สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๕ · ๕ ตุลาคม ๒๕๕๔

สาทิตย์ วงศ์หนองเตย หารือเรื่องน้ำท่วมและดินถล่มที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนอย่างรุนแรง โดยเรียกร้องให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาแนวทางป้องกันและแก้ไข และให้รัฐบาลระดมพลังจากทุกภาคส่วน รวมถึงภาคประชาชนและท้องถิ่นในการจัดการภัยพิบัตินี้ นอกจากนี้ยังวิพากษ์วิจารณ์การบริหารจัดการของรัฐบาลที่ไม่เพียงพอ และเรียกร้องให้รัฐบาลมีแผนการชัดเจนในการดูแลภัยพิบัติเฉพาะหน้า รวมถึงการอพยพประชาชน และการเตรียมการในด้านสุขภาพอนามัย ความมั่นคงทางอาหาร และพลังงาน

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ตรัง

ท่านประธานที่เคารพ ผม สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในนามของ พรรคประชาธิปัตย์ ผมและคณะขอเสนอญัตติด่วน เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณา ปัญหาวิกฤติภัยพิบัติน้ําท่วม ดินถล่มครั้งใหญ่ในประเทศที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน อย่างรุนแรง เพื่อหาแนวทางมาตรการป้องกันแก้ไขและให้การช่วยเหลือโดยเร่งด่วน ผมต้องกราบเรียนท่านประธานเป็นเบื้องต้นครับว่า ความจริงแล้วพวกเราในพรรคประชาธิปัตย์ และฝ่ายค้านนั้นได้ติดตามสถานการณ์เรื่องของน้ําท่วมมาตั้งแต่ต้น และอันที่จริงแล้ว ในตอนต้นปี ๒๕๕๔ นี้ พวกผมเองก็ได้ทําหน้าที่ในฐานะที่เป็นรัฐบาลบริหารราชการแผ่นดินอยู่ แล้วก็เผชิญสถานการณ์เรื่องของภัยพิบัติ เรื่องของน้ําท่วม ดินถล่มนี้เช่นเดียวกันเมื่อตอนต้นปี ความรุนแรงและความหนักหน่วงนั้นคงไม่ต้องพูดถึงครับ แต่ที่ต้องกราบเรียนท่านประธาน ที่พวกเราได้ยื่นญัตติในครั้งนี้ก็เพราะเหตุว่า สถานการณ์เรื่องน้ําท่วมซึ่งเริ่มกันมาตั้งแต่ ต้นปี ๒๕๕๔ ต่อเนื่องกันมาเป็นรัฐบาลที่ ๒ นั้น ยังไม่มีท่าทีและแนวโน้มที่จะคลายความรุนแรงลง แต่กลับมีท่าทีและแนวโน้มที่จะมีการขยายวงและสร้างความเสียหายสร้างภัยพิบัติ ให้เกิดมากขึ้น แน่นอนครับ ในฐานะที่เป็นพรรคการเมืองซึ่งมาจากการเลือกตั้ง ของพี่น้องประชาชน ในทางหนึ่งพวกเราก็พร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับทุกฝ่ายในการเข้าไปดูแล ให้การช่วยเหลือพี่น้องประชาชนตามแต่กําลังที่พอจะทําได้ ท่านหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ รวมถึงพี่น้องประชาชน เครือข่ายจิตอาสาทั้งหลายลงพื้นที่ อย่างต่อเนื่องเพื่อที่จะช่วยเหลือพี่น้องประชาชน แต่เราเห็นว่าในเมื่อสถานการณ์ มีความรุนแรงมากขึ้นนั้น ก็เป็นความจําเป็นที่สภาผู้แทนราษฎรจะต้องทําหน้าที่ของตัวเอง ในฐานะที่เป็นผู้แทนของปวงชนชาวไทย ในการยื่นญัตติเพื่อขอเปิดสภาสะท้อนปัญหา ข้อเสนอแนะต่าง ๆ สู่รัฐบาล ความจริงแล้ววิปฝ่ายค้านก็มีการแถลงกันไปก่อนหน้านี้ เมื่อวานครับ ว่าเราก็ขอเรียกร้องให้ทางฝ่ายผู้บริหารประเทศ จะเป็นท่านนายกรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรีที่เป็นประธานคณะกรรมการดูแลเรื่องของน้ําท่วม รวมถึง คณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องได้มาฟังการอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎร ผมเข้าใจ ท่านนายกรัฐมนตรีอาจจะมีภารกิจต้องไปต่างประเทศ เพียงแต่ไม่ทราบเท่านั้นเองว่า การนัดหมายครั้งนี้เป็นเพราะทางฝ่ายต่างประเทศจํากัดเวลาว่าจะต้องเป็นวันพุธเท่านั้น หรือเป็นฝ่ายเราร้องขอไป เพราะว่าความจริงในสภาเราก็ทราบกันว่าเราประชุมวันพุธ กับวันพฤหัสบดีในสัปดาห์หนึ่งเพียง ๒ วัน แต่ครั้งนี้ไม่เป็นอะไรครับ แต่ในครั้งถัดไป ผมคิดว่ารัฐบาลควรจะหลีกเลี่ยงการนัดหมายวันพุธกับวันพฤหัสบดี เราต้องให้ความสําคัญ กับสภามารับฟังอย่างเช่นวันนี้ครับ ผมต้องขอชื่นชมท่านรัฐมนตรีทั้ง ๒ ท่านที่นั่งอยู่ในขณะนี้ ทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขซึ่งที่มารับฟังการอภิปรายของเพื่อนสมาชิก ทุกข์ของราษฎรก็คือทุกข์ของแผ่นดินท่านประธานครับ วันนี้ต้องยอมรับครับว่าปัญหา ภัยพิบัติน้ําท่วมไม่ใช่เรื่องน้ําท่วมธรรมดาอย่างที่พวกเราพูดกัน เราพูดเหมือนธรรมดาว่า น้ําท่วม น้ําแล้ง แต่ความจริงถ้าเราดูความรุนแรง ดูความต่อเนื่อง มันไม่ใช่ครับ มันเป็นภัยพิบัติ หลายฝ่ายเรียกเรื่องภัยพิบัติซึ่งบัดนี้เกิดทั่วโลกนะครับว่าเป็นภัย ของความมั่นคงยุคใหม่ที่เป็นภัยพิบัติซึ่งเกิดขึ้นจากภัยธรรมชาติ ประเด็นนี้เป็นเรื่องใหญ่ ที่ในสังคมไทย และดูการทํางานของรัฐบาลนี่ยังไม่มีการนิยามเรื่องของภัยพิบัติครั้งนี้ อยู่ในแนวทางของการนิยามว่า นี่คือภัยพิบัติยุคใหม่ที่เป็นเรื่องของภัยพิบัติซึ่งส่งผลกระทบ ในวงกว้าง น้ําท่วมเที่ยวนี้ครับ ดินถล่มเที่ยวนี้ครับ เป็นครั้งใหญ่ที่สุดของประเทศครั้งหนึ่ง ผมสอบถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ทํางานด้านนี้มานาน ยอมรับครับว่าเที่ยวนี้ในหลายเรื่องนั้น ทุบสถิติประวัติศาสตร์ทุกชนิดที่เราเคยมีมา วันนี้เรามีพายุเข้าประเทศ ๕ ลูกแล้วครับ นับตั้งแต่ไหหม่ามาถึงนกเตน ไปถึงไห่ถาง ไปถึงเนสาด และล่าสุดที่กําลังจะเข้าเย็นวันนี้คือ นาลแก ลําพังเราโดนพายุแค่ลูกเดียว ร่องมรสุมอีกสักครั้งสองครั้งก็แย่แล้วครับใน ๑ ปี สถานการณ์เราแทบจะรับไม่ไหว แต่นี่เราเจอเข้าไปจะลูกที่ ๕ แล้วครับ ผมไปดูสถิติ ตั้งแต่ต้นปีมานะครับ น้ําท่วมใหญ่ภาคใต้เมื่อเดือนเมษายน เกิดดินถล่มเกือบ ๑๐ จังหวัด ทั่วทั้งภาคใต้ แล้วมีโศกนาฏกรรมเกิดขึ้น มีคนเสียหาย มีบ้านเรือนพังเสียหาย ในยุคนั้น ซึ่งเราเป็นรัฐบาลอยู่นี่เราใช้เงินจํานวนมากครับเข้าไปเยียวยา แก้ไข ดูแล ฟื้นฟู ถัดจากนั้นมา ก็มีเรื่องน้ําท่วมโดยตลอด จนกระทั่งมาถึงวันที่ ๒๕ กรกฎาคม ตอนนี้นกเตนเข้าต่อเนื่องจาก ไหหม่า นั่นแหละครับภาวะน้ําท่วมเริ่มตั้งแต่ภาคเหนือลงมาจนกระทั่งถึงภาคกลาง และจะเข้ากรุงเทพฯ ในวันสองวันนี้นะครับ จึงเกิดขึ้นอย่างชนิดไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ภาคอีสาน วันนี้ทุกลุ่มแม่น้ํามีปัญหาหมดครับ ที่ผมหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูดก่อนก็เพราะว่า ถึงเวลา ที่รัฐบาลและผู้เกี่ยวข้องทั้งหลายจะต้องมองเรื่องของปัญหาภัยพิบัติครั้งนี้ว่าเราจะใช้กรอบ ความคิดเดิม ระบบราชการแบบเดิม วิธีคิดแบบเดิมในการแก้ไขปัญหานี้ไม่ได้ จะต้องนิยาม ปัญหาครั้งนี้ว่าเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศจริง ๆ และเป็นภัยพิบัติครั้งใหญ่จริง ๆ อันนี้ ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่มีความสําคัญและรัฐบาลอาจจะต้องรับไปเพื่อปรับแนวทางในการทํางาน หากท่านจะได้รับฟังพี่น้องของผู้แทนราษฎรในสภานี้ได้สะท้อนความคิดความเห็น นับจนถึงเวลานี้ วันที่ ๔ ตุลาคม วันที่ ๕ ตุลาคมนี้ มีคนได้รับความเดือดร้อนตั้งแต่ต้นปีมาจนกระทั่งถึงบัดนี้ เกือบ ๑๐ ล้านคนแล้ว ครอบคลุมในพื้นที่เกือบทั่วทั้งประเทศครับ มีคนเจ็บ มีคนตาย ถึงในเวลานี้ ๒๐๐ กว่าคน ถ้ารวมสถิติต้นปีมากกว่านี้ครับ แล้วที่ตายจะมีสาเหตุการตาย ที่แตกต่างกัน แต่ที่น่าสลดใจก็เป็นสาเหตุที่ป้องกันได้แต่เราไม่ได้ป้องกันในหลายสาเหตุ ด้วยกัน จะเป็นดินถล่มที่เชียงใหม่ก็ตามหรือจะเป็นคนที่เครียดจนกระทั่งถึงผูกคอตายก็ตาม ซึ่งความจริงก็มีภาพแต่เราคงไม่อยากแสดงในที่นี้ เรามีปัญหาเรื่องของสาธารณูปโภคพื้นฐาน เรามีปัญหาเรื่องของเกษตรที่เสียหาย ๗-๘ ล้านไร่อย่างที่เพื่อนสมาชิกได้พูดถึงครับ แต่ที่หนัก ไปกว่านั้นท่านประธานครับ สถานการณ์ยังไม่คลี่คลายนะครับ แนวโน้มจะมีความรุนแรงมากกว่านี้ ผมจึงถือโอกาสนี้เรียนเสนอท่านประธานใน ๗-๘ ประเด็นด้วยกันครับว่า รัฐบาลน่าที่จะ รับไปพิจารณาใน ๘ ประเด็นที่จะอภิปรายและเสนอ ก็คือ

๑. เรื่องบริหารจัดการครับ นับตั้งแต่เกิดภัยพิบัติและรัฐบาลชุดนี้เข้ามา ยังไม่ได้ใช้วิธีการบริหารจัดการในสภาวะวิกฤติอย่างแท้จริง ท่านนายกรัฐมนตรี ลงนามในคําสั่งสํานักนายกรัฐมนตรีไปแต่งตั้งคณะกรรมการ ศอส. อยู่ที่กระทรวงมหาดไทย ความจริงก็ไม่ผิดครับ เพราะที่นั่นมีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย แต่ต้องไม่ลืมครับว่า อํานาจที่แท้จริงในการบริหารราชการแผ่นดินนั้นอยู่ที่ท่านนายกรัฐมนตรีในฐานะ หัวหน้ารัฐบาล และต้องระดมพลังจากทุกภาคส่วน บ่อยครั้งที่ ศอส. ประชุมต้องย้าย ที่ประชุมมาอยู่ที่ทําเนียบ และบ่อยครั้งที่ท่านนายกรัฐมนตรีต้องเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไปชี้แจง ชี้แจงไปชี้แจงมาถึงขั้นที่ท่านนายกรัฐมนตรีโดยโฆษกประจําสํานักนายกรัฐมนตรี เป็นคนแถลงเองครับ ว่าเครียดมากถึงขนาดต้องตบหน้าผาก แล้วก็บอกว่าเวลาใครรายงาน แทบจะไม่อยากฟัง มันไม่ฟังไม่ได้หรอกครับ แต่การตั้งในรูปของศูนย์อํานวยการหรือ จะชื่อคณะกรรมการหรือชื่ออะไรแล้วแต่ที่มีท่านนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้ามีอํานาจเต็ม อยู่ที่ศูนย์กลางอํานาจเป็นเรื่องจําเป็น แต่ต้องระดมพลังจากทุกภาคส่วน ในยุคที่รัฐบาล ชุดที่แล้วเคยทํานั้น กรรมการที่เราทํานั้นคลุมทุกฝ่ายในราชการ แต่จะรวมภาคธุรกิจเอกชน สมาคมธนาคาร หอการค้า สภาอุตสาหกรรม รวมภาคประชาชน เครือข่ายจิตอาสา มาอยู่ในชุดของกรรมการชุดนั้นด้วย รวมถึงในส่วนของท้องถิ่น ซึ่งวันนี้รัฐบาลดูเหมือนจะทิ้ง ความสําคัญของท้องถิ่นและภาคประชาชนไปโดยสิ้นเชิง ภัยพิบัติใหญ่ขนาดนี้มันรับมือ ฝ่ายเดียวโดยราชการมันไม่ไหวหรอกครับ มันต้องระดมกันครับ ผมเข้าใจว่าวันนี้สภาพการณ์ ในเวลานี้ราชการส่วนล่างนี่ตึงมือหมดแล้วครับ ผมได้ยินท่านรัฐมนตรีบางท่านให้สัมภาษณ์ว่า พายุอาจจะมากกว่า ๕ ไปถึง ๘ ลูก ๙ ลูก กุมขมับครับ เพราะสภาพน้ําในเขื่อนไม่เคยเกิดขึ้น มาก่อน มันเต็ม ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เกือบทั้งประเทศครับ สภาพเขื่อนใหญ่ในอีสานนี่นะครับ เกือบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ไปเกือบจะทั้งหมดแล้ว แล้วนาลแกจะเข้าตั้งแต่เย็นนี้ครับ นี่คือปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้น แต่เมื่อไปดูการบริหารจัดการของรัฐบาลเมื่อวานนี้ ครม. ประชุม ก็การตั้งกรรมการ นับตั้งแต่ต้นมานี่เราตั้งกรรมการขึ้นมาหลายชุดเหลือเกินครับ แล้วคนที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์เรื่องน้ําท่วมได้ดีคนหนึ่งเป็นอดีตนายกรัฐมนตรี ประทานโทษเอ่ยนามท่าน ท่าน พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ ส่วนหนึ่งท่านก็พูดถึงเหมือนกันว่า กรรมการหลายชุดไม่มีผลในทางปฏิบัติแม้แต่กระทั่งส่งรัฐมนตรีไปลงพื้นที่ แต่ตัวจริง อยู่ที่นายกรัฐมนตรีซึ่งต้องเข้ามากํากับ สั่งการ ติดตามสถานการณ์ และสามารถ ที่จะตัดสินใจในเชิงวิกฤติได้อย่างฉับพลัน สิ่งนี้คือสิ่งที่ประชาชนทั่วทั้งประเทศอยากจะเห็น

ประการที่ ๒ ท่านประธานครับ นอกเหนือจากเรื่องการบริหารจัดการ ซึ่งไม่ใช่ตั้งคณะกรรมการกันรายสัปดาห์แล้ว แต่ต้องมีกรรมการซึ่งมีอํานาจจริง ๑ ชุดนั้น ก็คือเรื่องของการบริหารจัดการเชิงพื้นที่ครับ วันนี้วิกฤติของการตัดสินใจในเชิงพื้นที่นั้น มันมีอยู่ ๓ ที่ ท่านประธานครับ ๑. คือพื้นที่ภาคกลาง ภาคเหนือตอนล่างที่จะต่อเนื่องถึงภาคกลางครับ เขื่อนภูมิพลซึ่งเป็นเขื่อนใหญ่ที่สุดในประเทศ ความจุสูงสุด ๑๐,๐๐๐ กว่าล้านลูกบาศก์เมตร ต้องปล่อยน้ําเป็นข่าวไปทั่วครับ ช่อง ๓ ไปทําถึงที่เขื่อน เห็นชัด ปกติ ๖๐ ล้านลูกบาศก์เมตร ต้องทําไฟฟ้า แต่เขาปล่อยเพิ่มอีก ๔๐ ล้านลูกบาศก์เมตร เพราะเขื่อนเขาอยู่ในสภาพที่เต็มแล้ว เต็มความจุ มันจะเอาไม่อยู่ถ้าเกิดมีฝนตกขึ้นมาอีก น้ําไปที่ตาก ผมโทรศัพท์ไปสํารวจ เมื่อสักครู่นี้ที่นครสวรรค์ครับ เขื่อนที่นครสวรรค์เหลืออีก ๕๐ เซนติเมตรน้ําจะทะลักเขื่อน เข้าสู่นครสวรรค์ วันนี้ ๑๖ อําเภอในนครสวรรค์ท่วมแล้ว ๑๕ อําเภอ ถ้าไม่เกินอีก ๓ ชั่วโมงนี้ เขื่อนเอาไม่อยู่นี่ นครสวรรค์จมบาดาลทั้งเมือง ที่สําคัญคือฝนตั้งเค้าครับ พรุ่งนี้ฝนจะตก ที่นครสวรรค์ตามรายงานสภาพอากาศ นั่นแปลว่านครสวรรค์ก็จะต่อเนื่องมาถึงภาคกลางครับ ตั้งแต่สิงห์บุรี อ่างทอง ชัยนาท ลพบุรี พระนครศรีอยุธยา มาปทุมธานี นนทบุรี และสุดท้าย ที่กรุงเทพมหานคร การบริหารจัดการเชิงพื้นที่มีความจําเป็นที่รัฐบาลจะต้องชัดเจนว่า จะเข้าไปดูแลภัยพิบัติเฉพาะหน้าอย่างไร นี่เป็นครั้งแรกนะครับ แต่รัฐบาลยังไม่มีแผนชัด เพราะมีการพูดถึงการอพยพประชาชน ไม่เคยมีน้ําท่วมครั้งไหนที่มีการพูดถึงการอพยพ ประชาชนนับเป็นแสนคน ลพบุรีพูดถึง ๗๐,๐๐๐-๘๐,๐๐๐ คนครับ นครสวรรค์วันนี้ ถ้าน้ําเข้าในอีกประมาณไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้านี้ต้องพูดถึงการอพยพคนอีกนับหมื่นคน เราจะทําอย่างไรกับที่อพยพ พื้นที่ปลอดภัยในการอยู่อาศัยชั่วคราว เราเตรียมการไว้ดี มากน้อยแค่ไหน นี่ไม่นับการดูแลเรื่องของสุขภาพอนามัย ความมั่นคงทางอาหาร ความมั่นคงทางพลังงานและสภาพจิตใจของเขา พื้นที่ที่ ๒ ที่เราเป็นห่วงมากท่านประธานครับ คือภาคอีสาน ถ้าสภาพวันนี้ในเขื่อนใหญ่น้ําเต็มเกือบจะทั้ง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ในภาคอีสาน โชคดีที่น้ําในแม่น้ําโขงยังต่ํากว่าตลิ่งอยู่ ๔-๕ เมตรนี่นะครับ คําถามคือนาลแกเข้าตั้งแต่เย็นวันนี้ ขอนแก่น อุบลราชธานีที่จะมีโอกาสท่วมทั้งจังหวัด นอกจากการเตือนภัยท่านเตรียมการอย่างไรในเชิงของการอพยพคน หรือในการอยู่ในพื้นที่ ปลอดภัย นี่คือเรื่องใหญ่ที่รัฐบาลยังไม่ได้สื่อสาร ยังไม่ได้เรียกร้องความร่วมมือจากทุกฝ่าย ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคท้องถิ่น ภาคประชาชน ภาคเครือข่ายจิตอาสาทั้งหลาย เพราะฉะนั้นพี่น้องภาคอีสานจําเป็นจะต้องรับการเตือนอย่างเร่งด่วนในเรื่องนี้ และผมเชื่อว่า มันจะไปไกลกว่า ๒ จังหวัดนั้น จังหวัดชัยภูมิของท่านประธานเป็นอีกจังหวัดหนึ่งที่อยู่ในข่าย อย่าคิดว่านี่เป็นน้ําท่วมธรรมดา ที่ไม่เคยท่วม ๆ มาแล้วครับ ลพบุรีนี่เป็นจังหวัดที่ท่วมหนัก เที่ยวนี้คนละด้านกันเลยกับที่ท่วมปีที่แล้ว ที่ท่วมปีที่แล้วคนละด้านกับปีนี้นะครับ ส.ส. จากพรรคภูมิใจไทย ลพบุรี ท่านเสนอญัตติเอาไว้ แล้วผมคิดว่าท่านจะสะท้อนปัญหา ได้ดีว่าคนแถบนั้นไม่มีประสบการณ์เลยในเรื่องน้ําท่วม แล้วมันวิกฤติอย่างไร นี่คือประเด็นที่ ๒ ที่ผมพูดถึงพื้นที่วิกฤตินะครับ แต่พื้นที่ที่ ๓ ที่จําเป็นที่จะต้องมีการพูดถึงแล้วเสนอแนะ รัฐบาลว่าจะต้องมีมาตรการชัดเจนคือพื้นที่เสี่ยงภัยสูงที่จะเกิดขึ้นใกล้ที่สุดคือ กรุงเทพมหานครและปริมณฑลครับ วันนี้น้ําทั้งหมดที่มาทั้งปิง ทั้งวัง ทั้งยม ทั้งน่าน ลงเจ้าพระยาไปลพบุรีไปป่าสักไปแม่น้ําน้อย สะแกกรัง แนวโน้มก็ต้องลงผ่านทางกรุงเทพฯ และปริมณฑลไปลงแม่น้ํา ไปลงทะเลครับ มีมาตรการอะไรที่ดีกว่าระดมเรือไปติดเครื่อง และดันน้ําไหมครับ ถ้ารัฐบาลคิดได้เพียงแต่ระดมเรือไปทํา ผมคิดว่ามันควรที่จะต้องมี มาตรการที่ดีกว่านั้น ล่าสุดรัฐบาลตัดสินใจว่ามี ๔ มาตรการผลักดันน้ําลงทะเล ๑ ใน ๔ คือระดมเรือไปช่วยกันดันน้ําครับ ผมถามผู้รู้แล้ว ผู้รู้ก็ไม่กล้าพูดครับ เพราะคนเสนอ เป็นรัฐมนตรี ก็ได้แต่บอกว่าไม่เคยทําแต่ก็น่าจะลองดู แต่เครื่องผลักดันน้ําขนาดใหญ่ ของกรมชลประทาน ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ท่านอยู่นี่ท่านคงทราบดีว่า เครื่องผลักดันน้ําท่านเยอะ แต่ขนาดใหญ่เพียงพอที่เจอมวลน้ําขนาดนี้เรามีหรือเปล่า มีวิธีการอื่นไหม ท่านไปพูดถึงเรื่องของการแยกแยะพื้นที่น้ําขัง ซึ่งนั่นก็ถูกครับ แต่เรื่องใหญ่ ก็คือขณะนี้กรุงเทพฯ โชคดีตรงที่น้ําทะเลยังไม่ได้หนุนสูงสุดตั้งแต่ค่อนปลายเดือนนี้ไปถึง วันที่ ๒๗ น้ําหนุนสูงสุดนี่กรุงเทพฯ จะเป็นอย่างไร แล้วอย่าบอกว่ารัฐบาลบอกว่าให้ กทม. จัดการ ลําพัง กทม. จัดการโดยลําพังเอาไม่อยู่หรอกครับ มันเป็นเรื่องที่ต้องทํางานทุกฝ่าย แล้วรัฐบาลนั่นแหละที่ต้องเข้ามาทํางานร่วมมือกับ กทม. แล้วพวกเรายินดีครับ ในการที่จะเสนอ ความคิดความเห็นทั้งหลายที่เป็นประโยชน์ รวมถึงไปช่วยดูแลพี่น้องประชาชน พื้นที่เสี่ยงภัย จะมีอีกคือภาคใต้ ซึ่งน้ํายังไม่ท่วม ดินถล่มเมื่อต้นปีนี่นะครับ ดินยังไม่เซ็ต (Set) ตัวดีนะครับ วันนี้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปสํารวจพื้นที่ เตรียมการในเรื่องการอพยพคน ดูเรื่องสัญญาณเตือนภัยแล้วหรือยัง ผมทราบจากในพื้นที่ ทุกพื้นที่ ผมทํางานหมดไปตรวจสอบแล้วยังไม่มีการไปตรวจสอบเลยครับ ไม่มีแม้กระทั่ง การซักซ้อมแผนเรื่องการอพยพ ถ้าร่องมรสุมเข้าใต้นะครับ เมื่อวานซืนดินถล่มที่ป่าตอง ที่จังหวัดภูเก็ตของท่าน ส.ส. อัญชลี แต่ที่อื่นล่ะครับ นครศรีธรรมราช กระบี่ สุราษฎร์ธานี ถ้าเรายังไม่ได้ไปดูนี่คือความประมาทนะครับ นั่นเป็นพื้นที่เสี่ยงภัยในประการถัดมา ที่ผมพูดถึงครับ

ประการที่ ๓ เรื่องใหญ่ครับ คือการสื่อสารในภาวะวิกฤติ เรื่องนี้รัฐบาล ยังไม่ได้เป็นระบบหรอกครับ ผมไม่ได้บอกว่าใครทําดีกว่า ไม่ดีกว่า แต่ผมเพียงแต่ว่าเราห่วง พี่น้องประชาชน เมื่อวานนี้ครับ เรื่องอยุธยาอพยพไม่อพยพเป็นเรื่องใหญ่มากนะครับ แล้วคนตื่นตระหนกกันทั้งจังหวัด คนที่มีญาติพี่น้องเพื่อนฝูงอยู่อยุธยาตกใจกันหมดครับ เพราะมีข่าวสั้นออกมาบอกว่าผู้ว่าราชการจังหวัดอยุธยาสั่งเตรียมอพยพใน ๓ ชั่วโมง แต่พอสักพักหนึ่งก็มีข่าวออกมาบอกว่าไม่ได้เตรียมการอพยพหรอก เพียงแค่ยกของขึ้นที่สูง เผื่อจะต้องอพยพ ข้อเท็จจริงมันคืออะไรครับ สภาวะนี้คนตื่นตระหนก คนตกใจ คนเครียด ถึงตายได้ครับ การสื่อสารในภาวะวิกฤตินั้นเป็นเรื่องซึ่งในยุคที่เกิดสึนามิเมื่อหลายปีที่ผ่านมา มีแผนอยู่แล้วครับ รัฐบาลควรจะหยิบเรื่องนั้นขึ้นมาทบทวนแล้วทําเรื่องของการสื่อสาร ในภาวะวิกฤติให้เกิดความชัดเจน ท่านโชคดีนะครับ น้ําท่วมเที่ยวนี้ทุกฝ่ายช่วยกันหมด ไม่มีฝ่ายที่ออกมาขัดขวางใด ๆ เลย ทุกฝ่ายอยากเห็นคนที่ได้รับความเดือดร้อนได้รับการช่วยเหลือนะครับ และผมเรียนท่านเลยว่า พวกเราในฝ่ายค้านก็ยินดีที่จะช่วยเหลือพี่น้องประชาชน การสื่อสารในภาวะวิกฤติ ต้องชัดเจน

ประการที่ ๔ ครับ เรื่องใหญ่มากก็คือการเร่งรัดจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยา พี่น้องประชาชน ผมก็ดีใจครับที่รัฐบาลเห็นว่ามาตรการซึ่งรัฐบาลชุดที่แล้วทํามาเป็นเรื่องดี คือเรื่อง ๕,๐๐๐ บาทต่อครัวเรือน เมื่อครู่นี้ ส.ส. รัฐบาลอภิปรายว่าคนเดือดร้อน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ครัวเรือน แต่วันนี้ ครม. อนุมัติไปเพียงแค่ ๒ ครั้ง ครั้งแรก ๑๗๐,๐๐๐ ครัวเรือน จ่ายยังไม่หมด รอบที่ ๒ ท่านอนุมัติโดย มติ ครม. ๒๗ กันยายน ๓๗๐,๐๐๐ ครัวเรือน รวม ๒ ครั้งตกอยู่ที่ประมาณสัก ๕๐๐,๐๐๐ ครัวเรือนครับ แต่ถ้าท่านประเมิน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ครัวเรือน ตัวเลข ๕๐๐,๐๐๐ ครัวเรือนยังไกล ๒,๐๐๐,๐๐๐ ครัวเรือนเยอะครับ ถ้า ๒,๐๐,๐๐๐ ครัวเรือน แปลว่ารัฐบาลต้องเตรียมเงิน ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ ในการชดเชยเยียวยาครัวเรือนละ ๕,๐๐๐ บาท เราเตรียมหรือยัง อย่าบอกนะครับว่ารัฐบาลชุดที่แล้วใช้เงินไปหมดแล้ว รัฐบาลรู้ครับ วันนี้ขึ้นปีงบประมาณใหม่ กฎหมายงบประมาณสามารถใช้ได้ครับ รัฐบาลพูดถึงกู้เงินมาชดเชยเรื่องกองทุนน้ํามัน ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ทั้งที่ไม่มีความจําเป็นต้องลดราคาน้ํามัน แต่เพื่อทําประชานิยม ท่านยอมลดการนําเงินเข้ากองทุนแล้วกู้เงิน ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทชดเชย ไม่คิดกู้เงิน ช่วยชาวบ้านน้ําท่วมหรือครับ ได้ประโยชน์กว่าเยอะครับ นี่ ๑๕,๐๐๐ ล้านบาท ยังไม่นับเงินของหลักเกณฑ์ ปภ. บ้านเสียหาย ๒๐,๐๐๐ บาท กับ ๓๐,๐๐๐ บาท ๒๐,๐๐๐ บาท บางส่วน ๓๐,๐๐๐ บาททั้งหลัง อันนี้ก็ต้องใช้เงินเยอะครับ ผมเร่งรัดว่า การจ่ายเงินชดเชยเยียวยาช่วยเหลือเกษตรกรก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ก็โชคดีตรงที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ท่านเป็นมาตั้งแต่สมัยที่แล้ว และท่านก็รู้ช่องทางดี ก็ปรับว่ารัฐบาลชุดที่แล้วปรับทั้งอัตราการจ่ายชดเชย ปรับทั้งวิธีการจ่ายเงินชดเชย ให้เร็วขึ้น ดีใจที่รัฐบาลบอกว่าจะจ่ายให้เร็วขึ้นครับ แต่วันนี้เรื่องของเกษตรจําเป็น จะต้องชดเชยเยียวยาให้เร็วขึ้น เพราะในน้ําท่วมหนัก ๆ ในหลายจังหวัดมันร่วม ๗๒ วัน เข้าไปแล้วครับ สุโขทัย ๑๐ รอบครับ พิจิตร พิษณุโลก บางระกําโมเดลน้ํายังไม่ลด แถมมีรายการกินค่าหัวคิวอีก อย่าไม่ให้ความสําคัญนะครับ ทุจริตนี่ก็เลวร้ายอยู่แล้ว แต่ทุจริต เรียกค่าหัวคิวคนเดือดร้อนเรื่องน้ําท่วมมันบาปแสนสาหัส ขอโทษนะครับ ผมไม่ได้เห็นว่า รัฐบาลจะเป็นสมาชิกคนใดคนหนึ่งออกมาเอาจริงเอาจังกับเรื่องทุจริตหัวคิวน้ําท่วมมากกว่า เรื่องซีซีทีวีเลย ทั้ง ๆ ซีซีทีวี สตง. ก็รับไปตรวจ ป.ป.ช. ก็รับเรื่องไปสอบ แต่ท่านเอาจริงเอาจัง มากเลย ถึงขั้นยื่นญัตติเข้าสภาจะตั้งคณะกรรมาธิการ ไม่เป็นอะไรครับ ฝ่ายที่ถูกตรวจสอบ เขาก็ยินดี แต่เรื่องทุจริตกินหัวคิวคนเดือดร้อนจากน้ําท่วมอ้ายนี่มันบาปซ้ํากรรมซัดจริง ๆ รัฐบาลต้องเอาจริงเอาจังมากกว่านี้ ผมเรียนท่านประธานครับว่า เรื่องเงินเกษตรชดเชย เรื่องน้ําท่วมก็เป็นเรื่องจําเป็นครับที่จะต้องเข้าไปดูแล แต่ที่สําคัญไปกว่านั้นท่านประธานครับ งบประมาณในการเข้าไปฟื้นฟูนี่สิครับ ผมไปไล่ดูมติคณะรัฐมนตรีที่ท่านอนุมัติเรื่อง เงินช่วยเหลือชดเชยซ่อมแซมน้ําท่วมทั้งหลาย ต้องเรียนท่านประธานครับว่าเศร้าใจมาก เพราะท่านอนุมัติไว้น้อยมากนะครับ มีการอนุมัติงบให้กระทรวงสาธารณสุขไป เท่าที่เห็น ในมติ ครม. นะครับ ๑๒๐ ล้านบาท มีการอนุมัติงบที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ขอชดเชยไป ๑,๓๓๓ ล้านบาท ยอดใหญ่เป็นยอด ๕,๐๐๐ ซึ่งยังได้ ๕๐๐,๐๐๐ ครัวเรือน ใน ๒,๐๐๐,๐๐๐ ครัวเรือนมีอนุมัติงบฉุกเฉินจังหวัดละ ๑๐ ล้านบาทไป ๒๓ จังหวัด ๒๓๐ ล้านบาท มีกระทรวงแรงงานปรับงบปกติมาทํา แต่ที่ต้องขอบคุณก็คือเงิน ซึ่งให้เป็นส่วนต่างครับ อ้ายนี่ชาวนาเรียกร้องเยอะ เพราะรัฐบาลชุดที่แล้วให้ส่วนต่าง ไว้เยอะครับ พอรัฐบาลจะจํานําเขาไม่มีข้าวไปจํานํา ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ก็ถึงขั้น ไปบอกท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ตอนที่ไปงานเมื่อ ๒ สัปดาห์ที่ผ่านมา อันนี้ก็ท่านอนุมัติไป ๖,๕๔๔ ล้านบาท ถือเป็นยอดใหญ่สุด แต่ผมยังไม่เห็นยอดที่จะไปซ่อมแซมฟื้นฟู สาธารณูปโภคครับ ที่สําคัญก็คือยังไม่มีการประเมินตัวเลขความเสียหายที่ชัดเจน ตรงนี้ ท่านเตรียมเรื่องงบประมาณไว้อย่างไร งบปี ๒๕๕๕ ที่มีแนวโน้มจะเข้าสภาเดือนพฤศจิกายน ต้นเดือนที่จะถึงนี้ งบซึ่งเตรียมการ ไว้ซ่อมแซมฟื้นฟู ท่านเตรียมการไว้อย่างไร มีงบกลางซึ่งเตรียมการไว้ในเพื่อการนี้หรือไม่ ได้สอบถามผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการรวบรวมรายงานความเสียหายแล้วหรือไม่ ในส่วนฝ่ายค้าน ทุกพื้นที่ในเวลานี้ครับท่านประธาน เราให้ ส.ส. เรากับผู้สมัครสํารวจความเสียหาย จะเป็น ถนนหนทาง สาธารณูปโภค โรงพยาบาล วัด มัสยิดต่าง ๆ ไว้แล้วและพร้อมที่จะทําเป็น หนังสือยื่นให้กับท่านนายกรัฐมนตรีรับไปพิจารณาดําเนินการ เผื่อว่าจะได้เตรียมการ เรื่องงบนี้เสียตั้งแต่เนิ่น ๆ เพราะที่ท่านอนุมัติงบในการช่วยเหลือนี้มายังน้อยมากครับ นี่เป็นประเด็นที่ ๔ ที่ผมพูดถึงครับ

ประเด็นที่ ๕ ท่านประธานครับ คือการให้ความสําคัญกับภาคท้องถิ่น ภาคประชาชน และการมีส่วนร่วมในการแก้ไขบริหารจัดการเรื่องน้ํา เที่ยวนี้ต้องถือว่า มีความขัดแย้งประชาชนในแต่ละพื้นที่สูงมากครับ หลายที่ยิงขึ้นฟ้า นี่ดีครับยังไม่ถึงขั้น ทําร้าย มีบาดเจ็บมีล้มตาย ถึงขั้นต้องจัดคนไปเฝ้า มีคนเขียนบทความลงในหนังสือพิมพ์ และในบล็อก ในเว็บไซต์ต่าง ๆ บอกว่า การมีหน่วยงานที่ลงไปดูแลในแต่ละพื้นที่ โดยไม่มีการประสานทํางานกัน ทุกคนจะกั้นเฉพาะพื้นที่ตัวเอง ผมไม่ได้พูดถึงบางจังหวัด ที่กั้นตัวเอง อันนั้นก็คงจะต้องไปตอบกันเองนะครับ เป็นเรื่องรัฐบาล แต่ผมจะพูดถึงว่า แต่ละตําบลก็กั้นของตัวเองครับ สภาพนี้พอไม่มีการบริหารจัดการร่วม โอกาสความขัดแย้งก็สูงครับ ตรงนี้รัฐบาลยังไม่แสดงภาวะผู้นําในการลงไปดูแลแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างชัดเจนนักนะครับ อย่าให้ถึงขั้นประชาชนต้องฆ่ากันเองเพราะเรื่องทะเลาะกันเรื่องน้ํา รัฐบาลจะมีแผนตรงนี้ อย่างไรครับ ในการเข้าไปให้การมีส่วนร่วม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นท่านดูแลเขามากน้อย แค่ไหนครับ ที่ผ่านมาเขาช่วยเต็มที่นะครับ ถึงขั้นคณะรัฐมนตรีชุดที่แล้วมีมติ ครม. ให้สามารถ จ่ายขาดเงินของเขาไปช่วยเหลือได้ และเป็นผลจนถึงปัจจุบันครับ แต่เงินที่เขามีเกือบหมดแล้วครับ บางที่หมดไปแล้วครับ จะทําอย่างไร นี่เป็นประเด็นที่ ๕ ครับ

ประเด็นที่ ๖ ก็คือประเด็นเรื่องการประเมินความเสียหาย เที่ยวที่แล้ว สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติประเมินประมาณ ๒๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ เที่ยวนี้ถ้ามันหนักกว่าไม่ต้องมากครับ ๒-๓ เท่า ซึ่งโอกาสเป็นไปได้สูง มันร่วม ๖๐,๐๐๐ ล้านบาทนะครับ ท่านจะใช้งบในการดูแลแก้ไขเยียวยาเท่าไร ที่สําคัญก็คือ พอน้ําลดครับ หรือบางพื้นที่ดีขึ้น การเข้าไปดูแลเรื่องสาธารณูปโภคต้องทําไปควบคู่ กับการดูแลเรื่องอาชีพของพี่น้องประชาชน ซึ่งหลังจากนี้เขาจะทําอาชีพอะไร ทํามาหากินอะไร จะกินอะไรในช่วงสถานการณ์หลังน้ําลดซึ่งรุนแรงอยู่แล้วในขณะนี้ครับ

ประการที่ ๗ ก็คือเรื่องจัดการทุจริตครับ อันนี้รัฐบาลจะทําเฉยปล่อยปละละเลย ไม่ได้ครับ หนังสือพิมพ์เสนอข่าวไม่เว้นแต่ละวัน แต่คนในรัฐบาลซึ่งมาทําเรื่องนี้ชัดเจน ไม่มีนะครับ ปล่อยชาวบ้านเผชิญยถากรรม ทํากันเอง ไปแจ้งความตํารวจเองครับ ต้องลุยน้ํา น้ําท่วม ไปแจ้งความว่าตัวเองถูกโกงนะครับ อันนี้ต้องจัดการ

ประการสุดท้ายท่านประธานครับ ประการที่ ๘ คือเรื่องของการดําเนินการ ในระยะกลางกับระยะยาวครับ ถึงเวลาหรือยังที่ประเทศไทยจะต้องทําเรื่ององค์กรจัดการ ภัยพิบัติขนาดใหญ่ ที่มีเงิน อุปกรณ์และบุคลากรพร้อม รัฐบาลชุดที่แล้วมีมติ ครม. ก่อนที่เราจะพ้นจากวาระมา ให้มีการไปศึกษาเตรียมการจัดตั้งองค์กรป้องกันจัดการภัยพิบัติ ขนาดใหญ่ ถึงเวลาที่รัฐบาลจะต้องหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาทบทวน เรื่องเขื่อน น้อยเขื่อนมาก ในประเทศไทยที่ถูกออกแบบมาให้รับมือกับอุทกภัยครับ มันถึงระบายน้ําได้ช้า ถึงเวลา ที่อาจจะต้องทบทวนเรื่องของการดูแลสภาพของเขื่อน และสุดท้ายก็คงหนีไม่พ้น เรื่องการบริหารจัดการลุ่มน้ํา ซึ่งรัฐบาลก็ทําท่าว่าจะมีรายการดําเนินการบริหารจัดการ แต่อย่าพูดนะครับถ้ายังไม่ได้ทําว่าจะบริหารจัดการบูรณาการ ๒๕ ลุ่มน้ํา แต่น้ําท่วม คนไม่มีข้าวจะกิน ให้สถานการณ์เฉพาะหน้ามันคลายไปเสียก่อนแล้วหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาพูดกัน นี่คือทิศทางที่รัฐบาลควรจะต้องเดินไป

สุดท้ายท่านประธานที่เคารพครับ เรื่องของปัญหาน้ําท่วม เรื่องของภัยพิบัติ ครั้งใหญ่ คงไม่ใช่เรื่องของใครที่จะมาพูดต่อวันว่าเป็นเรื่องต้องบูรณาการ ต้องทําอย่างนั้น อย่างนี้ ผมกําลังกังวลว่าท่วมเยอะ ๆ นี่เดี๋ยวจะมีคนออกมาขายฝันให้เคลิ้มกันอีกว่า จะไปขุดทะเล ถึงตกลงขุดทะเลตอนนี้ก็ขุดไม่ทันนะครับ คนไม่มีจะกิน คนไม่มีที่จะนอน คนไม่มีที่จะอยู่ จัดการปัญหาเฉพาะหน้าสร้างความชัดเจน รับแนวทางทั้งหลายนี้ไป และผมอยากให้ท่านนายกรัฐมนตรีมาพรุ่งนี้ครับ ถ้าท่านบอกว่ามีคนเขียนจดหมายไปส่ง ท่านนายกรัฐมนตรี เราอยากฟังท่านนายกรัฐมนตรียืนในสภานี้ครับ แล้วก็ตอบคําถามทุกข้อ และเปิดโอกาสให้สมาชิกได้ซักถามท่านนายกรัฐมนตรีจนหมดความข้องใจ ถ้าเป็นไปได้พรุ่งนี้ ที่ท่านนายกรัฐมนตรีมา อย่าเฉพาะท่านนายกรัฐมนตรีนะครับ เปิดโอกาสท่านอื่นด้วย ถ่ายทอดสดช่อง ๑๑ ไปเลยครับ แล้วพูดเรื่องน้ําท่วมด้วยกัน อย่าลืมเปิดโอกาส ให้ฝ่ายค้านด้วยนะครับ