ชลน่าน ศรีแก้ว หารือเรื่องสนับสนุนญัตติเกี่ยวกับที่ดินและป่าไม้ พร้อมเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาที่ดินให้กับเกษตรกรผู้ยากไร้ และเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการที่ดิน และรักษาที่ดินให้อยู่กับประชาชน
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดน่าน ขออนุญาตท่านประธานที่จะได้อภิปรายคือพูดจา สนับสนุนต่อเพื่อนสมาชิกที่ได้เสนอญัตติเรื่องที่ดินที่ทํากิน เรื่องกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับที่ดิน และป่าไม้ทั้ง ๑๐ ญัตติ ที่ท่านประธานได้รับไว้แล้วให้สภาแห่งนี้ช่วยกันพิจารณา
ท่านประธานครับ ต้องกราบขอบพระคุณผ่านท่านประธานไปยังเพื่อนสมาชิก ที่ได้ให้ความสําคัญ ถึงแม้หลายท่านจะมองว่าเรื่องนี้มีทุกครั้งทุกสมัยที่มีการประชุม สภาผู้แทนราษฎร โดยเฉพาะหลังจากมีการเลือกตั้งนะครับ ชุดที่ ๒๓ ก็มีเรื่องนี้ ชุดที่ ๒๔ ก็มีเรื่องนี้นะครับ แม้แต่ชุดที่ ๒๒ ก็มี ท่านประธานครับ การที่มีญัตติอย่างนี้เข้าสู่สภาเป็น ประจําก็เป็นข้อบ่งชี้อย่างหนึ่งว่าเรื่องนี้มันมีความสําคัญต่อพี่น้องประชาชนต่อประเทศชาติ ตราบใดที่สภาพปัญหาและสิ่งที่พี่น้องประชาชนคนส่วนใหญ่ต้องการและผลประโยชน์ ของประเทศชาติที่จะต้องการให้เกิดประโยชน์สูงสุดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะ เรื่องที่ดินและป่าไม้ ได้ถูกแก้ไขให้ได้ดีหรือให้มีความสมดุลที่จะตอบสนองความต้องการ ของผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายแล้ว เรื่องนี้ก็ต้องเป็นเรื่องที่จะต้องพูดกันเพราะเป็นหน้าที่ของ พวกเราครับที่จะต้องมาพูดจากันในสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเห็นด้วยกับญัตติ ที่เพื่อนสมาชิกเสนอมาทั้ง ๑๐ ญัตติ โดยรวมแล้วสาระก็เป็นการแก้ปัญหาที่ดินที่ทํากินให้กับ พี่น้องโดยเฉพาะเกษตรกรผู้ยากไร้นะครับ
เรื่องที่ ๒ ก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับการเร่งรัดออกเอกสารสิทธิหรือสิทธิที่ทํากิน ให้กับพี่น้องครับ
เรื่องที่ ๓ เป็นเรื่องเกี่ยวกับข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
เรื่องที่ ๔ ที่จะมีแปลกเข้ามาในญัตติของท่านนิยม วรปัญญา ก็คือที่ดิน ที่เกี่ยวเนื่องกับเป็นที่วัด ที่ธรณีสงฆ์ ที่ต้องศึกษาหารายละเอียดว่าจะต้องดําเนินการ อย่างไร เรื่องที่เขาถือครองอยู่แล้วที่เขายังไม่ได้รับอนุญาต หรืออนุญาตแล้วไม่ถูกต้อง อย่างไรก็ต้องว่ากัน แล้วก็มีเพื่อนสมาชิกก็เสนอทํานองเดียวกันที่จะยกเลิกเพิกถอนนะครับ พื้นที่ที่เป็นที่สงวนหวงห้ามของรัฐ เช่น ป่าสงวนแห่งชาติที่มีความเสื่อมโทรม เช่น ญัตติของท่านสถาพร มณีรัตน์ นะครับ ที่มากกว่า ๑๐ ปี
ท่านประธานครับ ผมเองก็อยู่ในสภานี้พอสมควร ได้เห็นสิ่งที่สภาแห่งนี้ ช่วยกันพิจารณา ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมาธิการที่ตั้งขึ้นมาชุดที่มีรัฐมนตรีศุภชัย โพธิ์สุ เป็นประธาน ที่ท่านสมาชิกหลาย ๆ ท่านได้กล่าวอ้างไปก็มีผลการศึกษาอยู่ในเอกสารนะครับ ผมเองต้องกราบเรียนท่านประธานนะครับต้องชมกลุ่มงานบริการวิชาการ สํานักงานวิชาการ เมื่อวานได้พูดไป เรื่องนี้ยิ่งหาข้อมูลอย่างละเอียด เป็นประวัติศาสตร์ของการศึกษาเรื่องนี้ มีทุกเรื่องที่คณะกรรมาธิการได้ร่วมกันพิจารณารวมทั้งเป็นข้อเสนอ จนกระทั่งมาถึง ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นไปพิจารณาจัดทํากฎหมายสมัยต้องขออนุญาต เอ่ยนามท่านนะครับ ท่านได้ทําคุณูปการไว้กับประเทศชาติอย่างยิ่งใหญ่ก็คือท่านสุวโรช เป็นประธานยกร่างกฎหมายขึ้นมา แต่กฎหมายฉบับนั้นยกร่างมาสู่สภาเป็นกฎหมายยกเลิก เพิกถอนที่สงวนหวงห้ามของรัฐครับชื่อเป็นอย่างนั้น เป็นร่างพระราชบัญญัติ ต่อมาก็มีการปรับเปลี่ยนปรับปรุงโดยสภาแห่งนี้ ท่านสมาชิกหลายท่านก็ไปเสนอเป็น ร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการที่ดินสงวนหวงห้ามของรัฐ พ.ศ. .... ซึ่งผ่าน การพิจารณาสภาผู้แทนราษฎรไปนะครับ ผ่านวุฒิสภา มีข้อเห็นแย้งระหว่างเรากับวุฒิสภา กลับมาแก้ไขนะครับ เราไม่เห็นชอบกับการแก้ไขของวุฒิสภาตั้งคณะกรรมาธิการร่วม อยู่ในสภาขณะนี้ มีเพื่อนสมาชิกหลายท่านพูดถึงกฎหมายฉบับนี้นะครับ จริง ๆ ผมจะอภิปราย เป็นหัวข้อที่ ๓ แต่ขออนุญาตยกขึ้นมา
ท่านประธานครับ ในฐานะที่เป็นผู้หนึ่งที่ได้ให้การสนับสนุนกฎหมายฉบับนี้ อยู่ในชั้นของสภาผู้แทนราษฎรนะครับ และอภิปรายไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขวุฒิสภา ในประเด็นหลักก็คือ การให้สิทธิการถือครองที่ดินที่สภาผู้แทนราษฎรเรามีเงื่อนไขในตัวบท ให้เป็นกรรมสิทธิ์ ถ้าพิสูจน์ได้ว่าสมควรได้กรรมสิทธิ์ แต่วุฒิสภานี้เขาตัดทิ้งทั้งหมดให้เป็น สิทธิอย่างเดียว ตรงนั้นก็เป็นเหตุหนึ่งนะครับที่ผมได้อภิปรายไว้ สนับสนุนครับกฎหมายฉบับนี้ แต่สิ่งที่ผมต้องกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกที่ได้กล่าวถึงกฎหมาย ฉบับนี้ว่าจะมีอนาคตเป็นอย่างไรนี้ ก็ขึ้นกับคณะรัฐมนตรีจะยืนยันหรือไม่ยืนยันนะครับ แต่ความเห็นเบื้องต้นในฐานะที่ผมเองเป็นส่วนหนึ่งของคณะกรรมการพิจารณากลั่นกรอง รับความเห็นจากทุกฝ่ายหลายฝ่ายนะครับ นําเรียนว่าสาระของกฎหมายฉบับนี้มีดีครับ แต่ดีส่วนหนึ่งเท่านั้นเองในการบริหารจัดการที่ดินของรัฐทั้งหมด หรือที่ดินที่อยู่ในประเทศนี้ ทั้งหมด เราเอามาเพียงแต่เสี้ยวเดียวครับ ถ้าดูนโยบายของรัฐบาลของท่านยิ่งลักษณ์ก็ดี ที่ได้แถลงต่อรัฐสภาแห่งนี้ในข้อ ๕.๔ เมื่อสักครู่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้อ่านไปแล้วครับ ต้องขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ท่าน ส.ส. คุณหมอเหวงได้อ่านไป ๕.๔ พูดถึงเรื่องนี้ รวมความแล้วนี่ถ้าจะใช้กฎหมายฉบับนั้นเพียงฉบับเดียวนะครับแก้ปัญหาให้กับประเทศชาติ บ้านเมืองเรายังไม่ได้ครอบคลุมทุกมิตินะครับ โดยเฉพาะหลังจากที่มีคณะกรรมการปฏิรูป แห่งประเทศไทยนะครับ ที่ถูกตั้งโดยคณะรัฐมนตรีรัฐบาลชุดที่ผ่านมาได้ทําการศึกษาเรื่องนี้ แล้วมีข้อเสนอมาชัดเจน ๕ เรื่อง ๕ มิติ คณะกรรมการชุดนี้ได้มีข้อเสนอรวมทั้งมียุทธศาสตร์ ที่จะแก้ไขปัญหาอย่างชัดเจนนะครับ มีในเอกสาร ผมจะไม่เสียเวลา ผมมีเวลาน้อยเหลืออีก ๔ นาที ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมเห็นด้วยว่าควรตั้งคณะกรรมาธิการไปศึกษา แล้วรับข้อเสนอ เหล่านั้นมา ไม่ว่าจะเป็นของคณะกรรมการปฏิรูปประเทศไทย คณะกรรมการที่เราเรียกว่า เขาใช้ภาษาอังกฤษว่า ทีดีอาร์ไอ (TDRI) ท่านประธานครับ ทีดีอาร์ไอ สถาบันวิจัยเพื่อพัฒนา ประเทศไทย ที่เขามีข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์ในการที่จะแก้ไขปัญหาเรื่องที่ดินที่ทํากิน ทั้ง ๗ ด้าน ตรงนี้ก็น่าจะรับไปเพื่อประกอบกับการเป็นข้อเสนอของคณะกรรมาธิการนะครับ
แล้วที่สําคัญอีกเรื่องครับ ในเอกสารฉบับนี้มีข้อเสนอของภาคประชาชนที่เขา เรียกตัวเองว่า เป็นเครือข่ายปฏิรูปที่ดินแห่งประเทศไทยนะครับ ตัวย่อ คือ คปท. เขาทําหนังสือมานําเสนอท่านนายกรัฐมนตรี นําเสนอคณะกรรมการนโยบายของพรรคเพื่อไทย และรัฐบาลชุดนี้ได้พยายามนําเอาสาระที่เป็นข้อเสนอเหล่านั้นมาบรรจุในนโยบายรัฐบาล เป็น ๕.๔ ท่านประธานครับ ข้อเสนอเหล่านี้ล้วนแต่มีหลักมิติมาก ผมยกตัวอย่างนะครับ ร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการที่ดินที่เป็นที่สงวนหวงห้ามของรัฐ เราให้ไปจําแนกที่ดินนะครับ ที่ดินที่ถูกจําแนกว่าสามารถเอามาทําประโยชน์ให้กับพี่น้องประชาชนได้ก็จัดสรรไปให้เป็น เอกสิทธิ์ หรือกรรมสิทธิ์ หรือเป็นสิทธิก็ได้ ถ้าเป็นร่างของสภาผู้แทนราษฎรเรานะครับ จะเป็นโฉนดก็ได้แล้วแต่ นั่นคือมิติเดียว แต่ว่าข้อเสนอในการที่จะถือครองที่ดินนะครับ หลายฝ่ายเห็นว่าควรจะมีการผสมผสาน ซึ่งกฎหมายฉบับนี้ไม่ได้พูดไว้นะครับ ควรจะมี การผสมผสานอย่างไรท่านประธานครับ จะเป็นของชุมชนไหม ซึ่งรัฐบาลที่ผ่านมาใช้คําว่า โฉนดชุมชน เป็นลักษณะของกรรมสิทธิ์ของชุมชนครับ ซึ่งก็สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล ของท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ที่จะส่งเสริมให้ชุมชนได้มีโอกาสเข้ามามีส่วนร่วม ในการบริหารจัดการที่ดิน จะเป็นของปัจเจกชนหรือไม่นะครับ หรือจะเป็นของรัฐ สิ่งเหล่านี้เอง ต้องมีมิติที่ชัดเจนในข้อกฎหมาย ผมเลยเห็นด้วยอย่างยิ่งว่าคณะกรรมาธิการจะต้องไปดูว่า ข้อกฎหมายที่มีอยู่นะครับ มีหลากหลาย หลายฉบับนี่สมควรจะต้องถูกปรับเปลี่ยนแก้ไข อย่างไร เป็นข้อเสนอที่ดีครับ องค์กรที่จะไปดําเนินการ เช่น จะมีคณะกรรมการนโยบายที่ดิน แห่งชาติหรือไม่ หรือมีองค์กรขึ้นมารองรับ จะมีกองทุนที่ดินหรือไม่ ข้อเสนอเหล่านี้ล้วนแต่ เป็นข้อเสนอใหม่ ๆ มีความจําเป็นที่รัฐบาลเองแม้กระทั่งคณะกรรมาธิการของเราเองต้องรับ ข้อเสนอเหล่านี้ไปรวมนะครับ เพื่อคํานึงประโยชน์สูงสุดในการบริหารจัดการ และข้อเสนอที่ ผมถูกใจที่สุดท่านประธานครับ เมื่อเราให้กรรมสิทธิ์หรือสิทธิไปแล้วไม่ว่าจะเป็นโฉนด ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์นะครับ โดยเฉพาะเป็นกรรมสิทธิ์ เขามีสิทธิที่จะเอาไปจํานองจองจําเอาไป ขายเปลี่ยนมือได้ ทําอย่างไรที่เราจะรักษาที่ดินเหล่านั้นให้อยู่กับพี่น้องประชาชน มีข้อเสนอ ดีครับ ชัดเจนมาก กําหนดเป็นพื้นที่เกษตร กําหนดเป็นพื้นที่อุตสาหกรรมอะไรต่าง ๆ มีอยู่ในนี้ อย่างนี้ละครับ จะเป็นประโยชน์กับสภาแห่งนี้ที่จะมีข้อเสนอไปยังรัฐบาล รัฐบาลเองยังบอกนโยบายว่าจะเร่งรัดในการที่จะปฏิรูปเกี่ยวกับด้านกฎหมายให้ครอบคลุม เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมกราบเรียนท่านประธานวันนี้เป็นความเห็นพ้องต้องกันของท่านสมาชิก ที่อยู่กับพี่น้องประชาชนทําอย่างไรครับว่า เรื่องนี้จะเป็นผลงานของสภาของเราที่จะนําเสนอ ต่อรัฐบาล เพื่อประโยชน์สุขของพี่น้องที่เขามีปัญหาอยู่
ประการสุดท้าย ท่านประธานครับ ผมเองพูดอยู่ตรงนี้ไม่แตกต่างจาก เพื่อนสมาชิกครับ จังหวัดน่านบ้านผม แม้กระทั่งหมู่บ้านที่ผมเกิดครับเป็น ๑๐๐ ปี ยังไม่มีโฉนดหรอกครับ ยังไม่มีกรรมสิทธิ์หรอกครับ ยังเป็นพื้นที่ป่าอยู่ ออกโฉนดไม่ได้ เพราะเป็นเขตปฏิรูปที่ประกาศครอบคลุมไปทั้งอําเภอ จังหวัดไหนที่ปฏิรูปที่ดินประกาศ ทั้งอําเภอการออกโฉนดยากครับ และที่สําคัญสุดท้ายท่านประธานครับ ท้ายสุดเลย สิ่งที่ทําดี ๆ ไว้ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลชุดไหนนะครับ ผมยกตัวอย่าง แผนงานการปรับปรุงแนวเขต หรือว่า รีเชพ (Reshape) ขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษ แผนที่ ๑ : ๔,๐๐๐ ควรจะกลับมาครับ ไม่ใช่ว่าพอมาถึงยุคหนึ่งก็ยกเลิกไปเอาทิ้งไปไม่เกิดประโยชน์ นํากลับมาใช้เป็นเครื่องมือ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศชาติบ้านเมือง สนับสนุนญัตติทั้ง ๑๐ ครับ และให้ตั้ง คณะกรรมาธิการ แล้วขอให้คณะกรรมาธิการได้เร่งรัดครับเพื่อจะทําผลการสรุปรายงานนั้น ให้เป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชน ไม่ควรศึกษาเป็นปีครับ น่าจะมีระยะเวลา เช่น สัก ๖๐ วันเพื่อนําเสนอให้เป็นประโยชน์ครับ กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ