ประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ หารือเรื่องปัญหาของชาติและแผ่นดิน โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมีเหตุผลจากประสบการณ์ส่วนตัว และเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง รวมถึงการให้ความสนใจและแสดงบทบาทต่อสถานการณ์อย่างชัดเจน และยังเรียกร้องให้รัฐบาลสื่อสารกับสาธารณะเพื่อสร้างความเชื่อมั่น
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ กระผม นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ครับ ท่านประธานครับ วันนี้เป็นเรื่องดีครับที่เราพูดคุยกันเรื่องปัญหา ของชาติ ปัญหาของแผ่นดิน วันนี้พวกผมไม่ได้ตั้งใจจะมาเหน็บแนมรัฐบาล ไม่ได้ตั้งใจเลย จะมาด่ารัฐบาล ตั้งแต่วันที่ผมได้ให้เหตุผลสนับสนุนญัตติด่วนเรื่องสุไหงโก-ลก เรื่องนี้ผมก็บอกแล้วครับว่าผมต้องการจะแนะนํารัฐบาลว่าทําอย่างไร เฉพาะกรณีของ เรื่องระเบิดที่เขตเทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก
เหตุผลที่พูดเรื่องนี้ขึ้นมา แล้วก็เพื่อสนับสนุนให้ท่านประธานเห็นว่าพวกผมตั้งใจ จริงที่จะแก้ไขปัญหา ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ เหตุผลที่ต้องการแก้ให้ได้ไม่ว่าใครเป็นรัฐบาลครับ เพราะว่าพวกผมก็มีชีวิตอยู่ใน ๓ จังหวัดเหมือนกัน ในสภาผู้แทนราษฎรมี ส.ส. ทั้งหมด ๕๐๐ ชีวิต แต่มีเพียง ๑๑ ชีวิต ที่อยู่ใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ และต้องกลับบ้านทุกอาทิตย์ครับ ต้องไปอยู่กับประชาชนทุกอาทิตย์ ๑๑ ชีวิตของผู้แทนราษฎรใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่มีอาวุธครับ ไม่มีตํารวจติดตามครับ และเมื่อปี ๒๕๔๘ หลังจากเลือกตั้งมาใหม่ ๆ เหตุการณ์ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้เกิดเมื่อปี ๒๕๔๗ แต่หลังจากเลือกตั้งปี ๒๕๔๘ ท่านนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ได้เรียก ส.ส. ซีกฝ่ายค้าน ก็คือซีกของพรรคประชาธิปัตย์ไปพบที่ทําเนียบรัฐบาล พรรคประชาธิปัตย์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ตลอดทั้งมวลหมู่สมาชิกของพรรคประชาธิปัตย์ เห็นพ้องต้องกันให้ท่านรองไตรรงค์ สุวรรณคีรี นําพา ส.ส. ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ของพรรคประชาธิปัตย์ไปที่ทําเนียบรัฐบาล ไปพบท่านทักษิณ ชินวัตร ท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร วันนั้นได้จัดอาหารเลี้ยงต้อนรับอย่างดี และได้พูดคุยถึงการแก้ไขปัญหาสถานการณ์ ใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่พวกผมพูดหมดครับ แนะนําทั้งหมด วันนั้นต้องยอมรับว่าเหตุการณ์ ไม่รุนแรงเหมือนปัจจุบัน แต่พวกผมก็ต้องยอมรับอีกเหมือนกันครับว่าไม่ได้รับการตอบสนองจาก รัฐบาล แต่ไม่เป็นอะไรครับ วันนี้ก็เหมือนกันครับ สถานการณ์ที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่สุไหงโก-ลก พวกผมพรรคประชาธิปัตย์ และสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์พร้อมให้การร่วมมือสนับสนุนกับรัฐบาล ในการแก้ไขปัญหาที่อําเภอสุไหงโก-ลก ที่เทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก ครับ
ท่านประธานครับ เพื่อลําดับเหตุการณ์ให้ท่านประธานเข้าใจง่ายขึ้น เหตุการณ์ ที่สุไหงโก-ลก เป็นคืนวันศุกร์ที่ ๑๖ กันยายน วันศุกร์ปกติทางประเทศมาเลเซียจะเป็นวันหยุดครับ วันศุกร์ชาวเพื่อนบ้านเราคือชาวมาเลเซียจะเดินทางเข้าประเทศไทย อยู่ใกล้ด่านไหน ไปด่านนั้นครับ อยู่ใกล้เมืองไหนไปเมืองนั้นครับ คนที่กลันตัน ที่โกตาบารู ที่ตรังกานู ก็จะมาที่เทศบาลสุไหงโก-ลก คนที่อีกซีกหนึ่งก็จะมาที่เบตง คนอีกซีกหนึ่งก็จะมาที่สะเดา ที่หาดใหญ่ เป็นอย่างนี้ละครับ ชีวิตเขาก็มาที่บ้านเราท่องเที่ยว คืนเหตุการณ์วันศุกร์ที่ ๑๖ ถือเป็น เหตุการณ์สําคัญเหตุการณ์หนึ่ง เพราะเพื่อนบ้านเราเสียชีวิต ๔ ศพ และบาดเจ็บหลายสิบคน เหตุการณ์อันนี้ที่ผมถึงบอกว่าเป็นเหตุการณ์สําคัญ ไม่ใช่เหตุการณ์ปกติที่เกิดรายวัน รายสัปดาห์ หรือรายเดือน เหตุการณ์ที่เกิดรายปกติพวกเราทั้งนั้นละครับ คนที่ทําก็เป็นคนไทยครับ คนที่เสียชีวิตก็เป็นคนไทย พวกเราฆ่ากันเองครับ พวกเราตายกันเองครับ แต่เหตุการณ์ ที่สุไหงโก-ลกเป็นเหตุการณ์ที่เพื่อนบ้านกลุ่มอาเซียนเสียชีวิต ประเทศไทย รัฐสภาไทย ส.ส. ไทย รัฐบาลไทย มีความจําเป็นต้องเอาเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณา เพื่อให้กลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน เพื่อนบ้านเราที่มาท่องเที่ยวในบ้านเราเห็นว่ารัฐบาลไทยให้ความสําคัญ เห็นว่าสภาไทยให้ความสําคัญ เห็นว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของไทยก็ให้ความสําคัญครับ ให้ความสําคัญกับเรื่องของความรุนแรง ให้ความสําคัญกับเพื่อนบ้านที่มาเสียชีวิตในประเทศไทย สิ่งที่ผมจะแนะนํารัฐบาลต่อกรณีเรื่อง สุไหงโก-ลก มีดังนี้ครับ
ประการที่ ๑ ก็คือเรื่องการให้ความสําคัญต่อเหตุความรุนแรง ผมมองว่ารัฐบาล โดยเฉพาะผู้นํา ไม่ได้ตําหนินะครับ แต่ว่าต้องพูดครับ เพราะต้องการเห็นรัฐบาล ให้ความสําคัญกับเหตุความรุนแรงจริง ๆ ครับ ถ้าเราได้ลองไปไล่ดูเราจะเห็นว่าตั้งแต่ เกิดเหตุการณ์แล้ว เอาว่าตั้งแต่วันศุกร์ที่ ๑๖ เกิดเหตุการณ์ วันเสาร์ที่ ๑๗ กันยายน ท่านนายกรัฐมนตรีก็สั่งการให้รอง ผบ.ตร. ลงพื้นที่ รอง ผบ.ตร. ท่านนี้แหละครับ เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาเพิ่งมีมติ ครม. ให้ไปเป็นเลขาธิการ ป.ป.ส. ก็ได้สั่งให้ลงพื้นที่ แล้วก็ท่านนายกรัฐมนตรีก็บอกว่าช่วงบ่ายจะหารือกับ มท. ๑ กับ ผบ.ทบ. อันนี้ผมอ่านตามข่าวนะครับ ผมฟังตามข่าว
ประการที่ ๒ วันอาทิตย์ที่ ๑๘ กันยายน รักษาราชการแทน ผบ.ตร. รองปลัดกระทรวงยุติธรรมก็ลงพื้นที่ ถัดมาวันอังคารที่ ๒๗ กันยายน เมื่อไม่กี่วันนี้ ผบ.ทบ. ก็ลงใต้ถกกับ กอ.รมน. เรื่องปัญหาแทรกซ้อนไฟใต้ วันศุกร์ก่อนหน้าวันอังคารที่ ๒๗ วันศุกร์ ท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้เรียกผู้แทนหน่วยความมั่นคงมาหารือแก้ไขปัญหา แต่เท่าที่เรียน ให้ท่านประธานทราบ ท่านประธานจะเห็นครับว่าไม่มีฝ่ายการเมือง ไม่มีเสนาบดี ไม่มีนายกรัฐมนตรี ไม่มีรองนายกรัฐมนตรี ไม่มีรัฐมนตรี ที่เข้าไปสู่พื้นที่ ไปทําให้ขวัญ ของประชาชน ไปทําให้ขวัญของข้าราชการ ไปทําให้ประเทศเพื่อนบ้านมีความมั่นใจว่าผู้นําสูงสุด ผู้ที่กําหนดนโยบายสูงสุดเข้าไปในพื้นที่ ถ้าภาษาชาวบ้านบ้านผมนี่เขาเรียกว่า ยังไม่เต็มร้อยนะครับ สิ่งนี้ละครับที่อยากจะแนะนํารัฐบาลว่าต้องแสดงบทบาทต่อสถานการณ์ ต้องลงพื้นที่ครับ ดูจริง ไม่จริง เข้าใจ ไม่เข้าใจ ต้องลงไปครับ เพื่อให้ขวัญกําลังใจของพ่อแม่พี่น้องประชาชน ของข้าราชการ ของประเทศเพื่อนบ้านเห็นชัดว่าเราเอาจริงเอาจังกับเรื่องอย่างนี้ครับ
ประการที่ ๓ ท่านประธานครับ ผมเห็นว่าเรื่องการสื่อสารกับสาธารณะเพื่อให้เกิด ความเชื่อมั่นรัฐบาลทําได้ต่ําครับ รัฐบาลทําได้ต่ํา ทําไมถึงทําได้ต่ําครับ
ประการที่ ๔ เมื่อสักครู่หลายท่านก็พูดไปแล้ว ก็คือฝั่งของเจ้าหน้าที่ ก็พูดไปเยอะนะครับ พูดไปพูดมาไม่ได้พูดตรงจุดครับ พูดไปเรื่องยาเสพติด พูดไปเรื่องอื่น ๆ พูดไปเรื่องเชื่อมโยงกับกลุ่มก่อการ คนเขาก็คิดครับว่าขนาดยาเสพติด ขนาดค้าของเถื่อน แล้วยังไม่สามารถจัดการได้ นับประสาอะไรครับจะไปจัดการกับกลุ่มขบวนการที่ก่อความไม่สงบ ท่านประธานครับ เรื่องสุไหงโก-ลก ไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ ครับ เป็นเรื่องที่เขาหวังผล หวังผลที่จะทําลาย ระบบเศรษฐกิจ ถ้าพูดภาษาแถวบ้านผมคนบ้านผมเขาเรียกว่า เจาะไปลงไปตรงไข่แดง ของย่านธุรกิจของสุไหงโก-ลกเลยครับ ย่านธุรกิจของสุไหงโก-ลกถ้าไข่แดงแตกจะเหลือ อะไรครับ ไม่เหลือครับ เพราะฉะนั้นฝ่ายการเมืองจําเป็นครับ ต้องพูดให้ชัดครับ ต้องพูดให้ หนักแน่นครับว่าสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมันเกิดอย่างไรครับ ถ้าเราลองกลับไปดูข้อความที่ เจ้าหน้าที่พูดสักนิดหนึ่งนะครับ เจ้าหน้าที่บอกว่ากลุ่มขบวนการแนวร่วมผู้ก่อเหตุความไม่สงบ ที่มีความสัมพันธ์ในการรับการสนับสนุนเงินทุนจากกลุ่มผู้ค้ายาเสพติดจึงได้ร่วมมือกันก่อเหตุ เพื่อแลกผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน พอมาดู มท. ๑ พูด มท. ๑ ก็บอกว่าไม่เกี่ยวกับยาเสพติดครับ เป็นเรื่องของความยุติธรรม ไปคนละเรื่องแล้วนะครับ มาฟังท่านนายกรัฐมนตรีพูดยิ่งฝ่อครับ ท่านนายกรัฐมนตรีบอกว่า ดิฉันต้องวิเคราะห์ปัญหาก่อนยิ่งหนักครับ ความเชื่อมั่นของพ่อแม่พี่น้องประชาชนอยู่ตรงไหนครับ อยู่ตรงไหนครับที่เขาจะเชื่อว่ารัฐบาลชุดนี้นี่จะเข้ามาแก้ไขสถานการณ์ให้เขาได้ จะมาดูแล เหตุการณ์ที่อําเภอสุไหงโก-ลก ที่ผมเรียกว่าไข่แดงแตกนี่ ทําอย่างไรไม่ให้เกิดขึ้นอีกครับ ท่านประธานครับ ชาวบ้านพูดว่าไปคนละทิศละทาง ชาวบ้านพูดบอกว่านายกรัฐมนตรีนี่พูดเหมือน ไม่รู้ปัญหา นายกรัฐมนตรีต้องปรับคําพูดครับ ปรับคําพูดออกมาครับให้หนักแน่นกว่านี้ครับ ปรับคําพูดให้พูดแล้วชาวบ้านรู้สึกว่านายกรัฐมนตรีรู้ปัญหาจริงครับ ชาวบ้านบอกว่าอย่างนี้เมื่อไร บ้านเมืองจะสงบได้ครับ ยากครับ
ส่วนของภาคเอกชนครับท่านประธานครับ ประธานชมรมโรงแรมสุไหงโก-ลกนี่เขา บอกว่าเหตุการณ์วันที่ ๑๖ กันยายน ๒๕๕๔ ร้ายแรงที่สุดนับตั้งแต่เกิดปัญหาไฟใต้ เมื่อปี ๒๕๔๗ ท่านประธานก็ต้องเชื่อเหมือนกัน ผมก็ต้องเชื่อครับเพราะระบบเศรษฐกิจ เมื่อสักครู่ที่ผมกราบเรียนท่านประธานว่ามันทําลายป่นปี้ครับ จังหวัดนราธิวาส ผมคิดว่า ระบบเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดของจังหวัดนราธิวาสอยู่ที่เทศบาล หรือเราเรียกกันสั้น ๆ นะครับ เรียกกันติดปากภาษาชาวบ้านว่าอยู่ที่อําเภอสุไหงโก-ลกครับ ถ้าอําเภอสุไหงโก-ลกเกิดปัญหา ร้ายแรงขนาดนี้ เป็นธรรมดาครับ ภาคที่ได้รับความเสียหายสูงสุดคือภาคเอกชนที่ลงทุนค้าขาย อยู่ที่นั่นครับ เขาต้องเอาเงินทั้งบ้านครับมาลงทุน มาสร้างโรงแรม มาเปิดร้านค้า เขาต้องเอา ทรัพย์สินทั้งหมดไปจดจํานองกับธนาคาร ไปกู้เงินธนาคารมาเพื่อมาลงทุนทําธุรกิจของเขาครับ เวลาเกิดเหตุการณ์อย่างนี้เจ๊งนี่ใครเจ๊งครับ รัฐบาลไม่เจ๊งครับ ไม่มีงบก็เอางบไปอีกละครับ ไม่เจ๊งครับ ภาคเอกชนประชาชนเป็นฝ่ายที่เจ๊งแน่นอนครับ เพราะไม่แปลกครับที่ประธานชมรม โรงแรมสุไหงโก-ลกต้องพูดอย่างนี้ครับ แต่เราเป็นฝ่ายรับเสียเองครับที่พูดออกมาแล้วไม่แข็งแรง ไม่ได้สร้างความเชื่อมั่น ไม่ได้พูดตรงจุดให้กับเขาว่าจะแก้อย่างไรที่นั่น สิ่งที่เขาต้องการฟังจากเราก็คือ สิ่งที่จะจัดการอย่างไรไม่ให้เหตุการณ์เกิดที่อําเภอสุไหงโก-ลก ซึ่งเป็นย่านการค้าของเขาได้อีกครับ สิ่งที่เขาต้องการอยู่ที่ตรงนี้ละครับ เพราะฉะนั้นนายกรัฐมนตรีต้องออกมาพูดครับ และต้องพูด ให้ตรงกับปัญหา และต้องพูดให้ตรงกับสถานที่เกิดเหตุ เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นกับคนไทย ไม่ใช่เฉพาะสุไหงโก-ลกครับ ถ้าพูดตรงนี้ไม่ตรง เกิดความไม่เชื่อมั่นไปทั้งประเทศไทยครับ
ประการที่ ๓ ท่านประธานครับ นายกรัฐมนตรีไม่ได้ดูสถิติ ผมคิดว่า ท่านนายกรัฐมนตรีนี่คงดูแต่ข่าว ดูแต่รายงาน ท่านนายกรัฐมนตรีนี่ผมคิดว่ามีความจําเป็น ต้องดูสถิติแล้วก็ต้องวิเคราะห์ครับหลังจากดูสถิติว่าพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น อนาคตจะเกิดอะไรขึ้นครับ สถิติเอาเฉพาะปีนี้นะครับ เฉพาะปีนี้ไม่ต้องถอยหลังกลับไปดูยาวครับ เดือนมกราคมเหตุการณ์ เฉลี่ยต่อวันนะครับ มีค่าเฉลี่ย ๑.๖ ต่อครั้งต่อวัน พอมาเดือนกุมภาพันธ์มีค่าเฉลี่ยใกล้เคียงกันละครับ ๑.๗๕ ต่อครั้งต่อวัน รวมนะครับ ๓ จังหวัดบวก ๔ อําเภอ เดือนมีนาคมลดลงมากครับ แต่ผมก็ถือว่าใกล้เคียงเหมือนกัน มีค่าเฉลี่ยที่ ๑.๔๘ ต่อครั้ง ต่อวัน พอมาเดือนเมษายนยิ่งลดครับ ๑.๒๗ ครั้งต่อวันครับ เดือนพฤษภาคมเป็นเดือน ที่นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยุบสภาครับ เหตุการณ์พุ่งขึ้นไปครับ พุ่งขึ้นไปเป็น ๑.๗๗ ครั้งต่อวัน พอมาเดือนมิถุยายนใกล้เคียงครับ ๑.๔๐ ครั้งต่อวัน แต่พอเดือนกรกฎาคม เดือนที่เราเลือกตั้งกันนะครับ เหตุการณ์พุ่งสูงครับ ค่าเฉลี่ยอยู่ที่ ๔.๒๓ ครั้งต่อวัน เพิ่มกี่เท่าครับ พอมาเดือนสิงหาคมเดือนที่นายกรัฐมนตรีที่รัฐบาลแถลงนโยบายต่อสภาค่าเฉลี่ย อยู่ที่ ๒.๒๙ ครั้งต่อวัน ขึ้นสูงครับ เพราะมันไม่แปลกครับ เดือนกันยายนยังไม่สิ้นสุดเลยครับ ค่าเฉลี่ยยังไม่ออกครับ เพราะฉะนั้นถ้าเราได้ดูสถิติและเราได้วิเคราะห์นี่มันไม่แปลก ที่เหตุการณ์มันจะเกิดขึ้น มีแนวโน้มรุนแรงมากยิ่งขึ้นครับ ท่านประธานครับ งานท่านอาจจะมากครับ แต่สิ่งที่สําคัญที่สุดผมคิดว่าท่านนายกรัฐมนตรีสาละวนอยู่กับส่วนกลางมากเกินไป ไม่มีเวลา แล้วก็ไม่ได้ไปดูตัวเลขสถิติ เพราะเหตุการณ์ช่วงที่ผ่านมาเราต้องยอมรับความจริงว่าข่าวโยกย้าย นี่เยอะมาก เยอะจนน่าเป็นห่วงครับ เยอะจนขวัญของแต่ละคนผมคิดว่าเสียหาย ถ้าข่าวเรื่อง การโยกย้ายออกมานะครับ ผมคิดว่า ๗๗ จังหวัด ๗๓ จังหวัด ไม่มีผลครับ ที่ผมรวม ๑ จังหวัดไปด้วย จริง ๆ มัน ๓ จังหวัด บวก ๔ อําเภอ คิดว่า ๔ จังหวัดก็แล้วกัน ข้าราชการใน ๔ จังหวัด มีผลครับ กับด้านขวัญและกําลังใจ เพราะข่าวโยกย้ายอย่างนี้ผมคิดว่าไม่ดีต่อเหตุการณ์ความไม่สงบ ใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ถ้าหากท่านมั่นใจว่าโยกย้ายใครไป ปรับเปลี่ยนใครไปอยู่ใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ แล้วสถานการณ์จะดีขึ้น ส่วนตัวผม ผมคิดว่าห้ามไม่ได้ครับ ส่วนตัวผม ผมคิดว่าทักท้วงไม่ได้ครับ เพราะท่านต้องการโยกย้ายคนไป แล้วต้องการให้สถานการณ์ดีขึ้น แต่ก่อนที่ท่านจะโยกย้ายไป ท่านต้องมั่นใจเสียก่อนนะครับ ไม่ใช่โยกย้ายไปเพื่อเป็นการตอบแทน บุญคุณกัน อันนี้ไม่ได้กระแนะกระแหนนะครับ แต่อยากเห็นบ้านเมืองเป็นไปได้จริง ๆ ท่านต้อง ไม่โยกย้ายไปเพื่อเป็นการล้างแค้นกัน ไม่ใช่คนของใคร ท่านต้องโยกย้ายไปเพราะหวังเป้าหมาย เดียวครับคือไปแล้วท่านต้องมั่นใจว่าสถานการณ์ที่นั่นจะดีขึ้น สถิติที่เมื่อสักครู่ผมอ่านให้ ท่านประธานฟังไม่ใช่ของปลอมครับ ทุกคนต้องเก็บไว้ครับ หลังจากท่านโยกย้ายใครไปแล้ว สถิตินี้ยังเป็นตัวเทียบวัดอยู่ครับ
ท่านประธานครับ ประการสุดท้ายครับ เป็นเรื่องสําคัญครับ ประการที่ ๔ ก็คือใครจะไปต้องศึกษาครับ ผมไม่ต้องการเดี๋ยวจะหาว่าเอามาประณามกัน ท่านต้องไป ศึกษาหนังสือพิมพ์มติชนครับ ฉบับวันพุธที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๕๔ พาดหัวข่าวหน้าแรกครับ และท่านต้องไปอ่านเนื้อข่าวในหน้า ๓ ครับ ผมอ่านเฉพาะพาดหัวข่าวก็พอครับ พาดหัวข่าว หน้าแรกบอกว่า รับผิดกําปั้นเหล็กแก้ใต้ นายกรัฐมนตรีทักษิณขอโทษ ต้องไปดูครับว่า ท่านขอโทษเรื่องอะไร สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ไม่ใช่เรื่องต้องการให้ใครเป็นอะไรครับ ต้องการเห็น ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ยุติปัญหาได้ พ่อแม่พี่น้องประชาชนต้องค้าขายได้เหมือน ๗๓ จังหวัด พ่อแม่พี่น้องประชาชนที่นั่นต้องเดินทางออกจากบ้านยามค่ําคืน ไปทํามาหากินได้ ยามค่ําคืน ยามสว่างได้เหมือนคนปกติใน ๗๓ จังหวัด ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ