี้แก้ไขวิกฤติ น้ําท่วมครั้งนี้แบบธรรมดามากและไม่เคยยอมรับว่าเป็นวิกฤติ ผมอ่านสัมภาษณ์ติดตาม รัฐบาลมาตลอดครับนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม สิงหาคม เป็นต้นมา จนกระทั่งเดือนกันยายน ท่านไม่เคยยอมรับว่าน้ําท่วมครั้งนี้เป็นวิกฤติเลย ท่านนายกมายอมรับว่าเป็นวิกฤติครั้งแรก ในวันที่ ๗ ตุลาคม หลังจากที่ทุกอย่างมาจ่อกรุงเทพฯ และมวลน้ํามหาศาลจะเข้ามาถึง กรุงเทพฯ แล้ว ท่านนายกบอกว่ายอมรับว่าสถานการณ์น้ําเข้าขั้นวิกฤติแต่ยังไม่ประกาศ เป็นภัยพิบัติแห่งชาติเพราะเชื่อว่ายังสามารถรับมือได้ วันที่ ๗ ตุลาคม ท่านนายกบอกว่า และน้ําจะไม่เข้าท่วม กทม. นี่คือสิ่งที่ผมจะชี้ให้กับท่านประธานเห็นว่าถ้าน้ําท่วม ยังไม่ยอมรับเป็นวิกฤติการจัดงบประมาณน้ําท่วมสะท้อนเช่นนั้นทั้ง ๆ ที่วันนี้มันเกินกว่า คําว่า วิกฤติธรรมดาไปแล้วประชาชนจะพึ่งใครครับ และอย่าพูดนะครับว่าทุกคน มีส่วนรับผิดชอบเหมือนกันช่วยกันเถอะวันนี้สภาต้องพูดความจริงครับ ความจริง อาจเจ็บปวดแต่รัฐบาลต้องยอมรับ ที่ผมบอกว่าน้ําท่วมเที่ยวนี้มันวิกฤติกว่าปกติ เพราะอะไรครับ ไปดูบทความที่นักวิชาการเขียนเอาไว้ครับ ปกติประเทศไทยเจอพายุสักลูก ๒ ลูก ร่องความกดอากาศสัก ๑ หรือ ๒ ร่องความกดอากาศก็แย่และครับ แต่เที่ยวนี้พายุ ที่เข้ามาถึง ๕ ลูกนับตั้งแต่เดือนมิถุนายน เดือนกรกฎาคม ต่อเนื่องมาถึงเดือนสิงหาคม เดือนกันยายนนั้นมีคนคํานวณปริมาณมวลน้ําที่ผ่านนครสวรรค์ เพราะวิกฤติน้ํามันเกิดจาก ลุ่มน้ําทั้ง ๔ คือ ปิง วัง ยม น่าน และที่เกิดในภาคอีสานด้วย แต่ที่เป็นหลักคือ ปิง วัง ยม น่าน ที่เข้ามาถึงภาคกลางและกรุงเทพมหานครขณะนี้นั้นไหลผ่านวันละ ๔,๔๐๐ ลูกบาศก์เมตร ต่อวินาทีเขาคํานวณปริมาณมวลน้ําได้ถึง ๑๕,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร ๑๕,๐๐๐ ล้าน ความจุนี้มากกว่าที่เขื่อนภูมิพลเขื่อนเดียวซึ่งใหญ่ที่สุดความจุน้ํา ๑๓,๐๐๐ จะจุได้ ปริมาณ น้ํานี้คือปริมาณน้ําที่กําลังท่วมไปทั้งประเทศในขณะนี้ ถ้าปริมาณน้ําเยอะขนาดนี้ผลต่อมา ที่เกิดขึ้นก็คือการระบายน้ําผ่านคู คลอง เขื่อนอย่างปกติธรรมดามันทําไม่ได้ เมื่อมันทําไม่ได้ ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นก็คือรัฐบาลต้องเข้าไปบริหารจัดการ ตรงนี้อย่างไรครับที่กําลัง มีความคิดจากทุกฝ่ายว่าน้ําท่วมครั้งนี้อย่าโทษว่าเป็นอุทกภัยเป็นภัยธรรมชาติ เพราะความผิดพลาดในเรื่องน้ําท่วมที่ขยายตัววิกฤตินั้นเป็นความผิดพลาดในเรื่องการบริหาร จัดการน้ํา ในเวลาที่เขื่อนบางโฉมศรีแตก ในเวลาที่น้ําล้นเขื่อน ๙๐-๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ มีนักวิชาการได้ไปศึกษาแล้วก็เขียนไว้ชัดครับ อยู่ในช่วงที่รัฐบาลชุดนี้เข้ามาบริหารประเทศทั้งสิ้น นักวิชาการบอกว่าในเดือนสิงหาคมน้ํายังไม่เต็มเขื่อนแต่ฝนตกเติมโดยพายุ อย่าลืมว่า ท่านนายกเข้ารับตําแหน่งวันที่ ๙ เดือนสิงหาคมตอนนั้นท่านลงมือทํางานเลย แล้วแถลงนโยบายต่อสภานี้วันที่ ๒๒-๒๓ สิงหาคม ตอนนั้นน้ําเริ่มเต็มเขื่อนในปลายเดือน สิงหาคมตอนท่านเข้ารับตําแหน่งแล้วครับ หลังจากเดือนสิงหาคมแล้วสถานการณ์ทุกอย่าง ก็วิกฤติขึ้น ความจริงแล้วถ้ากลับไปดูสถานการณ์จะชี้ให้เห็นชัดว่าการบริหารจัดการผิดพลาดครับ กลับไปดูประกาศกรมชลประทานในช่วงวันที่ ๓๐ ในช่วงวันที่ ๓๑ สิงหาคม มีการเตือนกันนี่ อยู่ในช่วงรัฐบาลท่านนะครับ ถึงปริมาณน้ําที่ไหลผ่านที่จังหวัดนครสวรรค์ แต่ถ้ากลับไปดู การประชุมของท่านนายกรัฐมนตรีเขาเตือนวันที่ ๓๐-๓๑ สิงหาคม ปริมาณน้ํา จังหวัดนครสวรรค์เริ่มขึ้นสูงกว่าจุดที่เคยรับกันมาแล้ว แต่การประชุมวันที่ ๓-๔ กันยายน ต่อเนื่องจากครั้งนั้นผมกลับไปดูรายงานการประชุมครับ มีการพูดถึงการแก้ไขปัญหาระยะยาว จะเสนอทําเขื่อนจะป้องกันอะไรอย่างไรไม่ได้ตอบรับกับสถานการณ์วิกฤติที่เกิดเฉพาะหน้า ในขณะนั้นเลย นี่คือปัญหาที่จะชี้ให้เห็นครับว่ารัฐบาลตอบรับกับเรื่องของการรับมือ ในมวลวิกฤติน้ําที่เกิดขึ้นนี้แบบปกติมากและคิดว่าโครงสร้างทุกอย่างแบบเดิมจะรับได้ สุดท้ายในที่สุดเกิดอะไรขึ้นครับ ในที่สุดน้ําก็ท่วม วิกฤติเขื่อนบางโฉมศรีแตกทะลักไปทางฝั่ง ทางลพบุรี ท่าวุ้ง ซีกที่ไม่เคยท่วมมาก่อนปัจจุบันนี้ก็ยังวิกฤติอยู่ ในส่วนที่ไปทางที่ราบลุ่มทางเจ้าพระยา ตั้งแต่สิงห์บุรี ชัยนาท อ่างทอง ตรงนั้นไม่ต้องพูดถึง ลงมาปทุมธานี ลงไปที่นนทบุรี ส่วนหนึ่งครับ ก็ไปทางฝั่งแม่น้ําท่าจีน แต่ที่ผมกําลังจะพูดต่อไปก็คือว่า พอมีการศึกษาลึกลงไปนี่ ถามว่า การแก้ไขปัญหาการบริหารจัดการน้ําของรัฐบาลตรงนี้สร้างความเชื่อมั่นได้หรือไม่ คําตอบ ก็คือไม่สามารถที่จะสร้างความเชื่อมั่นได้ เพราะอะไรครับ

๑. กลไกรัฐบาลเองก็สับสน ตั้งคณะกรรมการบางทีรายสัปดาห์เลยครับ จนทุกวันนี้กรรมการกี่ชุดยังจํากันไม่ได้เลย

๒. ผู้รับผิดชอบเอง ในรัฐมนตรีมีหลายคน บางทีแถลงข่าวยังขัดแย้งกันเอง แล้วชาวบ้านจะเชื่อใคร

๓. ไม่พูดความจริงกับพี่น้องประชาชน คนถามตลอดน้ําจะเข้ากรุงเทพฯ ไหม ท่านก็ตอบว่าน้ําไม่เข้า คนก็วางใจ

แผนอพยพท่านผู้นําฝ่ายค้านเคยเตือนแล้วตั้งแต่มีประเด็นเรื่องของน้ําท่วม ที่ลพบุรี พูดถึงอพยพคน ๖๐,๐๐๐ คน รัฐบาลไม่เตรียม นวนครบอกไม่แตกแน่ สุดท้ายนวนคร พอป้องกันไม่ได้น้ําทะลักเข้า คนหนีเหมือนที่เขาเรียกว่าสึนามิน้ําจืด แสดงให้เห็นครับว่า เที่ยวนี้มันไม่ใช่อุทกภัยปกติ และจัดการวิธีปกติไม่ได้ แต่ต้องจัดการโดยวิธีการบริหารจัดการ แบบวิกฤติ ทั้งหมดที่เกิดขึ้นครับมันก็เป็นปัญหาที่ทําให้เกิดความวิกฤติเกิดขึ้นในขณะนี้ และไปโทษว่าเป็นเรื่องของภัยธรรมชาติอย่างเดียวไม่ได้ แต่เป็นเรื่องของการบริหารจัดการ ทั้งสิ้น การส่งสัญญาณจากรัฐบาล ผมอ่านรายงาน ปภ. ทุกฉบับ ผมอ่านและติดตามข่าว ที่ท่านแถลงข่าวของ ศปภ. ในช่วงหลังมาทุกฉบับครับ และเห็นว่าการตอบรับในเชิงวิกฤตินั้น ชัดเจนว่ายังไม่มี

นอกจากนั้นแล้วครับ สุดท้ายพอทุกอย่างกลายเป็นความโกลาหลครับ การบริหารจัดการที่ศูนย์จัดการน้ําท่วมรัฐบาลก็ไปซ้ําเติมปัญหาอีก มีทั้งเรื่องของบริจาค เรื่องส่อทุจริต เรื่องการทิ้งคนอพยพที่ไม่ดูแล สุดท้ายพอถูกตําหนิมาก ๆ เข้า น้ําท่วม ก็กลายเป็นการเมืองครับ อันนี้คือประเด็นที่น่าห่วงที่สุดเป็นการเมืองเพราะว่า ๑. กล่าวหา คนอื่น ตรงนี้ที่ผมบอกว่ามันเป็นเรื่องสําคัญ ในเรื่องของการสร้างความเชื่อมั่น ในมือผม มีคนไปเซฟเฟซบุ๊ก (Facebook) ของ ศปภ. เอาไว้ ซึ่งต่อมาภายหลังมีการลบออกครับ ในเฟซบุ๊กตัวนี้ถูกขยายความโดยทวิตเตอร์ (Twitter) ของแอด (@) สุทธิชัย คือ คุณสุทธิชัย หยุ่น จากเนชั่น เฟซบุ๊กนี้เขียนบอกว่า นายกยิ่งลักษณ์เพิ่งเข้ามาบริหารประเทศ ได้แค่ ๒ เดือน แต่ต้องผันคาบเกี่ยวไปถึงยุครัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่บริหารข้อมูล น้ําผิดพลาดห้วง ๗-๘ เดือนก่อนหน้า ซึ่งสมควรจะต้องได้รับความรับผิดชอบไปเต็ม ๆ เหมือนกัน เรื่องน้ําในเขื่อนจะมีเพื่อนสมาชิกพูด ๑ คนชัดเจนเรื่องนี้ แต่ที่ผมชี้ให้เห็นตอนนี้ ก็คือนักวิชาการบอกชัดครับ น้ํามาเต็มเขื่อนเอาตอนรัฐบาลท่าน แล้วการบริหาร การจัดการน้ําจะเห็นได้ชัดครับจากตัวเลขวันสุดท้าย ไม่ได้ตอบสนองต่อสิ่งนั้นอย่างชัดเจน เพียงพอครับ การผันน้ําก็กลายเป็นเรื่องการเมือง ฝั่งตะวันตกครับมีคนพูดแน่ครับว่า ฝั่งตะวันตกมีทําไม บางโฉมศรีแตก สุพรรณบุรียังแห้ง มีคนคาใจจนเดี๋ยวนี้ เป็น ส.ส. รัฐบาลเอง แต่ฝั่งตะวันออกครับแทบไม่มีใครพูดถึงเลย ผมย้อนกลับไปดูเรื่องเดิมครับ มีหนังสือพิมพ์ ฐานเศรษฐกิจศึกษาเอาไว้ตั้งแต่ยุครัฐบาลคุณทักษิณ บอกมีกลุ่มการเมืองเกี่ยวข้องกับรัฐบาล รัฐบาลชุดปัจจุบันและรัฐบาลขณะนั้นไปกว้านซื้อที่ไว้มหาศาลมาก วันนี้ข้อความเหล่านี้ ถูกเผยแพร่ในโลกไซเบอร์ออนไลน์ (Cyber online) ครับ ท่านไปดูครับ แล้วใครเห็นตรงข้าม ท่านก็กลายเป็นเรื่องแบ่งสี กลายเป็นเรื่องชี้หน้าว่าเป็นคนไม่ให้ความร่วมมือในเรื่องน้ําท่วม ทั้งหมดที่ผมได้เล่าให้ฟังไปนี้ก็คือเรื่องซึ่งรัฐบาลบริหารจัดการน้ําท่วมและนําไปสู่ภาวะวิกฤติครับ

สุดท้ายที่ผมจะพูดก็คือว่า หลังจากน้ําท่วมครั้งนี้ไปแล้วมันจะวิกฤติยิ่งกว่า ช่วงน้ําท่วมอีกครับ ทุกอย่างที่รอการแก้ไข ถ้าท่านยังไม่สามารถสร้างความมั่นใจในเรื่อง การบริหารจัดการน้ําท่วมที่เกิดขึ้นได้ สุดท้ายแล้วหลังน้ําท่วมนี้ท่านวิทยาเตือนไว้แล้วครับ จลาจลจะมีโอกาสเกิดขึ้น ให้ความสําคัญกับสภานี้ครับ ลุกขึ้นมาตอบคําถามชี้แจง อย่างน้อย ที่สุด ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาทท่านทําอะไร และถ้าเงินไม่พอท่านเอาแหล่งเงินมาจากไหนครับ สุดท้ายจริง ๆ นะครับท่านประธานครับ บริหารจัดการเที่ยวนี้ครับ เสร็จน้ําท่วมเที่ยวนี้ อย่าหาแพะมารับแทนรัฐบาลนะครับ ตอนนี้มีการเอ่ยชื่อคนระดับอธิบดีเท่านั้น และพยายาม จะหยิบขึ้นมาเป็นแพะรับผิดชอบแทนรัฐบาล อย่าทําอย่างนั้นครับ ความรับผิดชอบ อยู่ที่รัฐบาลเต็ม ๆ และถ้ายังตัดสินใจจัดการอะไรไม่ได้อีก จลาจลที่จะเกิดขึ้นหลังน้ําท่วม ก็จะเป็นภาระรับผิดชอบของรัฐบาลเต็ม ๆ เช่นกันครับ