เหวง โตจิราการ หารือเรื่องการแก้ปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดภาคใต้ โดยเสนอแนวทางสำคัญ 3 ประการ คือ การเคารพอัตลักษณ์ท้องถิ่น การกระจายอำนาจ และการเคารพหลักการนี้ เพื่อแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ นอกจากนี้ยังเรียกร้องการยกเลิกพระราชบัญญัติฉุกเฉินและกฎอัยการศึก เพื่อปรับปรุงกฎหมายและระเบียบให้สอดคล้องกับสถานการณ์
ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายแพทย์เหวง โตจิราการ ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมต้องขอบพระคุณสมาชิกผู้ทรงเกียรติซึ่งได้นําเสนอ ประเด็นนี้เข้ามาสู่การพิจารณาของสภานะครับ ก็คือญัตติด่วน เรื่อง ขอให้สภาผู้แทนราษฎร พิจารณากรณีระเบิดในพื้นที่เขตเทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก จังหวัดนราธิวาส และสถานการณ์ ความไม่สงบในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้
ท่านประธานครับ คือในญัตติได้ระบุวันที่นะครับคือ ๑๖ กันยายน เพราะฉะนั้น ผมก็ดีใจนะครับ เพราะว่าวันนั้นรัฐบาลยิ่งลักษณ์เพิ่งเข้ามาบริหารราชการแผ่นดินเพียง ประมาณ ๒๐ วัน เพราะฉะนั้นถ้าจะกล่าวอ้างว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี่เป็นผลพวงมาจาก การบริหารราชการแผ่นดินที่ผิดพลาดของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ก็คงจะไม่จริงนะครับ คงจะไม่จริง แต่ผมก็ไม่อยากจะทําให้สภาแห่งนี้นะครับกลายเป็นเวทีแห่งการโต้แย้งที่ไม่สร้างสรรค์ ดังนั้นก่อนอื่นผมกราบเรียนท่านประธานก่อนนะครับ ผมต้องการที่จะให้ญัตตินี้เป็นญัตติ ที่แสดงความคิดที่สร้างสรรค์ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่าน ก็คือทั้งฝ่ายค้านด้วย และทั้งฝ่ายรัฐบาลด้วย เราไม่มีความจําเป็นในการที่จะใช้เวทีรัฐสภาเป็นสถานที่มาโต้แย้ง เอาชนะคะคานกัน แต่เราน่าจะเอาเวทีรัฐสภานี้เป็นเวทีที่มาสร้างสรรค์นะครับ ดังนั้น ต้องกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้นะครับว่า ปัญหาในเรื่อง ๓ จังหวัดภาคใต้นี่นะครับ ไม่ใช่เพิ่งมาเกิดในยุคนี้หรือใน ๑๐ ปีที่ผ่านนี้นะครับ แต่เกิดมาอย่างยาวนานนะครับ ผมเอง ไม่อยากจะรบกวนเวลาของรัฐสภานะครับ และไม่อยากรบกวนเวลาของท่านประธาน ในการที่จะนําประวัติศาสตร์อันยืดยาวมากราบเรียนท่านประธาน แต่ผมอยากจะกราบเรียน ท่านประธานอย่างนี้นะครับว่า ประเทศไทยนี่นะครับมีประสบการณ์อันอุดมสมบูรณ์ ทั้งด้านในส่วนที่ทําให้เกิดปัญหาก็คือประสบการณ์ด้านเลวร้าย แล้วก็ทั้งด้านที่แก้ไขปัญหา คือประสบการณ์ด้านดีงาม ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานโดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือ จํากัดวงในการพิจารณาปัญหา ๓ จังหวัดภาคใต้นะครับ ท่านประธานครับ ผมอยากจะ กราบเรียนผ่านท่านประธานไปยังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่าน รวมถึงพี่น้องประชาชน ชาวไทยทุกท่านด้วยกันนะครับว่าเราควรจะต้องเรียนรู้นะครับว่าปัญหา ๓ จังหวัดภาคใต้นี่ เกิดจากอะไร สําหรับผมแล้วเท่าที่ได้มีโอกาสไปดูประวัติศาสตร์ระยะใกล้นะครับ เพราะอย่างที่ กราบเรียนท่านประธานแล้วนะครับว่าผมไม่ต้องการที่จะไปดูประวัติศาสตร์ที่ยาวไกล จนเกินไปนัก ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้นะครับว่าปัญหาความขัดแย้งหรือ ความรุนแรงใน ๓ จังหวัดภาคใต้นี่นะครับ ในประวัติศาสตร์ระยะใกล้เกิดขึ้นเริ่มต้นในสมัย จอมพล ป. พิบูลสงคราม ครับ ตรงนี้ขออนุญาตกราบเรียนทั้งในรูปธรรมรวมถึงการพูดถึง หลักการด้วย ท่านประธานครับ คือท่าน จอมพล ป. ท่านมีหลักการซึ่งอันตรายต่อประเทศไทย แล้วก็ส่งผลมาจนถึงปัจจุบันก็คือว่า ลัทธิคลั่งชาติใหญ่นะครับ หากใครก็ตามที่มีลัทธิ คลั่งชาติใหญ่นี่ แล้วก็เขาก็จะเอาความเป็นชาติของตัวเองไปครอบงําแล้วกดขี่ข่มเหง ชาติคนอื่น แล้วลัทธิคลั่งชาติใหญ่นี่นะครับในปัจจุบันก็ยังส่งผลสะเทือนนะครับ จนทําให้เกิด สงครามระหว่างประเทศนะครับ ไทย-กัมพูชา ในระยะเวลาที่ผ่านมา อันนี้เป็นผลพวงของ ลัทธิคลั่งชาติในสมัย จอมพล ป. นี่ชัดเจนนะครับว่า ก่อนหน้านี้ถึงจะมีความขัดแย้งแต่เราก็ อยู่กันอย่างมีความสงบสุขนะครับ แต่ทันทีที่ จอมพล ป. นี่ท่านประกาศนโยบายเรื่องรัฐนิยม ซึ่งเป็นกฎหมาย ๑๒ ฉบับ บังคับให้คนปฏิบัติตาม จอมพล ป. สั่งทุกประการก็คือว่า ต้องสวมหมวก ต้องสวมเสื้อแขนสั้น สุภาพสตรีต้องสวมกระโปรง สุภาพบุรุษต้องสวมกางเกง อันนี้นะครับคือส่งผลกระทบไปทั่วทั้งประเทศ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือที่ ๓ จังหวัด ภาคใต้ครับ แล้วพอดีพี่น้องประชาชนนี่เขาก็ไม่เข้าใจว่าทําไมจะต้องทําอย่างนั้นด้วย ตรงนี้ครับเกิดปัญหาก็คือว่าอํานาจรัฐใช้อํานาจบาตรใหญ่ไปกระชากผ้าคลุมศีรษะ ของสุภาพสตรีนะครับ แล้วไปบังคับให้สุภาพสตรีเปลี่ยนเป็นนุ่งซิ่น นุ่งกระโปรง เป็นต้น จากนั้นเป็นต้นมาทําให้ ความไม่พอใจของพี่น้องใน ๓ จังหวัดภาคใต้ที่มีต่อรัฐใหญ่ ก็คือรัฐไทยทั้งองค์รวมรุนแรง ยิ่งขึ้น นี่เป็นตัวอย่างของการใช้ลัทธิคลั่งชาติใหญ่ไปสร้างให้เกิดปัญหาขึ้น แต่ว่าตัวอย่างของ ในการแก้ปัญหานี้ก็คืออาจารย์ปรีดี พนมยงค์ จอมพล ป. พิบูลสงคราม สร้างปัญหาในช่วง ระหว่างปี ๒๔๘๒ จนถึงปี ๒๔๘๕ แต่อาจารย์ปรีดีท่านก็ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี หลังสงครามโลก ครั้งที่ ๒ ท่านได้ประกาศพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยศาสนูปถัมภ์ฝ่าย ศาสนาอิสลาม ๒๔๘๘ ตรงนี้ท่านอาจารย์ปรีดีเคารพอัตลักษณ์ของพี่น้อง ๓ จังหวัดภาคใต้ ท่านก็เลยแต่งตั้งตัวแทนทุกระดับ ตั้งแต่มัสยิดขึ้นมาระดับจังหวัด ระดับประเทศขึ้นมาถึง ระดับจุฬาราชมนตรี ในวันนั้นท่านแช่ม พรหมยงค์ ขออนุญาตเอ่ยนาม ได้รับเลือกให้เป็น ตําแหน่งนี้ นโยบายของรัฐบาลเช่นนี้ดึงเอาบรรดาผู้นําศาสนามามีส่วนร่วม ซึ่งถูกรัฐบาล จอมพล ป. ตัดออกจากความสนใจเมื่อปี ๒๔๘๖ ให้กลับมาช่วยพัฒนาชาติบ้านเมืองอีกครั้งหนึ่ง ดังนั้นความสัมพันธ์อันดีระหว่างรัฐบาลในสมัยนั้นกับบรรดาผู้นําศาสนาอิสลามถึงขั้นที่ รัฐบาลจัดให้มีคณะกรรมการกลางอิสลามประจําจังหวัดเดินทางมายังกรุงเทพฯ และเข้าเฝ้า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล นี่คือตัวอย่างครับท่านประธาน เปรียบเทียบ ให้เห็นชัดเจนระหว่างการสร้างปัญหากับการแก้ไขปัญหา
ผมกราบเรียนท่านประธานอีกประเด็นหนึ่งนะครับ ในระยะใกล้นี้เราก็เคยมี ตัวอย่างในการสร้างปัญหา ขออนุญาตเอ่ยนาม ก็คือจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ซึ่งใคร ๆ ก็เอ่ยว่าเป็นจอมพลทรราชนะครับ สืบเนื่องมาจากจอมพล ถนอม จอมพล ประพาส ก็เป็นตัวอย่างของการสร้างปัญหา ก็คือไปทําลายคนที่มีความคิดเห็นทางการเมืองที่ไม่ตรง กับตัวเอง จนกระทั่งเกิดมีการจับปืนเข้าป่ากันรบราฆ่าฟันเป็นเวลาหลายปี แต่ต่อมารัฐไทย เรียนรู้ครับว่านี่เป็นเพียงการมองพัฒนาการประเทศไทยต่างกัน ความคิดเห็นทางการเมือง ที่ต่างกันก็เลยคลอดนโยบาย ๖๖/๒๓ ออกมาก็คือว่าใช้การเมืองนําการทหาร แต่ว่ากว่าที่ การเมืองนําการทหารจะส่งผลทําให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อยใช้เวลา ๑๐ ปี ดังนั้นผมเหลือ เวลา ๓ นาที ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานนะครับ
ข้อที่ ๑ ก็คือต้องกําจัดลัทธิคลั่งชาติไทยใหญ่นะครับ คือคลั่งชาติไทยที่ใหญ่ แล้วไปครอบงําคนอื่น
ข้อที่ ๒ ต้องกราบเรียนท่านประธานนะครับว่าในวันนี้ทางเลือกสําหรับการ แก้ปัญหาของมนุษย์ มี ๒ ทางเท่านั้นเอง ก็คือว่ารบกันหรือคุยกัน หรือการเมืองนําการทหาร หรือเอาการทหารนําการเมือง เพราะฉะนั้นผมต้องกราบเรียนท่านประธานว่า ข้อที่ ๑ เราต้องกําจัดทัศนคติ อันนี้ต้องกําจัดเลยนะครับ ลัทธิคลั่งชาติต้องกําจัดให้สิ้นไปนะครับ ในวันนี้ลัทธิคลั่งชาติไม่เหมาะกับโลกปัจจุบันนี้แล้วละครับ และข้อที่ ๒ ก็คือว่าในวันนี้ต้อง ยกเลิกความคิดที่จะเอาการทหารนําการเมือง ซึ่งน่าเสียดายนะครับ ในอดีตเร็ว ๆ ที่ผ่านมา มีการใช้การทหารนําการเมือง ฉะนั้นต้องกราบเรียนท่านประธานนะครับรัฐบาลชุดนี้นะครับ ท่านจะใช้การเมืองนําการทหาร ที่จริงผมมีเรื่องที่จะกราบเรียนท่านประธานหลายอย่าง แต่ว่าผมไม่มีเวลา ดังนั้นผมขออนุญาตโยงมาสู่นโยบายรัฐบาลชุดนี้เพื่อกราบเรียนให้ ส.ส. ทุกท่านทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านทราบด้วยนะครับว่า รัฐบาลชุดนี้เข้าใจปัญหาดี ดังนั้นจึง เอาหลักการใหญ่ ๒ ข้อมาบรรจุเป็นนโยบายของรัฐบาล ท่านประธานผมขออนุญาตอ่านให้ ท่านประธานฟังว่า นโยบายของรัฐบาลในเรื่องการแก้ปัญหา ๓ จังหวัดภาคใต้ชัดเจนนะครับ ก็คือไปคลี่คลายหรือไปกําจัดทัศนคติคลั่งชาติใหญ่ แล้วก็ใช้การเมืองนําการทหาร เร่งนําสันติสุขและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนกลับมาสู่พื้นที่ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ควบคู่ไปกับการขจัดความยากจน ยาเสพติด และอิทธิพลอํานาจมืด โดยน้อมนํากระแสพระราชดํารัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา เพราะฉะนั้นหลักปฏิบัติในแนวทางสันติวิธี ขีดเส้นใต้นะท่านประธาน โดยเน้นการส่งเสริม ความร่วมมือในทุกภาคส่วนกับประชาชนในพื้นที่ อํานวยความยุติธรรมอย่างทั่วถึง เพิ่มโอกาสในการศึกษาและคุณภาพชีวิตชัดเจน ครอบคลุมในทุกด้านนะครับ สร้างโอกาส และความเสมอภาค พัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่ ท่านประธานครับ ๑. เคารพอัตลักษณ์ ๒. เคารพขนบธรรมเนียมประเพณีท้องถิ่น ตรงนี้ชัดเจนว่าเราทําลาย ลัทธิคลั่งชาติไทยใหญ่ไป ๓. ส่งเสริมการกระจายอํานาจ การปกครองท้องถิ่นในรูปแบบ ที่สอดคล้องกับลักษณะพื้นที่โดยไม่ขัดกับรัฐธรรมนูญ
อันนี้ชัดเจนนะครับท่านประธานก็คือว่าใช้การเมืองนําการทหาร จะมีการ บูรณาการบริหารจังหวัดบริหารจัดการทุกภาคส่วนให้มีเอกภาพทั้งในระดับนโยบายและ ระดับปฏิบัติ รวมทั้งปรับปรุงพัฒนากฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องทันสมัยกับ สภาพความเป็นจริงของปัญหาที่เกิดขึ้น ตลอดจนเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบ อย่างเป็นธรรม
ทีนี้ผมมีเวลาเหลือนิดหน่อย ผมขออนุญาตกราบเรียนความเห็นส่วนตน ของผมนะครับ คือในวันนี้มีกฎหมายบางฉบับให้อํานาจเจ้าหน้าที่ไว้มาก และเจ้าหน้าที่ดีก็เยอะนะครับ แต่เจ้าหน้าที่ที่ไม่ดีก็มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือ พ.ร.ก. ฉุกเฉินนี่นะครับท่านประธาน เจ้าหน้าที่ที่ไม่ดีสามารถที่จะไปรังแกประชาชนได้โดยการจับ เอาประชาชนมาซ้อมนะครับ และบังคับให้รับสารภาพ ซึ่งเรื่องก็เกิดขึ้นแล้วในกรณีของ เมษายน พฤษภาคมที่ผ่านมา หลายคนไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเผาบ้านเผาเมืองเลย แต่ถูกซ้อม จนรับสารภาพนะครับ และเมื่อถึงชั้นศาล ศาลก็ยกฟ้องเป็นต้น ฉะนั้นเป็นไปได้ไหมครับ ที่พิจารณายกเลิก พ.ร.ก. ฉุกเฉิน และนอกจากนี้ผมก็อยากจะกราบเรียนท่านประธานไปให้ ทางรัฐบาลพิจารณาด้วยนะครับว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือการประกาศกฎอัยการศึกควรจะ เลิกเสีย เพราะว่า พ.ร.ก. หรือว่าอัยการศึก พระราชบัญญัติอัยการศึกนี่นะครับ ให้อํานาจ เจ้าหน้าที่จนเกิดเหตุ ถ้าหากว่าเจ้าหน้าที่เป็นพระอรหันต์หรือเป็นคนดี จิตใจดีงาม อันนี้เขา สามารถที่จะใช้กฎหมายอย่างสร้างสรรค์ได้ ทางตรงกันข้ามหากว่าเขาเป็นคนที่ไม่ดีไม่งาม หรือไม่เข้าใจกฎหมาย หรือใช้อํานาจบาตรใหญ่ ผมว่าจะยิ่งสร้างบาดแผลหรือความ บาดหมางมากยิ่งขึ้น ขอบคุณมากครับท่านประธานครับ สวัสดีครับ