สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๒ · ๒๒ กันยายน ๒๕๕๔

อภิชาต ศักดิเศรษฐ์ หารือเรื่องปัญหายาเสพติด โดยเน้นย้ำว่าไม่ควรทำให้คนบริสุทธิ์ตกเป็นเหยื่อ และต้องไปตามเอาตัวผู้ที่มีความผิดลงโทษ อภิชาต ศักดิเศรษฐ์ ยังแสดงความกังวลเกี่ยวกับภาพลักษณ์ของประเทศที่เสียหายจากสงครามปราบปรามยาเสพติดในปี 2546 และไม่เห็นด้วยกับแผนการแก้ไขปัญหายาเสพติดของรัฐบาลที่ขีดเส้นให้กับตัวเองว่าจะแก้ปัญหายาเสพติดภายใน 1 ปี เนื่องจากยาเสพติดมีความสลับซับซ้อนเกี่ยวพันกับสภาพปัญหาของสังคม

นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ นครศรีธรรมราช

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ ผู้แทนราษฎรจากจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ เมื่อวานนี้ท่านผู้เสนอญัตติคือท่านไพจิต ศรีวรขาน กราบขออภัย ที่เอ่ยนาม ท่านได้เสนอญัตติแล้วก็อภิปรายนําว่าต้องการจะฟังความคิดความอ่าน ของเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในสภาแห่งนี้เพื่อไปเป็นพลังของชาติในการต่อสู้ กับยาเสพติด ซึ่งเพื่อนสมาชิกพรรคฝ่ายค้านก็ได้ให้ความร่วมมือในการนําเสนอข้อมูล นําเสนอความคิดเห็น ที่เป็นประโยชน์ต่อการแก้ไขปัญหายาเสพติด แต่เพื่อนสมาชิก จากพรรครัฐบาลบางท่านก็เปรียบเสมือนน้ําที่เต็มแก้วอยู่แล้ว ก็คือแทบจะไม่รับฟัง แล้วก็ยังพยายามที่จะบอกว่าเป็นความล้มเหลวของรัฐบาลชุดที่แล้ว จึงทําให้รัฐบาลนี้ มารับภาระหนัก พูดคล้าย ๆ กับว่ารัฐบาลก่อนภายใต้การนําของท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่ได้ทําอะไรเลยกับปัญหายาเสพติด ซึ่งต้องกราบเรียนกับท่านประธานว่าไม่เป็นความจริง ถ้าไม่ได้ทําอะไรเลย ผมคิดว่าตัวเลขการจับกุมยาเสพติด โดยเฉพาะเพียงค่ายาบ้า ๙๐ กว่าล้านเม็ดในช่วง ๒ ปีกว่า ๆ มันจะเกิดขึ้นได้อย่างไร หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กับยาเสพติดทั้งหลาย นั่งอยู่ได้อย่างไร ถ้าเกิดไม่ได้ทําอะไรเลย แต่ต้องยอมรับครับ ท่านประธานว่าปัญหายาเสพติดเป็นปัญหาใหญ่และมีความสําคัญมาก มีความสลับซับซ้อน ถ้ารัฐบาลไม่ทําอะไรเลย ผมคิดว่าอีเวนท์ (Event) ที่รัฐบาลนี้จัดการเผาทําลายยาเสพติด ที่อยุธยาเมื่อไม่กี่วันก่อนนี้ก็จะเกิดขึ้นไม่ได้ ท่านจะเอายาเสพติดที่ไหนมาเผาล่ะครับ ถ้าไม่ใช่ผลงานของรัฐบาลที่แล้วและเอาจริงเอาจัง ต้องกราบเรียนกับท่านประธานนะครับว่า ทุกภาคส่วนในสังคมนี้ ฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาลก็ให้ความสําคัญกับปัญหายาเสพติด และเห็นด้วยว่านี่คือต้องเป็นวาระแห่งชาติที่ต้องเร่งดําเนินการ ทุกคนก็รู้ดีว่าพิษภัย ของยาเสพติดนั้นมันทําลายลูกหลานเยาวชนและอนาคตของชาติอย่างไร ท่านประธานครับ ที่สําคัญก็คือทุกคนน้อมรับกับพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ที่ทรงชี้ให้เห็นว่าปัญหายาเสพติดนี้รุนแรงมากขึ้นไปทุกตรอกทุกซอย ซึ่งเป็นความจริง ที่เราต้องยอมรับ และเป็นภาระหน้าที่ของพวกเราทุกคนจะต้องร่วมกันเป็นเจ้าภาพ ในการแก้ไขปัญหานี้ ผมไม่ได้โยนปัญหานี้ให้กับรัฐบาลเพียงฝ่ายเดียวในการแก้ไขปัญหา ทุกภาคส่วน ทุกคนในสังคมนี้ต้องเป็นเจ้าภาพร่วมกันในการต่อสู้เอาชนะยาเสพติด จะสําเร็จ หรือล้มเหลวอยู่ที่พวกเราทุกคนนะครับ อย่างไรก็ตามพวกเราต่างมีเจตนาที่ดีนะครับ แต่ว่าอยากจะให้รัฐบาลได้รับฟังและก็มีข้อตกลงร่วมกันบางประการในการทํางานแก้ไข ปัญหายาเสพติดต่อไป นั่นก็คือ

๑. ผมคิดว่าจะต้องไม่ซ้ํารอยกับอดีตที่เคยเกิดปัญหา แล้วก็ก่อให้เกิด ความไม่สบายใจในการใช้กฎหมายที่หย่อนยาน ไม่เคร่งครัดอย่างจริงจัง ก็ทําให้เกิด ความผิดพลาดในการปราบปรามก่อให้เกิดความเสียหาย และมันก็เรียกความเสียหายนั้น กลับคืนมาไม่ได้

๒. คนบริสุทธิ์จะต้องไม่ตกเป็นเหยื่อในการเอาจริงเอาจังของรัฐบาล ในการปราบปรามยาเสพติดครั้งนี้ คนที่จะเป็นเหยื่อได้ก็คือคนผิด คนที่จะเป็นเหยื่อได้ ก็คือคนที่เกี่ยวข้องเกี่ยวพันกับขบวนการค้ายาเสพติด และจะเป็นเหยื่อได้ภายใต้กรอบ ของกฎหมายเท่านั้น นี่เป็นหลักที่ผมคิดว่าเราจะต้องร่วมกัน

ประการสําคัญอีกประการหนึ่งก็คือว่า ท่านจะต้องไม่ปล่อยให้คนที่ทําผิด ต้องลอยนวล ไม่ปล่อยให้คนที่ได้รับผลประโยชน์จากยาเสพติดเสวยสุข ไม่ว่าจะอยู่ ในรูปแบบใดก็ตาม ท่านต้องไปตาม ไปเอาตัวมาลงโทษ และจะต้องไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง กับสังคม

ท่านประธานครับ เมื่อวานนี้ท่าน ร้อยตํารวจเอก เฉลิม อยู่บํารุง รองนายกรัฐมนตรี ได้ประกาศเสียงดังฟังชัดว่า ๑ ปียาเสพติดจะต้องลดน้อยลง หรือถ้าจะพูดให้แบบเป็นการหาเสียงก็คือว่าแทบจะหมดไปเลย ผมก็เห็นด้วยนะครับ ถ้าทําได้หมดภายใน ๑ ปีนี่ก็ยินดีด้วย แล้วก็คิดว่าสังคมจะได้ประโยชน์อย่างมาก แต่ผมคิดว่า ท่านยังไม่ควรจะขีดเส้นให้กับตัวเองเช่นนั้นหรอกครับ ยาเสพติดในโลกนี้มีประเทศไหนบ้าง ที่ปลอด ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ไม่มียาเสพติดยังไม่มีหรอกครับ เพราะความเป็นมาของยาเสพติด มีความสลับซับซ้อนเกี่ยวพันกับสภาพปัญหาของสังคม ท่านบอกว่าต่อไปนี้ฆ่าตัดตอนไม่มี ซึ่งดีครับยินดีด้วย และท่านบอกว่าการทํางานต่อไปนี้จะต้องมีลักษณะบูรณาการ ทุกหน่วยงานต้องทํางานร่วมกัน นี่เป็นสิ่งที่พวกเราทุกคนปรารถนาที่จะเห็น สนับสนุนครับ ท่านบอกว่าท่านมีความรู้มีความเข้าใจดีกว่าหลาย ๆ รัฐบาล ทุกรัฐบาลด้วยซ้ํา ก็ดีแล้วครับ ผมสนับสนุนท่าน ร้อยตํารวจเอก เฉลิมว่าเมื่อมีความเข้าใจปัญหานี้ทะลุปรุโปร่ง แล้วเดินหน้าทําไปเลยท่านบอกว่าท่านจะไม่แก้ปัญหาปลายเหตุ รุกกันตั้งแต่ต้นเหตุ เพื่อล้างปัญหานี้ให้หมดสิ้นไป ก็ดีครับ และท่านก็ยังประกาศเสียงดังฟังชัดอีกนะครับ บอกว่าท่านจะเลียนแบบท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณเลยครับ ผมว่าก็แล้วแต่เถอะครับ ท่านจะเลียนแบบในแบบไหนก็ตามแต่ว่าอย่าเอาความผิดพลาดในอดีตมาเลียนแบบ การไม่เคารพกฎหมาย การส่งสัญญาณผิด ๆ กับเจ้าหน้าที่ในการทํางานปราบปรามจะต้อง ไม่เกิดขึ้น ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นข้อเตือนใจท่านก็ทราบดีนะครับว่าสงครามยาเสพติด ในช่วง ๓ เดือน ในปี ๒๕๔๖ ที่ผ่านมา มันทําให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า ๒,๕๐๐ คน ข้อเท็จจริง รายละเอียดในแต่ละคนแต่ละคดีเป็นอย่างไร กระบวนการยุติธรรมก็สะสางกันไป แต่ภาพลักษณ์ของประเทศจากการที่เราได้เห็นสงครามการปราบปรามยาเสพติด เมื่อปี ๒๕๔๖ มันทําให้ภาพลักษณ์ของประเทศนี่เสียหายยับเยินแล้วเราก็ได้คําตอบว่า การใช้ความรุนแรงในการจัดการกับปัญหายาเสพติดแต่เพียงด้านเดียวนั้น ไม่สามารถแก้ไข ปัญหาได้ หลังปี ๒๕๓๖ ก็คือหลัง ๑ กุมภาพันธ์ ถึง ๓๐ เมษายน ๒๕๔๖ นั้น เราก็คิดว่ายาเสพติดจะหมดไปแล้ว แต่ไม่จริงครับ มีผู้ค้ายาเสพติดหายไปจํานวนมากก็ตาม แต่ปัญหายาเสพติดยังคงอยู่ และปัญหายาเสพติดก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ตามสภาพ ความสลับซับซ้อน ตามสภาพปัญหาของสังคม วันนี้ต้องเรียนกับท่านประธานว่ายาเสพติด แพร่ขยายมากขึ้นด้วยสาเหตุสําคัญก็คือว่า ผู้เสพมีความต้องการมากขึ้น และกลุ่มผู้เสพ ก็ขยายตัวมากขึ้นเรื่อย ๆ ท่านประธานครับ วันนี้แม้เราจะจับยาบ้าได้มากก็ตาม เรากําจัด ยาบ้าได้หมด คนก็วิ่งไปหาพวกยาอี ยาไอซ์ จับพ่อค้ายาอี ยาไอซ์หมด แถวบ้านผมก็ไปต้มน้ํากระท่อมกินกัน สูตรสี่คูณร้อยมันมาจาก ความต้องการของผู้เสพ แล้วก็แสวงหายาเสพติดในรูปแบบใหม่ ๆ เพื่อสนองตอบ ความต้องการตัวเองมากขึ้นเรื่อย ๆ และวิจิตรพิสดารมากขึ้นเรื่อย ๆ ถามว่าถ้าเราไม่ไป แก้ปัญหาที่ต้นเหตุก็คือ ลดความต้องการของผู้เสพ ไปให้น้ําหนักกับตรงนั้นควบคู่กับ การให้น้ําหนักกับการปราบปรามการสนองตอบของผู้ค้านี่ผมคิดว่าก็จะเป็นประโยชน์ และถ้าไม่ทําเช่นนั้นปัญหายาเสพติดก็ไม่มีวันที่จะจบสิ้นไปได้ เรียนท่านประธานว่ารัฐบาล ของท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้เอาจริงเอาจังกับนโยบาย ๕ รั้ว ซึ่งพวกเราทุกคนก็ทราบดี รั้วประเทศ ป้องกันไม่ให้ยาเสพติดเข้ามา รั้วสังคมที่ต้องรณรงค์ให้พี่น้องทุกคนในสังคม เห็นว่ายาเสพติดเป็นอันตรายและต้องร่วมกันเป็นเจ้าภาพในการแก้ไข ใช้สื่อสารมวลชน ใช้ทุกภาคส่วนในการเข้ามารณรงค์ รั้วสังคม รั้วชุมชน รั้วโรงเรียน ซึ่งจะเข้ามามีบทบาท สําคัญในการดูแลลูกหลานของเรา สุดท้ายก็คือรั้วครอบครัวที่พ่อแม่ผู้อยู่ใกล้ชิดกับลูกหลาน ของเราจะต้องร่วมกันเป็นเจ้าภาพที่ใกล้ชิดที่สุดกับลูกหลานในการแก้ไขปัญหายาเสพติด นโยบาย ๕ รั้วเหล่านี้อยากให้รัฐบาลเดินหน้าต่อไปครับ กราบขอบพระคุณครับ