สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๖ · ๖ ตุลาคม ๒๕๕๔

ธีระ วงศ์สมุทร หารือเรื่องการช่วยเหลือเยียวยาพี่น้องที่ประสบภัยพิบัติทางด้านการเกษตร การชักหัวคิวและทุจริตในบางพื้นที่ การบริหารจัดการน้ำในเขื่อน และการบริหารจัดการน้ำ โดยเน้นย้ำว่ารัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจในการช่วยเหลือ โดยมีการช่วยเหลือชาวนาในอุบลราชธานีที่ประสบภัยพิบัติจากน้ำท่วม และการบริหารจัดการน้ำในเขื่อนที่ต้องคำนึงถึงสถิติเก่า ๆ และการประมาณการปริมาณน้ำที่จะไหลลงมาในเขื่อนเพื่อการตัดสินใจ

นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายธีระ วงศ์สมุทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก่อนอื่นผมต้องขอขอบคุณทางสภาแห่งนี้ แล้วก็ขอบคุณท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านที่ได้นําปัญหาของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องอุทกภัยได้มาเสนอแนะต่าง ๆ ต่อรัฐบาล ซึ่งผมคิดว่า เป็นเรื่องที่สําคัญแล้วก็รัฐบาลได้รับฟังความคิดเห็นความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน เป็นจํานวนมากนะครับ เท่าที่ผมได้นั่งฟังมาตั้งแต่เมื่อวานจนมาถึงวันนี้ บางครั้งต้องขอกราบอภัย ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติจริง ๆ ที่ผมออกไปไม่ได้นั่งอยู่ข้างบนก็อาจจะไปทําธุระส่วนตัวบ้าง แค่นั้นเองนะครับ แต่อย่างไรก็ฟังอยู่โดยตลอดนะครับ ฉะนั้นในสิ่งที่เกี่ยวข้องกับ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผมคิดว่ามีด้วยกันอยู่ ๒-๓ ประเด็นนะครับ

ประเด็นแรก ก็คือเรื่องการช่วยเหลือเยียวยาพี่น้องที่ประสบภัยพิบัติทางด้าน การเกษตร

ประเด็นที่ ๒ ก็มีการกล่าวหาว่ามีการดําเนินการชักหัวคิวและทุจริต ในบางพื้นที่

ประเด็นที่ ๓ การบริหารจัดการน้ําในเขื่อน

ประเด็นที่ ๔ ก็คือการบริหารจัดการน้ํานะครับ

สําหรับการช่วยเหลือเยียวยาด้านการเกษตรนั้น ผมคิดว่าท่านผู้มีเกียรติ สมาชิกผู้ทรงเกียรติหลายท่านก็ได้กรุณาชี้แจงไว้ในสภาแล้วนะครับ แต่ผมขอเน้นย้ํา อีกครั้งหนึ่งว่าในการเยียวยาพี่น้องเกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อนจากอุทกภัยในครั้งนี้ ซึ่งรัฐบาลก็ไม่ได้นิ่งนอนใจเลยนะครับ จะเห็นว่าเราได้เริ่มมีมติตั้งแต่วันที่ ๒๕ สิงหาคม เป็นต้นมานะครับ ในการเยียวยาพี่น้องเกษตรกรที่ประสบปัญหาไม่ว่าทางด้านพืช ด้านประมง ด้านปศุสัตว์ ในอัตราตามที่ท่านได้ทราบกันแล้วนะครับ

ในเรื่องที่ ๒ ที่รัฐบาลเข้ามาเยียวยาเพิ่มเติมนะครับ ซึ่งรัฐบาลก็ได้มีมติ เมื่อวันที่ ๒๗ กันยายนที่ผ่านมานี้เองนะครับ ในเรื่องของดูแลชาวนาเพิ่มเติม โดยให้รับ การเยียวยาช่วยเหลือในอัตราตันละ ๑,๔๓๗ บาท ตามที่ชาวนาได้ขึ้นทะเบียนปลูกข้าวจริง ไว้นะครับ ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่แตกต่างจากโครงการประกันรายได้ในการเยียวยา เพราะว่า การเยียวยาพี่น้องชาวนาในครั้งนี้นะครับ การเยียวยาเท่ากันหมดไม่มีการแบ่งเป็นชนิด พันธุ์ข้าว แล้วก็ไม่มีการจํากัดปริมาณ ก็เป็นไปตามที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้นะครับ

อีกประการหนึ่งที่เราเยียวยาก็คือเรื่องดูแลเรื่องเมล็ดพันธุ์ พี่น้องชาวนา ที่ประสบความเสียหายเกินครึ่งหนึ่งจากที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้ตามที่เสียหายจริง แต่ไม่เกิน ๑๐ ไร่ ในอัตราไร่ละ ๑๐ กิโลกรัม นี่คือเรื่องที่รัฐบาลได้เข้าไปเยียวยาพี่น้องเกษตรกรที่ประสบ ปัญหาภัยพิบัติในครั้งนี้ทางด้านการเกษตรนะครับ

ต่อประเด็นที่เกี่ยวกับว่ามีการชักหัวคิวหรือไม่อย่างไรนั้น ขออนุญาตกราบเรียนว่า เรื่องนี้ผมก็ไม่ได้นิ่งนอนใจนะครับ เมื่อทราบข่าวเรื่องนี้จากสื่อ แล้วก็ได้สั่งการให้ทาง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรไปตรวจสอบเรื่องนี้ ซึ่งทราบว่าขณะนี้ทางจังหวัดได้ตั้งคณะกรรมการ ขึ้นมาตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วนะครับ อยากเรียนว่ารัฐบาลให้ความสําคัญกับเรื่องนี้ ซึ่งตัวผมเองผมก็ได้ประกาศไว้ชัดเจนแล้วว่าใครที่มาหากินกับพี่น้องที่กําลังประสบภัยอยู่ใน ขณะนี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่น้องเกษตรกร ผมคิดว่าไม่มีใครเอาไว้ เราคิดว่าเราเห็นตรงกัน ในประเด็นเรื่องนี้นะครับ ซึ่งจะได้มีการเร่งรัดดําเนินการแล้วนะครับ

ในเรื่องที่ ๒ เรื่องการบริหารจัดการน้ําในเขื่อนนะครับ ซึ่งหลายคนก็ได้ อภิปรายบอกว่า เอ๊ะ ทําไมเราต้องปล่อยน้ําลงมาจากเขื่อนอยู่ในขณะนี้อย่างไรนะครับ ขออนุญาตกราบเรียนว่าการที่จะระบายน้ําหรือไม่ระบายน้ําออกจากเขื่อนก่อนที่ฝน จะตกหนักนั้น ไม่ใช่เรากําหนดเป็นสัดส่วนว่าจะเก็บน้ําไว้ในเขื่อนสักกี่เปอร์เซ็นต์ มากน้อย แค่ไหน อย่างไร เพราะฉะนั้นแต่ละเขื่อนนั้นเรามีเกณฑ์กําหนดว่าในเขื่อนนี่เกณฑ์ ขั้นสูงจะอยู่สักขนาดไหน อย่างไร เกณฑ์ขั้นต่ําควรจะอยู่ขนาดไหน อย่างไร ฉะนั้น การจัดการน้ําในเขื่อนเราพยายามที่รักษาระดับน้ําในเขื่อนให้อยู่ภายในเกณฑ์ที่ได้กําหนดไว้ ในแต่ละเขื่อนนะครับ แต่อย่างไรก็ตาม เราจะได้มาคํานึงถึงว่าก่อนช่วงฤดูฝนนี้นะครับ วันนี้เรามีน้ําอยู่ในเขื่อนเท่าไร เราก็ได้ประมาณการว่านับตั้งแต่นี้เป็นต้นไปก่อนถึงฤดูฝนจนสิ้นสุดฤดูฝน ปริมาณน้ําทั้งหมด ที่คาดว่าจะไหลลงมาในเขื่อนนี้อีกเท่าไรนะครับ ก็ได้มีการประมาณการ นอกจากนั้น ก็ยังนําเอาสถิติเก่า ๆ ที่ผ่านมาเอามาดูว่า ตั้งแต่ก่อนฤดูฝนจนถึงสิ้นสุดฤดูฝนเราจะมีน้ํามา มากน้อยแค่ไหนอย่างไร เพื่อกําหนดเกณฑ์ในการระบายน้ํานะครับ

ในเรื่องของความมั่นคงของตัวเขื่อนนั้นนะครับ ผมขออนุญาตกราบเรียนว่า เขื่อนทุกเขื่อนเราได้ตรวจสอบอยู่ตลอดเวลาเพื่อให้เขื่อนมีความมั่นคงนะครับ ซึ่งบางครั้ง พี่น้องประชาชนทั่วไปก็อาจเกิดความสับสน ซึ่งวันนี้ทางรัฐบาลเองโดยทีมงานโฆษกรัฐบาล ก็ได้มาทําความเข้าใจกับพี่น้องประชาชน ซึ่งจะเห็นว่าจากการรายงานข่าวบางครั้งบอกว่า เอ๊ะ เขื่อนนี้เกิน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ๑๐๓ เปอร์เซ็นต์ ๑๐๔ เปอร์เซ็นต์ ๑๑๐ เปอร์เซ็นต์ มากน้อยแค่ไหนอย่างไรนั้น คือเขื่อนจะมีความจุอยู่ที่ระดับเก็บกัก และที่ระดับสูงสุดนะครับ เพราะฉะนั้นที่บอกว่าเขื่อนเต็มแล้ว คือเต็มที่ระดับเก็บกักโดยทั่วไป แต่เขื่อนก็ยังมี แดม เซฟตี้ (Dam safety) อยู่ ไปถึงเก็บกักได้ถึงระดับน้ําสูงสุดได้นะครับ เขื่อนบางเขื่อน ก็เก็บน้ําที่ระดับสูงสุดนะครับ เขื่อนบางเขื่อนลักษณะของเขื่อน ของอาคารระบายน้ําล้น ที่ออกแบบไว้เป็นบานระบายควบคุม บางเขื่อนก็ออกแบบไว้เป็นคล้าย ๆ ปากกระโถน เมื่อน้ํามา ก็จะล้นไปเลยไม่สามารถควบคุมได้ แต่ยืนยันว่าเขื่อนทุกเขื่อนถึงแม้ว่าความจุขณะนี้จะเกิน ระดับเก็บกักไปบ้าง เขื่อนก็ยังมีความปลอดภัยมั่นคง ซึ่งได้กราบเรียนให้พี่น้องประชาชน โดยทั่วไปเข้าใจแล้วนะครับ ผมขออนุญาตกราบเรียนว่าปีนี้สถานการณ์น้ํายอมรับนะครับว่า หนักหนาสาหัส ผมคิดว่าท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติคงได้รับทราบแล้ว เพราะว่านอกจาก เราได้รับจากมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ร่องความกดอากาศต่ําแล้วนะครับ พายุจรต่าง ๆ ที่เราได้รับ มาปีนี้ก็ค่อนข้างที่จะมากนะครับ ซึ่งประมาณ ๕ ลูกด้วยกันที่เข้ามานะครับ ซึ่งจะเห็นว่าวันนี้ ปริมาณฝนที่ตก โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคเหนือมีมากกว่าค่าเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ ๔๘ เปอร์เซ็นต์ มากกว่าค่าเฉลี่ยนะครับ ถ้าโดยภาพรวมทั้งประเทศแล้วนะครับมากกว่า ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ ๓๒ เปอร์เซ็นต์ เขื่อนขนาดกลาง ขนาดใหญ่ ขณะนี้มีความจุน้ํา ในเขื่อนประมาณ ๙๒ เปอร์เซ็นต์ ถ้าผมไปเทียบกับปีที่แล้ว ปีที่แล้วเรามีความจุเพียง ๖๗ เปอร์เซ็นต์ ณ เวลาเดียวกันเท่านั้นเองนะครับ เขื่อนวันนี้มีน้ํามากกว่าปีที่แล้ว ณ เวลาเดียวกันอยู่ประมาณ ๑๘,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร นี่คือสถานะเขื่อน ในขณะนี้นะครับ ก็เนื่องจากว่าน้ําทางภาคเหนือที่ลงมาจากแม่น้ําหลัก ก็คือแม่น้ําปิง วัง ยม น่านนะครับ แม่น้ําหลักทั้ง ๔ สาย วันนี้ถ้าเรามารวมกันที่ปากน้ําโพ บริเวณปากน้ําโพขึ้นไป คือนครสวรรค์ก็ดี รวมทั้งพิจิตร รวมทั้งสุโขทัย และพิษณุโลกนะครับ บริเวณนี้นะครับวันนี้มี น้ําท่วมขังจากภาพถ่ายของดาวเทียมอยู่ที่ประมาณ ๓.๗๗ ล้านไร่ พื้นที่น้ําท่วมขัง ถ้าคิดเป็น ปริมาตรน้ําทั้งหมดก็อยู่ที่ประมาณ ๓,๙๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตรที่ยังขังอยู่ในพื้นที่การเกษตร ถ้าเราดูพื้นที่ข้างล่างบ้างนะครับ พื้นที่ข้างล่างตั้งแต่อุทัยธานีลงมาจนถึงสมุทรปราการ มีน้ําท่วมขังอยู่ในพื้นที่ประมาณ ๔.๒๔ ล้านไร่นะครับ ถ้าคิดเป็นปริมาตรน้ําทั้งหมดอยู่ที่ ประมาณ ๘,๐๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตร นี่คือน้ําที่ค้างอยู่ในทุ่งทั้งหมดนะครับ ซึ่งปัญหา ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ต้องเรียนว่าน้ําที่ทะลักเข้าไปทางลพบุรีซึ่งไปลงแม่น้ําลพบุรีนั้นเกิดขึ้นจาก ๓ สาเหตุด้วยกัน คือคันกั้นน้ําจากชัยนาท-มโนรมย์ขาด ตรงนั้น ๒ จุด จุดหนึ่ง ที่บ้านดักคะนน อีกจุดหนึ่งที่เขากระดี่ ที่ตําบลธรรมามูลของอําเภอเมือง จังหวัดชัยนาท แล้วก็ล่างลงมาก็คือที่บางโฉมศรี และที่เหนือเขื่อนเจ้าพระยาก็คือตําบลท่าข้าวโพดที่ขาด แล้วก็คันกั้นน้ําชัยนาท-อยุธยาขาดอีก ๔ จุดนะครับ เมื่อก่อนนั้นปริมาณน้ําที่ไหลเข้าไปใน ลพบุรี ถ้าคิดเป็นปริมาณน้ําต่อวันก็อยู่ที่ประมาณ ๑๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตรเศษ ๆ ต่อวัน ที่ไหลเข้าไปนะครับ ซึ่งวันนี้ได้มีการซ่อมทางที่บ้านดักคะนน แล้วก็ที่ท่าข้าวโพดนี่ดําเนินการ เสร็จแล้ว ส่วนบางโฉมศรีก็กําลังดําเนินการอยู่ในขณะนี้ ถ้าทําได้ก็สามารถลดน้ําที่จะไปทางลพบุรี ได้ส่วนหนึ่งนะครับ เมื่อปริมาณน้ํามาจํานวนมาก ถามว่าการบริหารจัดการน้ํา ที่กรมชลประทานดําเนินการนั้นทําได้อย่างไร ซึ่งจังหวัดชัยนาทเองก็เป็นจังหวัดที่รับน้ํา มาจากจังหวัดนครสวรรค์ที่มีจํานวนมาก เพราะฉะนั้นการกระจายน้ําก็คือ ๑. ปล่อยให้น้ํา ผ่านเขื่อนเจ้าพระยาไปเต็มที่ แล้วส่วนหนึ่งก็เอาเข้าทางฝั่งตะวันออก ฝั่งตะวันออกก็มีประตู มโนรมย์ คือคลองชัยนาท-ป่าสัก แล้วก็มีประตูมหาราชที่คลองชัยนาท-อยุธยา ส่วนฝั่ง ตะวันตกนั้นก็มีอยู่ ๓ แหล่งใหญ่ ๆ ก็คือคลองมะขามเฒ่า-อู่ทอง แล้วก็แม่น้ําท่าจีน แล้วก็ แม่น้ําน้อยนะครับ ซึ่งประมาณต้นเดือนกันยายนนั้นนะครับ เราก็ได้จัดสรรไปทั้ง ๒ ฝั่ง เต็มศักยภาพของพื้นที่นะครับ ผมยกตัวอย่างเช่นทางฝั่งตะวันออกกับฝั่งเข้ามาทาง ประตูมโนรมย์มาทางคลองชัยนาท-ป่าสัก เราส่งน้ําเข้ามาสูงถึงประมาณ ๒๐๐ ลูกบาศก์เมตร ต่อวินาที แต่หลังจากนั้นนะครับเกิดปัญหาที่ลพบุรีฝนตกน้ําท่วมขังประตูมโนรมย์ ก็หยุดการส่งน้ําเข้ามานะครับ แล้วก็ส่งน้ําวันนี้ที่มโนรมย์ส่งน้ําเข้ามาเพียง ๙๘ ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีเท่านั้นเอง ตะวันตกก็เช่นเดียวกัน ผมยกตัวอย่างว่าประตูพลเทพ แม่น้ําท่าจีน เมื่อประมาณกลางเดือนกันยายนส่งเข้ามาสูงสุดอยู่ที่ประมาณ ๒๘๐ ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที แล้วก็ทําให้น้ําเอ่อมาท่วมขังอยู่แถวตลาดร้อยปี แล้วก็น้ําก็ยัง มาท่วมขังอยู่ข้างล่าง ก็คือที่อําเภอบางปลาม้าและอําเภอสองพี่น้องในตอนล่างนะครับ ซึ่งมีน้ําท่วมขังอยู่ส่วนมากประกอบกับช่วงนั้นน้ําฝนที่ตกแถวจังหวัดสุพรรณบุรีเอง หรือจังหวัดกาญจนบุรีเองทําให้บริเวณน้ําท่วมสูง จึงได้มีการลดการส่งน้ําเข้ามาจาก ประตูพลเทพ แม่น้ําป่าสัก ลดลงไปเรื่อย ๆ แต่ ณ วันนี้เราส่งเข้ามาทางฝั่งตะวันออกอยู่ที่ ๙๘ ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีคือประตูมโนรมย์ ส่วนทางฝั่งตะวันตกนั้นส่งเข้ามาทั้งสิ้น ประมาณ ๕๘๐ ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยเฉพาะอย่างยิ่งแม่น้ําท่าจีนอยู่ที่ประมาณ ๓๖๐ ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และประตูต่าง ๆ ตามแม่น้ําท่าจีนก็เปิดไปตลอด ขณะนี้ในพื้นที่นั้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่อําเภอสองพี่น้องและอําเภอบางปลาม้าก็มีน้ําท่วมขัง อยู่เช่นเดียวกัน นี่ก็คือการบริหารจัดการน้ํา ขออนุญาตกราบเรียนว่าเรื่องการจัดการน้ํา ก็ต้องดูไปตามหลักเกณฑ์ต่าง ๆ นะครับ ซึ่งวันนี้ผมอยากกราบเรียนว่าในแม่น้ําน้อยสักนิด หนึ่งครับ ในแม่น้ําน้อยนั้นนะครับ เนื่องจากประตูระบายน้ําพระงาม ที่อําเภอพรหมบุรี ซึ่งไม่มีใครพูดถึงเลยนะครับ ขาดในลักษณะเดียวกับบางโฉมศรีเช่นเดียวกันนะครับ ซึ่งปริมาณน้ําที่ผ่านทางประตูระบายน้ําพระงามนี่วันหนึ่งเข้าไปน้ําที่ไหลเข้าไปประมาณ ๒๖๐ ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ถามว่าน้ําตรงนี้เข้าไปไปไหนครับ ก็ไปทางอําเภอโพธิ์ทอง แล้วก็ไปลงแม่น้ําน้อยนะครับ เข้าแม่น้ําน้อยแล้วออกวิเศษชัยชาญ แล้วก็มาที่ผักไห่ แล้วก็มา ที่เสนาก็เป็นการเพิ่มให้แม่น้ําน้อยนะครับ เราก็ได้ชะลอน้ําแม่น้ําน้อยไปไว้บางส่วนส่งมา ซึ่งวันนี้ประตูระบายน้ําบางโฉมศรีนี่ได้ทําการชะลอน้ําไว้ได้เรียบร้อยแล้ว เพราะฉะนั้น จะทําให้น้ําในแม่น้ําน้อยนี่ก็จะลดลงไปได้ จึงเรียนว่าเราบริหารจัดการน้ําตามสถานการณ์ ที่เป็นจริง ไม่ได้เลือกว่าจะส่งน้ําไปที่ไหนอย่างไรนะครับ เลยขออนุญาตกราบเรียน ท่านประธานมาเพื่อโปรดทราบครับ ขอบคุณครับ