กิตติรัตน์ ณ ระนอง เสนอความเห็นเกี่ยวกับงบประมาณประจำปี 2555 ที่รัฐบาลนำเสนอต่อสภา โดยชี้ว่าขาดดุลงบประมาณ 400,000 ล้านบาท นั้น มีที่มาจากวงเงินชดเชยการขาดดุล งบประมาณของที่ผ่านมา และหารือเรื่องภาวะเงินเฟ้อในประเทศไทย โดยชี้แจงว่ารัฐบาลควรจะดำเนินการเพื่อแข่งขันกับโลกที่เผชิญกับภาวะเงินเฟ้อ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กระผมขออนุญาตใช้โอกาสนี้ เพื่อที่จะกราบเรียนชี้แจงข้อมูลบางประการหลังจากที่ได้รับฟังการอภิปรายของท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติตั้งแต่ช่วงเช้าไปจนถึงขณะนี้นะครับ กระผมเห็นว่ามีประเด็นที่เป็นกรอบใหญ่ ของงบประมาณ ซึ่งท่านสมาชิกบางท่านอาจจะมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เป็นเหตุให้เกิด ข้อกังวลว่างบประมาณรายจ่ายประจําปี ๒๕๕๕ ที่รัฐบาลกําลังนําเสนอนี้ ดูเหมือนจะเป็น งบประมาณที่มีวงเงินงบประมาณสูง และมีข้อเป็นห่วงในเรื่องของวินัยการคลัง
ผมขออนุญาตกราบเรียนเพื่อที่จะเทียบเคียงกับท่านสมาชิกบางท่าน ซึ่งอาจจะมีข้อกังวลและเทียบเคียงกับแนวทางซึ่งรัฐบาลก่อนเคยเตรียมการเอาไว้ว่าจะมี รายจ่าย ๒.๒๕ ล้านล้านบาท ในขณะที่เตรียมจะมีรายรับของรัฐบาลที่ ๑.๙ ล้านล้านบาท เท่ากับเดิมมีความเข้าใจว่ารัฐบาลจะมีงบประมาณขาดดุลที่ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เมื่อท่านสมาชิกบางท่านที่ยังเห็นภาพนั้นอยู่และมีความมั่นใจในภาพนั้นว่าเป็นวินัย ทางการคลังที่ดี เมื่อเห็นร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายที่รัฐบาลนี้กําลังนําเสนอ ซึ่งแสดงยอดการขาดดุลงบประมาณที่ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท อาจเป็นเหตุให้ท่านมีความ กังวล ซึ่งผมขออนุญาตกราบเรียนข้อมูลที่ผมเองได้พยายามติดตามว่า กรอบของงบประมาณ แนวทางงบประมาณรายจ่ายที่ ๒.๒๕ ล้านล้านบาท และเตรียมจะมีรายรับ ๑.๙ ล้านล้านบาท เป็นเหตุให้เตรียมมีการขาดดุลงบประมาณที่ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้นมีที่มาอย่างไรนะครับ กระผมพบว่าได้มีมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๕๔ ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มี แนวทางอนุมัติกรอบดังกล่าวไว้ แต่ปรากฏว่าในกรอบใหญ่นั้นขาดงบประมาณรายจ่าย ที่สําคัญไป ๑ ประการคือวงเงินชดเชยการขาดดุลงบประมาณ ซึ่งผมเข้าใจดีครับว่าในช่วง ปลายเดือนมีนาคมปี ๒๕๕๔ นั้น รัฐบาลในเวลานั้นอาจจะยังไม่ทราบว่าเมื่อเข้าใกล้ สิ้นปีงบประมาณ รัฐบาลมีความจําเป็นที่จะต้องใช้จ่ายเงินเกินกว่ากรอบงบประมาณที่ขอไว้ ในปีก่อนเท่าใด อย่างไรก็ตาม ตัวเลขของงบประมาณที่จะต้องตั้งไว้เพื่อชดเชยการขาดดุล งบประมาณ ขณะนี้ยอดก็ปรากฏออกมาแล้วว่าอยู่ที่ประมาณ ๕๔,๐๐๐ ล้านบาท งบประมาณที่รัฐบาลปัจจุบันได้นําเสนอต่อท่านในครั้งนี้ ได้รวมเอารายจ่ายซึ่งมิได้มีการ เตรียมการที่จะเป็นส่วนหนึ่งของรายจ่ายเดิมที่ ๕๔,๐๐๐ ล้านบาทไว้แล้วด้วย ดังนั้นตัวเลข ที่ปรากฏการเตรียมการขาดดุล ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น จึงมีความสอดคล้องใกล้เคียงกัน กับตัวเลขที่คณะรัฐบาลเดิมได้เตรียมที่จะดําเนินการโดยมีการขาดดุล ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่มิได้รวมตัวเลขการเตรียมการชดเชยงบประมาณขาดดุลอย่างไรนะครับ ดังนั้นจึงเรียนว่า กระผมเชื่อว่าถ้าหากว่ารัฐบาลซึ่งได้มีมติ ครม. เมื่อวันที่ ๒๘ มีนาคม ปี ๒๕๕๔ ได้กลับมา ทําหน้าที่รัฐบาลเพื่อที่จะยื่นเสนอร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปี ๒๕๕๕ ก็คงจะมีเหตุผลจําเป็นที่จะต้องนําเสนองบประมาณที่มีการขาดดุลในระดับที่เป็น ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาทเช่นเดียวกัน ยกเว้นรัฐบาลจะต้องตัดรายจ่ายในบางงบประมาณ ในบางโครงการออก อย่างไรก็ตาม ผมขออนุญาตเรียนในอีกมุมหนึ่งนะครับว่า การที่พบว่ายอดงบประมาณ รายจ่ายที่รัฐบาลปัจจุบันได้ขอนําเสนอไว้ที่ ๒.๓๘ ล้านล้านบาทนั้น มียอดที่สูงกว่า ๒.๒๕ ล้านล้านบาทของรัฐบาลเดิม ก็เนื่องจากว่ารัฐบาลปัจจุบันมีความมั่นใจว่าจะสามารถ จัดให้มีรายรับอยู่ที่ระดับ ๑.๙๘ ล้านล้านบาท เมื่อเทียบกับเมื่อได้เตรียมไว้เดิมเมื่อวันที่ ๒๘ มีนาคม ที่ ๑.๙ ตัวเลขอีก ๘๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้นจะมีที่มาที่ไปอย่างไร ซึ่งกระผมขออนุญาต กราบเรียนว่ารัฐบาลปัจจุบันมีความมั่นใจครับว่าจะสามารถจัดหารายได้ที่ ๑.๙๘ ล้านล้านบาท จริงอยู่มหาอุทกภัยในครั้งนี้มีเหตุที่ทําให้การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจจะชะลอตัวลง หลายหน่วยงานได้ให้ข้อมูลที่สอดคล้องตรงกันว่าการชะลอตัวลงนั้นจะอยู่ในระดับประมาณ ๒ เปอร์เซ็นต์ ถึง ๒.๕ เปอร์เซ็นต์ การที่มีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลง อาจเป็นเหตุให้มีการจัดเก็บภาษีได้ลดลงในช่วงที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติมหาอุทกภัย แต่ในปีหน้าซึ่งที่จริงอาจจะเริ่มที่ตั้งแต่ปลายปีนี้ก็ได้นะครับ เพราะว่ามหาอุทกภัยนี้ได้มี สัญญาณที่กําลังจะเริ่มคลายตัวลง เขตพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมหลายแห่งโดยเฉพาะส่วนที่อยู่ ในภาคตะวันออกขณะนี้มีความมั่นใจว่าจะสามารถเริ่มการผลิตได้ เพราะว่าน้ําที่จะไหลบ่าไป ทางนั้นได้รับการจัดการที่ดีและมีความปลอดภัย ดังนั้นในช่วงปีหน้ากิจกรรมทางเศรษฐกิจ ต่าง ๆ ทั้งในส่วนที่เป็นเรื่องของการเยียวยา เรื่องของการซ่อม เรื่องของการสร้าง จะทําให้ เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มากแล้วก็เป็นที่เชื่อกันนะครับว่าการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ในปีหน้าน่าจะอยู่ในระดับที่สูงกว่าร้อยละ ๕
นอกจากนั้นเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่าขณะนี้ประเทศไทยซึ่งเป็นระบบ เศรษฐกิจที่เปิด แล้วก็โลกกําลังเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อด้วย ความจริงภาวะเงินเฟ้อมองเป็น เรื่องอันตราย แต่ในขณะเดียวกันโลกอยู่ในภาวะเศรษฐกิจที่เปิด ประเทศไทยไม่อาจ หลีกเลี่ยงภาวะเงินเฟ้อที่จะต้องมีภาวะสอดคล้องไปกับโลกด้วย หน้าที่ของรัฐบาลในปัจจุบัน ก็คือบริหารจัดการให้เงินเฟ้ออยู่ในระดับที่ต่ําเมื่อเทียบกับประเทศผู้ค้า และเมื่อเทียบกับ ประเทศคู่แข่ง อย่างไรก็ตามทั้งโลกก็มีความเชื่อว่าเงินเฟ้อของโลกจะอยู่ในระดับที่สูงกว่า ร้อยละ ๔ รัฐบาลมีความมั่นใจว่าจะสามารบริหารจัดการให้เงินเฟ้อของประเทศไม่สูงไปกว่า ระดับร้อยละ ๔ เพื่อที่จะสามารถแข่งขันได้ บนภาวะเงินเฟ้อที่เป็นโทษ แต่ว่าภาวะเงินเฟ้อ มีส่วนที่เป็นคุณด้วย เพราะเมื่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ผมได้กล่าวถึงว่าจะอยู่ ในระดับประมาณร้อยละ ๕ นั้นเป็นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ไม่นับรวมผลของเงินเฟ้อ หรือการเปลี่ยนแปลงของราคา ดังนั้นโอกาสในการจัดเก็บรายได้ของรัฐจะสอดคล้องกับการ เจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่รวมการเปลี่ยนแปลงของราคาไว้ด้วย ดังนั้นถ้าหากว่ารวมผลของ การเปลี่ยนแปลงของราคากับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ไม่รวมผลทางการเปลี่ยนแปลง ของราคาก็จะทําให้โอกาสในการจัดเก็บรายได้ของรัฐเติบโตที่สอดคล้องกัน ดังนั้น การดําเนินการในเรื่องของการจัดหารายได้ ซึ่งท่านสมาชิกหลายท่านได้แสดงความกังวลว่า รัฐบาลจะไปบีบบังคับให้เกิดการจ่ายภาษีจากภาคธุรกิจ จากภาคที่เป็นผู้ชําระภาษี ก็ขออนุญาตกราบเรียนนะครับว่าในขั้นตอนที่ได้มีการแถลงนโยบายต่อรัฐสภานั้น รัฐบาลได้ ประกาศจุดยืนที่ชัดเจนว่าบนอัตราภาษีเงินได้บางรายการที่จะลดลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาษี เงินได้นิติบุคคล รัฐบาลมีภารกิจในการดําเนินการเพื่อขยายฐานภาษี คําว่า ขยายฐานภาษี นั้น ย่อมครอบคลุมไปถึงผู้ที่ควรเสียภาษี แต่มิได้มาดําเนินการเสียภาษี เนื่องจากการทํางาน ของรัฐอาจจะยังขาดความสมบูรณ์ การทํางานที่จะทําให้มีความสามารถในการจัดเก็บภาษี ที่สูงขึ้นบนอัตราภาษีที่น้อยลงสอดคล้องกับการดําเนินการเรื่องอื่น ๆ ซึ่งขออนุญาตเรียนว่า แม้อยู่ท่ามกลางวิกฤติมหาอุทกภัยนะครับ นโยบายต่าง ๆ ของรัฐบาลซึ่งยังเป็นที่ถูกเข้าใจ ในบางกลุ่มบางท่านว่าเป็นนโยบายที่เรียกว่าประชานิยมนั้น กระผมขออนุญาตเรียนยืนยันอีกครั้งนะครับว่านโยบายเหล่านั้นเป็นนโยบายที่ดําเนินการ เพื่อเปลี่ยนสมดุลประเทศไทย เพื่อสร้างโอกาสให้ผู้ที่มีรายได้ที่น้อยกลายเป็นผู้ที่มีรายได้ ที่สูงขึ้น และสามารถดํารงอยู่อย่างมีคุณภาพชีวิต ทั้งในส่วนที่อยู่ในสังคมเมืองและอยู่ใน สังคมเกษตร การที่กลุ่มชนเหล่านี้จะเป็นผู้ที่มีรายได้ที่สูงขึ้นก็จะสามารถเป็นผู้บริโภค ที่มีคุณภาพ และผู้บริโภคที่มีคุณภาพเหล่านี้จะเป็นส่วนสําคัญที่ทําให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจ ซึ่งในอดีตนั้นมีการเจริญเติบโตที่น้อยมากที่มาจากส่วนของการอุปโภคบริโภคภายในประเทศ การดําเนินงานในเรื่องของการดูแลราคาสินค้าเกษตร โดยเฉพาะข้าว การดําเนินการ เพื่อดูแลการที่ทําให้แรงงานมีรายได้ที่สูงขึ้น รัฐบาลยังคงดําเนินการตามแผนนั้น อย่างเข้มงวด และมีความเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าภายหลังจากภาวะอุทกภัยได้ผ่อนคลายลง ความต้องการแรงงานของประเทศจะอยู่ในระดับที่สูงมากเป็นพิเศษ ข้อกังวลที่จะทําให้เกิด ภาวะตกงานนั้นเป็นข้อกังวลซึ่งรัฐบาลก็ร่วมกังวลกับท่านด้วย แต่ว่าเราได้มีการบริหาร จัดการอย่างเต็มที่มาโดยตลอด มีผู้ใช้แรงงานจํานวนหนึ่งซึ่งหยุดการทํางานไปในขณะที่ นายจ้างหลายแห่งยังมิได้ตัดสินใจเลิกจ้างเสียด้วยซ้ํา รัฐบาลได้จัดโครงการพี่ช่วยน้องจัดหา แรงงานเหล่านั้นไปเสริมยังบริษัทที่มีความต้องการแรงงานที่มากขึ้น และนอกจากนั้นขณะนี้ สัญญาณบ่งชี้ชัดเจนนะครับว่าบริษัทต่าง ๆ ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยก็พร้อมที่จะ กลับมาเตรียมกระบวนการผลิต และการทั้งซ่อมทั้งสร้างและเริ่มการผลิตนั้นจะเป็นส่วน ที่ทําให้การจ้างงานอยู่ในระดับที่เต็มที่เหมือนกับที่เราเคยมีอยู่ก่อนเกิดเหตุการณ์อุทกภัย ฉะนั้นจึงขออนุญาตกราบเรียนเป็นภาพใหญ่ และยังมีรายการบางรายการที่อยู่ใน งบประมาณนะครับ ซึ่งมิได้มีลักษณะของการจ่ายขาดและจะต้องหมดไป จะเห็นได้ว่า งบประมาณที่เป็นเรื่องของการลงทุนมีจํานวนที่สูงขึ้นกว่าปีก่อน และก็มีจํานวนที่สูงขึ้นและ สูงกว่าที่มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๒๘ มีนาคม ได้เตรียมการไว้ มีรายการบางรายการซึ่งเป็น งบประมาณ แต่มีลักษณะเป็นกองทุน ยกตัวอย่างเช่นกองทุนหมู่บ้าน รัฐบาลได้เสนอยอด ของกองทุนหมู่บ้านไว้สูงถึงเกือบ ๓๔,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อเป็นการเพิ่มทุนให้กับกองทุน หมู่บ้าน ซึ่งสมาชิกหลายท่านได้แสดงความเห็นด้วยว่ากองทุนนี้จะมีส่วนช่วยให้ผู้ที่อยู่ใน ชนบทต่าง ๆ ได้สามารถนําเงินทุนไปสร้างอาชีพได้ เงินเหล่านี้จะมิใช่เป็นลักษณะของการ จ่ายขาด แต่กลายเป็นเงินทุนหมุนเวียนซึ่งจะทําให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เติบโต อย่างต่อเนื่องด้วย เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตกราบเรียนภาพใหญ่แต่เพียงเท่านี้ และต้อง กราบขออภัยที่ในช่วง ๒-๓ วันจากนี้นะครับ ผมทําหน้าที่เป็นผู้แทนของรัฐบาลไทย ในการประชุมเอเปค (APEC) จึงไม่สามารถที่จะอยู่ชี้แจงใน ส่วนที่เป็นงบประมาณของ กระทรวงพาณิชย์ได้ด้วยตัวเอง แต่ว่าท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์จะเป็นผู้ที่ ชี้แจงถ้าหากมีคําถามที่เกี่ยวข้อง กราบขอบพระคุณครับ