อภิชาต ศักดิเศรษฐ์แสดงความไม่สบายใจที่พรรครัฐบาลบางท่านมองว่าการแสดงความคิดเห็นของพรรคฝ่ายค้านไม่จริงใจ และเรียกร้องให้รัฐบาลมีแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างถูกต้องและประสิทธิภาพสูงสุด นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการเตรียมพร้อมแห่งชาติ การใช้จ่ายเงินสํารองกรณีฉุกเฉิน และการจัดตั้งศูนย์บริหารจัดการภัยพิบัติระดับตําบลเพื่อแก้ไขปัญหาภัยพิบัติในพื้นที่
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ ผู้แทนราษฎรจากจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ กระผมได้เฝ้ารับฟังการแสดงความคิดเห็นของเพื่อนสมาชิกต่อญัตติเรื่อง การช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยตั้งแต่เมื่อคืนนะครับ ก็รู้สึกไม่สบายใจที่เพื่อนสมาชิก ในพรรครัฐบาลบางท่านห่วงกังวลว่าการแสดงความคิดเห็นของพรรคฝ่ายค้านมีลักษณะ กระแนะกระแหนหรือไม่จริงใจต่อการแก้ไขปัญหา ต้องกราบเรียนท่านประธานว่าเราได้ร่วม เสนอญัตตินี้เข้ามาก็เพื่อต้องการที่จะชี้แนะต่อรัฐบาลให้มีแนวทางในการแก้ไขปัญหา ที่ถูกต้องและมีประสิทธิภาพสูงสุด และสิ่งที่ผมอยากจะเรียนกับท่านประธานก็คือว่า เราให้กําลังใจกับรัฐบาลในการแก้ไขปัญหานี้ เพราะตั้งแต่วันที่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๕๔ เป็นต้นมา ที่ประเทศของเราต้องเผชิญกับวิกฤติภัยธรรมชาติครั้งร้ายแรงที่สุด เราเหมือนกับอยู่ในภาวะสงคราม ประเทศกําลังเผชิญกับสงครามที่ต้องทําสงครามกับน้ํา ทําสงครามกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ น้ําจากพายุ จากฝน จากการบริหารจัดการน้ํา ซึ่งมีปริมาณมากมายมหาศาลขนาดนี้ ซึ่งไม่เคย มีรัฐบาลไหนเคยเผชิญมาก่อน นี่เป็นสิ่งที่เราเข้าใจ และเราอยากให้กําลังใจให้ท่านเอาชนะ สงครามครั้งนี้ได้ แต่ดูเหมือนว่าตั้งแต่ ๓๐ กรกฎาคม ๒๕๕๔ มาจนถึงวันนี้ ๖ ตุลาคม ๒ เดือนกว่าแล้ว คล้าย ๆ กับเรากําลังจะเพลี่ยงพล้ําในสงครามกับน้ําในครั้งนี้ อะไรที่มัน สะท้อนให้เห็นว่าเรากําลังเพลี่ยงพล้ํากับสงครามนี้ครับ เรามีคนเสียชีวิต ๒๔๐ คนแล้ว เรามีคนที่ไร้ที่อยู่นับแสนนับล้านครัวเรือน เรามีทรัพย์สินที่เสียหายจากอุทกภัยครั้งนี้ ประเมินค่าไม่ได้ พืชผลการเกษตรซึ่งจะเป็นรายได้ของพี่น้องประชาชนเสียหายแบบ ประเมินค่าไม่ได้ สําคัญที่สุดก็คือขวัญกําลังใจของพี่น้องประชาชนที่ประสบภัย ทั้งภาคเหนือ ทั้งภาคกลางที่ประสบอยู่เวลานี้สูญสลาย ประเทศเราบอบช้ํากับเรื่องนี้มากนะครับ ที่สําคัญที่สุด ในภาวะที่เราบอบช้ําเช่นนี้ ในท่ามกลางการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลและกลไกของรัฐ เราได้พบเห็นความสับสนอลหม่านในการเข้าไปจัดการปัญหา เราได้เห็นด้านมืดของคนจํานวนมาก ที่แสดงออกเมื่อเผชิญกับภัยพิบัติ ซึ่งเปรียบเทียบกับต่างประเทศบางประเทศที่เขาเผชิญ กับภัยพิบัติทางธรรมชาติร้ายแรงขนาดไหนก็ตาม แต่ภาวะเช่นนั้นไม่เคยเกิดขึ้น นี่มันสะท้อน ให้เห็นว่าการเตรียมพร้อมที่จะรับที่จะเผชิญกับภัยพิบัติทางธรรมชาติของเรายังมีปัญหาอยู่
ท่านประธานที่เคารพครับ มีคนจํานวนมากเมื่อเห็นข่าวสารทางโทรทัศน์ ทางสื่อสารมวลชน เห็นภาพน้ําทะลักไหลท่วมบ้านเรือนท่วมผืนแผ่นดินประเทศไป ครึ่งประเทศ ตั้งคําถามว่าเราจะแพ้สงครามน้ําครั้งนี้หรือไม่ ทําอย่างไรเราถึงจะสามารถ เอาชนะได้ ถามว่าเราจะชนะ อะไรคือปัจจัยที่ทําให้เห็นว่าเราจะชนะ คําตอบก็คือว่า ถ้าประชาชนสูญเสียน้อยลง พื้นที่ในการประสบภัยถูกจํากัดลง ความสูญเสียในชีวิตทรัพย์สิน ของพี่น้องประชาชนน้อยลง นั่นเป็นดัชนีชี้ให้เห็นว่าเรามีโอกาสชนะ และสําคัญที่สุดก็คือ การเยียวยาผู้ประสบภัยอย่างทั่วถึง อย่างเป็นธรรมและรวดเร็ว นั่นแหละครับคือชัยชนะ ในการทําสงครามครั้งนี้ ท่านประธานครับ ผมเป็นห่วงว่าในภาวการณ์ที่เราต้องต่อสู้กับ ปัญหาภัยพิบัติครั้งร้ายแรงนี้ เราไม่ได้ใช้เครื่องมือที่เรามีอยู่อย่างเต็มศักยภาพ ท่านประธานครับ ผมกลับไปพลิกดูตั้งแต่ปี ๒๕๔๘ ที่เรามีนโยบายเรื่องการเตรียมพร้อมแห่งชาติ มีหน่วยงานหลักของประเทศอย่างสํานักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม ได้ไปนั่งวางแผนเรื่องนโยบายการเตรียมความพร้อมแห่งชาติขึ้นมา ในครั้งนั้นมีการพูดถึงการเตรียมความพร้อม ๒ ด้าน และเป็นนโยบายที่ใช้กันมาอยู่ถึง ทุกวันนี้ คือด้านความมั่นคง ซึ่งอยู่ในมิติเดิมนั่นแหละ เรื่องของการสู้รบ เรื่องของอํานาจ อธิปไตย กับอีกด้านหนึ่งก็คือเรื่องของสาธารณภัย มีกลไกในการสร้างขึ้นมาและมีหน่วยงาน ที่เข้ามาเกี่ยวข้องที่สนองตอบต่อนโยบายการเตรียมพร้อมแห่งชาติมีอยู่พร้อมมูลแต่เราไม่ได้ใช้ เรามีพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ๒๕๕๐ เขียนขึ้นมาหลังจากที่เราเผชิญกับ ภัยพิบัติทางธรรมชาติและสาธารณภัยหลายครั้งหลายหน แต่เราก็ไม่ได้ใช้ รัฐบาลไปตั้ง หน่วยงานขึ้นมาใหม่ ศอส. ที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รองนายกรัฐมนตรี ยงยุทธเป็นประธาน และจะออกระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารจัดการแก้ไขปัญหาอุทกภัย ดินโคลนถล่มและภัยแล้งขึ้นมาใหม่ ไปเสียเวลาทําเรื่องนั้นทําไมครับ ในพระราชบัญญัติฉบับนี้ เขาให้อํานาจท่านในการทําอยู่แล้ว ให้อํานาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็น ผู้บัญชาการเหตุการณ์ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้บัญชาการเหตุการณ์ ให้องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลสถานการณ์ และถ้าสถานการณ์วิกฤติรุนแรง มีกฎหมายบอกว่ากรณีที่เกิดสาธารณภัยร้ายแรงอย่างยิ่ง นายกรัฐมนตรีก็มีอํานาจสั่งการได้ โดยตรง ไม่ต้องสร้างกลไก ไม่ต้องสร้างองค์กรขึ้นมาใหม่ อํานาจตามสิ่งนี้มีอยู่ เรามีการออก แผนแม่บทการป้องกันและการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากอุทกภัย วาตภัยและโคลน ถล่มตั้งแต่ปี ๒๕๕๒ แผนแม่บทนี้มีไปจนถึงปี ๒๕๕๗ ไม่ได้หยิบยกขึ้นมาใช้ ไม่ได้ให้ ความสําคัญ ทําไมครับ นอกจากแผนแม่บทนี้แล้วมีแผนปฏิบัติการงบประมาณระยะ ๓ ปี ปี ๒๕๕๓ ปี ๒๕๕๕ มีเครื่องมือในการทํางานเหล่านี้พร้อมมูลอยู่แล้ว แต่รัฐบาลไม่ได้หยิบมาใช้ ซึ่งก็ทําให้เกิดความวิตกกังวลเป็นห่วงว่าเรากําลังต่อสู้กับภัยที่ร้ายแรงมาก ยิ่งใหญ่มาก แต่ว่า เรากําลังจะล้มเหลว ความล้มเหลวมันสะท้อนให้เห็นอยู่แล้วนะครับ ทําไมเราไม่ได้ใช้ นโยบายซึ่งเราได้วางไว้ ทําไมไม่ใช้แผนแม่บทที่เราวางไว้เตรียมความพร้อมก่อนที่จะเกิดภัย พิบัติ ภาวะที่เราผลิตยาไม่ทัน ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้กรุณามาตอบกับสภา ว่าผลิตไม่ทัน แจกจ่ายไม่ทัน มันเกิดขึ้นได้อย่างไร ผลิตเรือไม่ทัน ผลิตแล้วเรือรั่ว เรือใช้การ ไม่ได้ในบางส่วนเกิดขึ้นได้อย่างไร ถ้าเรามีการเตรียมความพร้อมของชาตินี้ไว้อย่างเพียงพอ เสื้อชูชีพ เมื่อก่อนนี้ไม่มีความจําเป็นหรอกครับในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ําท่วม แต่ใน ปี ๒๕๕๓ ปี ๒๕๕๔ ต้นปีที่เกิดภัยพิบัติเรื่องอุทกภัยขึ้นมาก็เห็นว่ามีความจําเป็นที่จะต้องใช้ เราก็ผลิตไม่ทัน ตอนนี้ขาดตลาดแล้วครับ หาแจกจ่ายพี่น้องประชาชนไม่ทัน การแจกจ่าย ข้าวของ ข้าวสารอาหารแห้งที่ทุกครั้งเราก็พบว่าแจกจ่ายได้เฉพาะคนบางกลุ่มเพราะว่าไป ไม่ทั่วถึงนี่เป็นเพราะอะไร ทําไมกลไกโลจิสติกส์ (Logistics) ในการช่วยเหลือกับผู้ประสบภัย ถึงไม่ได้มีการหยิบยกมาเตรียมความพร้อม ถามว่าในแผนแม่บทนี่มีไหมครับ ผมไปอ่านแล้ว มีทั้งนั้นเลย มีละเอียดยิ่งกว่าสิ่งที่ท่านกําลังทําอยู่ในเวลานี้ด้วยซ้ํา ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขออนุญาตใช้เวลาเพิ่มเติมอีกนิดเดียวว่าสิ่งเหล่านี้มันได้สะท้อนว่าบางครั้งเราก็ประเมิน สถานการณ์นี้ผิดพลาดด้วย แน่นอนละครับไม่มีใครไปโทษท่านว่าภัยพิบัติครั้งนี้เราสู้กับน้ํา จํานวนมหาศาลแล้วจะเป็นความผิดของท่าน มันไม่ใช่ครับ แต่ว่าเมื่อเราเห็นความยิ่งใหญ่ ของปัญหา ผมคิดว่าการนั่งประเมินสถานการณ์โดยใช้กลไกที่มีอยู่ตามอํานาจหน้าที่ตาม กฎหมายนี่จะต้องใช้กลไกนั้นมาให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่ ท่านประธานครับ สิ่งที่ผม อยากจะฝากไว้ในตอนท้ายนี้ก็คือว่ามีพื้นที่จํานวนมากที่ยังไม่เผชิญกับอุทกภัย โดยเฉพาะใน พื้นที่ภาคใต้ฝั่งตะวันออก เวลานี้ยังอยู่ในระยะปลอดภัยอยู่ครับ แต่ว่าอีก ๒ สัปดาห์ ข้างหน้า ๓ สัปดาห์ข้างหน้า ตามปฏิทินภัยพิบัติ ภาคใต้ฝั่งตะวันออกจะเผชิญกับปัญหาอุทกภัย วาตภัย เพราะเข้าสู่ฤดูมรสุม และปีนี้นักวิชาการ กรมอุตุนิยมวิทยาเองก็ประเมินว่าเรา จะต้องเผชิญกับพายุอีกหลายลูกและจะหนักหน่วงรุนแรง พี่น้องชาวภาคใต้เผชิญกับภัยนี้ อย่างรุนแรงเมื่อปลายปี ๒๕๕๓ ๑ พฤศจิกายน ทั้งวาตภัย ทั้งอุทกภัยซ้ําเข้ามารุนแรงมาก เสียหายรุนแรงมาก และในเดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายน ๒๕๕๔ เราก็เผชิญกับภัยพิบัติ ธรรมชาติ อุทกภัยรุนแรงอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน น้ําท่วมในหน้าแล้งนี่ไม่เคยปรากฏมาก่อน เราเผชิญมาแล้ว เรากําลังหวั่นวิตกครับว่าเรากําลังจะเผชิญสิ่งนี้อีก แต่ว่าถามว่าภายใต้แผนปฏิบัติการ ภายใต้แผนแม่บท ที่เรามีอยู่เครื่องไม้เครื่องมือที่มีอยู่ ได้มีการซักซ้อมกันแล้วหรือยัง ท่านประธานครับ ผมได้ทําหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัด ในเขตเลือกตั้งของผมคือจังหวัดนครศรีธรรมราชให้เตรียมความพร้อมในเรื่องนี้อย่างน้อย ๔-๕ ประเด็น และผมก็มีความห่วงวิตกกังวลเหมือนกับเพื่อนสมาชิกจากจังหวัดลําพูน ขออภัยที่เอ่ยนามท่าน ก็คือท่านสงวน พงษ์มณี ท่านเป็นประธานคณะกรรมาธิการ การป้องกันบรรเทาผลกระทบจากภัยธรรมชาติและสาธารณภัย บอกว่าการโยกย้าย ข้าราชการของกระทรวงมหาดไทยในช่วงนี้เป็นปัญหา เป็นอุปสรรคหนึ่งในการทํางานแก้ไข ปัญหาอุทกภัย เพราะเมื่อมีการสับเปลี่ยนคน บางคนจะต้องถูกโยกย้ายไม่รู้ว่าตัวเองจะได้ อยู่นานแค่ไหน ไม่มีกําลังจิตกําลังใจที่จะทํางานแก้ไขหรือเตรียมความพร้อม ท่านประธาน ที่เคารพครับ ทุกพื้นที่ที่ยังไม่ประสบภัยเวลานี้ต้องบอกกับพี่น้องประชาชนให้ได้ว่าได้มีการ เตรียมความพร้อมในเรื่องนี้อย่างไร แผนในการระบายน้ํา กรมชลประทานได้ประสานกับ กรมชลประทานไปแล้วมากน้อยแค่ไหน มีปัญหาอุปสรรคอะไรที่จะทําให้เกิดปัญหาอุทกภัย เกิดขึ้นมาอีก และได้มีการเยียวยาหรือไม่อย่างไร ต้องบอกกับพี่น้องประชาชน
เรื่องของการใช้จ่ายเงินสํารองกรณีฉุกเฉินเมื่อเกิดภัยพิบัติ ท่านประธานครับ ทุกครั้งมีปัญหา พื้นที่ในภาคใต้หลายพื้นที่มีปัญหาเมื่อให้อํานาจจังหวัดจ่ายเงิน ๕๐ ล้านบาท ๑๐๐ ล้านบาทไปแล้วแบ่งให้อําเภอ อําเภอไม่จ่ายเอาไปเก็บไว้เฉย ๆ รอให้องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นใช้เงินให้หมดก่อน แล้วตัวเองค่อยใช้ ถ้าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีเงิน มากพอที่จะดูแลแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าเงินส่วนนั้นก็เอาไปซ่อมถนน เอาไปดูแลหลังน้ําลด ซึ่งมีปัญหาเรื่องการทุจริตอะไรต่าง ๆ ตามมามากมาย เหล่านี้ได้มีการเตรียมความพร้อม ได้มีการซักซ้อมและกําชับกันมากน้อยแค่ไหน เรื่องของการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากภัย ก็เช่นกันนะครับ บ้านหลังละ ๕,๐๐๐ บาท ไร่นาเสียหายก็เช่นกัน ท่านประธานครับ ถ้าไม่ได้ มีการเตรียมแผนล่วงหน้า ไม่มีคนที่รู้จริง ไม่มีคนที่รู้เข้าใจปัญหาในแต่ละพื้นที่ แต่ละตําบล จริง ๆ ไม่มีทางที่จะใช้จ่ายเงินเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพหรอกครับ แล้วก็จะเกิดปัญหา มวลชนติดตามมาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ต้องเตรียมพร้อม ถามว่าทําไมถึงไม่มีการเตรียมพร้อมกัน เรื่องนี้ ทั้ง ๆ ที่สามารถทําได้ รู้นี่ครับ แต่ละตําบลพื้นที่ตรงไหนน้ํามันจะท่วมขึ้นมา รู้นี่ครับ ว่าน้ํามันจะไหลมาทางไหน จะรุนแรงจะเสียหายแค่ไหนอย่างไร แต่ละอําเภอ แต่ละตําบลรู้ ต้องมีการเตรียมความพร้อมในเรื่องนี้
อีกนิดเดียวครับท่านประธานครับ คือการให้ความสําคัญกับองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น ท่านก็ทราบดีว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอยู่ใกล้ชิดกับพี่น้องประชาชน อบต. ทุก อบต. รู้ว่าทุกหลังคาเรือนมีสภาพเป็นอย่างไร ใช้งานเขาครับ วันนี้องค์กรพัฒนาชุมชน หลายพื้นที่หลายภาคนะครับ เขาได้มีข้อเสนอ ซึ่งผมคิดว่าเป็นข้อเสนอที่คล้าย ๆ กันทั้งของ ภาคกลางที่ผมเคยได้อ่านรายละเอียด และของภาคใต้ เขาเสนอเรื่องของการจัดตั้ง ศูนย์บริหารจัดการภัยพิบัติระดับตําบล ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้ อบต. นี่ละครับ เป็นศูนย์ในการบริหารจัดการในพื้นที่จะได้รู้ว่าแต่ละพื้นที่ตัวเองเป็นอย่างไร ใครจะได้รับ ผลกระทบอย่างไร การช่วยเหลือจะไปถึงพี่น้องประชาชนเร็วที่สุดทําได้อย่างไร นั่นเป็น ประการที่ ๑ ศูนย์บริหารจัดการนี้แน่นอนครับ รัฐบาลจะต้องสนับสนุนเรื่องงบประมาณลงไป จะต้องให้อํานาจหน้าที่ในการเข้าไปบริหารจัดการดูแลอย่างแท้จริง
๒. ก็คือการมีกองทุนเรียกว่า กองทุนการจัดการภัยพิบัติตําบล รัฐบาลต้อง สนับสนุนเงินส่วนนี้ไป และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเองก็สามารถที่จะหาเงินเข้ามาเป็น กองทุนการจัดการภัยพิบัติระดับตําบล เพื่อที่จะดูแลพี่น้องประชาชนว่าเสียหายเท่าไร ควรได้รับการชดเชยเท่าไร เท็จจริงอย่างไร สิ่งเหล่านี้ละครับมันก็จะทําให้การแก้ไขปัญหา เรื่องภัยพิบัติมีความยั่งยืนมากขึ้น และทําให้การแก้ไขปัญหานั้นทั่วถึงเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น ผมไม่มีเวลามากนะครับ ผมต้องขอขอบพระคุณท่านประธาน แล้วก็ขอขอบคุณ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ได้รับฟังประเด็นปัญหาเหล่านี้ คิดว่า จะเป็นประโยชน์ในการแก้ไขปัญหาในอนาคต กราบขอบพระคุณครับ