สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๗ · ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๔

เธียรชัย สุวรรณเพ็ญ พูดถึงปัญหาการดูแลสุขภาพแห่งชาติ โดยกล่าวว่าโครงการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติมีปัญหาในการจัดสรรงบประมาณ ทำให้โรงพยาบาลภาครัฐต้องขาดทุน และส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างแพทย์ เจ้าหน้าที่ และผู้มาใช้บริการเปลี่ยนแปลงไป นอกจากนี้ เธียรชัย ยังหารือเรื่องงบประมาณที่ถูกตัดของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และเรียกร้องการพิจารณาเพิ่มงบประมาณให้กับกระทรวงนี้เพื่อพัฒนาตนเองให้แข็งแกร่ง

นายเธียรชัย สุวรรณเพ็ญ ตาก

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์เธียรชัย สุวรรณเพ็ญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๑ จังหวัดตาก พรรคประชาธิปัตย์ หลังจากที่ผมได้ศึกษาเรื่องงบประมาณ ปี ๒๕๕๕ แล้วนี่นะครับ ผมมี ความเห็นดังต่อไปนี้ครับ โดยเฉพาะในเรื่องของสิ่งที่รัฐบาลท่านได้เริ่มโครงการในอดีต และบอกว่าเป็นโครงการที่เป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชน หลายเรื่องเป็นเรื่องของ ประชานิยมครับ และท่านก็ได้รับชัยชนะเนื่องจากพี่น้องได้เข้าใจว่าจะได้รับสิ่งที่ท่านทํา นโยบายนั้น ผมจําเป็นที่จะต้องพูดถึงนโยบายหลักประกันสุขภาพแห่งชาติครับ ที่เริ่มมา ประมาณปี พ.ศ. ๒๕๔๕ เป็นเรื่องที่อธิบายได้ยาก แต่อยากจะกราบเรียนท่านประธานว่า ในนโยบายที่พวกเราได้สร้างขึ้นมานี่นะครับ ในระยะแรก ๆ อาจจะไม่เห็นผลชัดเจนถึง ความเสียหาย เราอาจจะชนะบนซากปรักหักพังของสังคม ที่ผมพูดก็คือสังคมของ กระทรวงสาธารณสุข ทําไมผมถึงกล้าพูดเช่นนี้ครับ หลักประกันสุขภาพแห่งชาติได้เริ่มออกฤทธิ์ แล้วครับ ในขณะนี้ไม่ว่ารัฐบาลใดที่ขึ้นมาก็ไม่สามารถที่จะจัดสรรงบประมาณให้ได้อย่างมาก เพียงพอ เพื่อสนองตอบต่อการให้การรักษาพยาบาลพี่น้องประชาชน ซึ่งอยู่ในภาคส่วนที่ ไม่เกี่ยวกับข้าราชการหรือหน่วยงานที่เป็นประกันสังคม ประมาณ ๔๗.๙๙ หรือ ๔๘ ล้านคนเศษ ในปัจจุบันครับที่อยู่ในกองทุนนี้ ทุกยุคทุกสมัยแล้วครับเพิ่มแต่เท่าไรก็ไม่พอ เพราะเราไปตั้ง หลักการที่ผิดธรรมชาติครับ ผมเรียนว่าผิดธรรมชาติ ทําไมถึงพูดอย่างนี้ เพราะว่าเราส่งเสริม ให้ภาคประชาชนเข้ารับการบริการโดยไม่จํากัดจํานวนครั้ง กี่ร้อยครั้งก็ได้ในรอบปีนะครับ เป็นโรคอะไรเราก็ไปโฆษณาชวนเชื่อเกินความเป็นจริงว่ารักษาได้ทุกโรค โดยมีมาตรฐานกํากับ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ละครับมันเป็นเสมือนกับสิ่งที่ทําให้พี่น้องประชาชนเกิดความชะล่าใจ ตกอยู่ในความประมาทอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน การดูแลรักษาสุขภาพส่วนตัวซึ่งควรจะต้อง เป็นความรับผิดชอบของแต่ละบุคคลถูกละเลยเพิกเฉยไปอย่างน่าเสียดาย เพราะอะไรครับ เพราะหวังว่าไปหาหมอเมื่อไรก็ได้ ๒๔ ชั่วโมงต้องมีคนให้บริการ เพราะนี่คือสิทธิของพี่น้อง ประชาชน เราค่อนข้างจะเข้าใจคําว่าสิทธิมากเกินไปหรือเปล่าผมไม่ทราบ แต่เมื่อระบบ สาธารณสุขของประเทศไทยในสภาพความเป็นจริงมันรองรับไม่ได้ครับท่านประธาน ขณะนี้ยอดผู้มาใช้บริการของโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขแต่ละปีประมาณ ๒๐๐ ล้านครั้ง เมื่อเทียบกับจํานวนแพทย์ พยาบาล บุคลากรด้านอื่น ๆ ในหน่วยบริการ คือโรงพยาบาลนี่นะครับ แพทย์ก็คงประมาณ ๑๐,๐๐๐ คนเศษ ๆ เช่นเดียวกับพยาบาล ก็ตก ๑๐๐,๐๐๐ คนเศษ ๒๔ ชั่วโมงรองรับไม่ไหวครับ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ก็เกิดทําให้ผู้ทํางาน มีความทุกข์ ทุกข์กายอย่างเดียวไม่พอนะครับด้วยความเหน็ดเหนื่อย ยังทุกข์ใจอีก เพราะว่าความผิดพลาดในการให้บริการจํานวนมากครั้งอย่างที่ผมเรียนให้ทราบ ๒๐๐ ล้านครั้งต่อปี เฉลี่ยแล้วตกวันละประมาณเกือบ ๕๐๐,๐๐๐ ครั้งทั่วประเทศ นี่ละครับคือสิ่งที่บั่นทอน ความเข้มแข็งและแข็งแรงของหน่วยบริการ ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลศูนย์ หรือโรงพยาบาลทั่วไปทั่วประเทศ ก็ทําให้เกิดสภาพขาดทุนอย่างรุนแรง ท่านประธานคงจะ เชื่อนะครับว่างบประมาณแต่ละปีถ้าเรามาดูให้กับกองทุนเพื่อพี่น้องประชาชนมันเพิ่มขึ้น ทุกปีครับ แต่จํานวนคนตาย คนเจ็บเพิ่มขึ้นนะครับว่ามันเพิ่มขึ้นอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าเป็น ผู้ป่วยนอก ผู้ป่วยใน จํานวนผู้ป่วยนอกที่มาใช้บริการต่อครั้งต่อปีเพิ่มขึ้นตลอดระยะเวลาที่มี โครงการนี้อยู่ เช่นเดียวกันกับผู้ป่วยในก็เพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ก็เป็นสาเหตุ ทําให้โรงพยาบาลภาครัฐทั้งหมดอยู่ในสภาพขาดทุนทุกระดับครับ โรงพยาบาลชุมชนขาดทุน โรงพยาบาลทั่วไปขาดทุน โรงพยาบาลศูนย์ซึ่งรับมาจากโรงพยาบาลเล็ก ๆ เหล่านี้ ยิ่งขาดทุนหนัก หลายสาเหตุผมจําเป็นที่จะต้องฝากท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และท่านนายกรัฐมนตรีท่านช่วยไปพิจารณาที่ว่า ในกระทรวงสาธารณสุขในภาคการบริการ ขณะนี้เรามี ๒ ระบบนะครับ อยู่ในผู้รับผิดชอบก็คือกระทรวงสาธารณสุขนี่ครับ มันทําให้เกิด ปัญหาในเรื่องของการเงินการคลังที่วิกฤติอย่างรุนแรง อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน และสิ่งเหล่านี้ ก็ทําให้ความสัมพันธ์ก็ดีนะครับ ระหว่างแพทย์ ระหว่างเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาล กับผู้มาใช้บริการ เริ่มมีปฏิสัมพันธ์กันที่ไม่ได้เป็นอย่างสมัยเมื่อ ๒๐-๓๐ ปีก่อน อันนี้ก็ต้อง ฝากผ่านทางท่านรัฐมนตรีนะครับ และเมื่อเร็ว ๆ นี้ท่านรัฐมนตรียิ่งไปกันใหญ่ครับ ไปพูดให้กับทางเจ้าหน้าที่ระดับบริหารในระดับจังหวัดบอกว่า อย่าสุรุ่ยสุร่าย ให้ใช้เงิน อย่าให้มีปัญหาในเรื่องของการเงินการคลังของแต่ละโรงพยาบาล เพราะจะเป็นเรื่องกระทบ ต่อการรักษาพยาบาลของพี่น้อง ผมยืนยันครับว่าเพื่อนแพทย์และเจ้าหน้าที่ทุกคนใน โรงพยาบาลใช้ความรู้ความสามารถและกําลังอย่างมากมายครับในการให้บริการ พี่น้องประชาชน แต่เนื่องจากการได้รับเงินอุดหนุนจากที่งบประมาณที่รัฐบาลจัดสรรให้นี่ครับ เป็นงบจํากัดครับ จํากัดทุกครั้งที่จะให้บริการอะไรก็ตาม มีบริการอะไรเพิ่มก็ตาม จะมีการ ควบคุมค่าใช้จ่ายกํากับอยู่ตลอดเวลา แต่ในเรื่องของจํานวนครั้งของผู้มาใช้บริการไม่เคย จํากัด นี่คือประเด็นใหญ่ที่ผมอยากจะเรียนให้ท่านประธานทราบ

เรื่องต่อไปที่ผมคงจะต้องพูดก็คือเรื่องที่ผมอ่านดูในเรื่องของ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนะครับ ถูกตัดงบประมาณไปอย่างที่เรียกว่าค่อนข้าง จะมากนะครับ เป็นกระทรวงเล็ก ๆ แต่มีบทบาทสําคัญในเรื่องของการแข่งขันกับประเทศ ในเรื่องความรู้ทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ท่านประธานคงจําได้ว่าเด็กไทยเราไม่ได้เคยด้อย กว่าคนอื่นนะครับ เราสอบโอลิมปิกได้คะแนนดี ๆ เหรียญทอง เหรียญเงิน เหรียญอะไร มากมาย แต่เมื่อจบออกมาทํางานออกมาสภาพการทํางานหลาย ๆ อย่างจําเป็นที่จะต้อง พัฒนาต่อไปอย่างรีบด่วน วันนี้งบประมาณที่ได้รับในปี ๒๕๕๕ เมื่อเทียบกับปี ๒๕๕๔ ลดลงเกือบทุกหมวด ใน ๑๒ หมวดด้วยกันนะครับ ผมคงไม่อธิบายรายละเอียด ก็อยาก จะกราบเรียนว่าคงเป็นการยากที่จะทําให้งบนี้เพิ่ม เพราะหลักการพิจารณางบประมาณก็คือ ไม่สามารถที่จะเพิ่มงบประมาณในกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งเป็นกระทรวงที่ เป็นหัวใจสําคัญอันหนึ่งในการพัฒนาต่าง ๆ ให้เรายืนอยู่บนขาตัวเองนะครับ ให้เราสามารถ พัฒนาตัวเองได้โดยใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง นี่ละครับคือสิ่งที่ผมจะฝากไว้ว่าในการ พิจารณางบประมาณขั้นวาระต่อไปขออย่าไปตัดเขา อาจจะพิจารณาแลกเปลี่ยนโครงการ ต่าง ๆ ให้เหมาะสม ขอกราบขอบพระคุณครับ สวัสดีครับ