นคร มาฉิม

สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๑๐ · ๑๕ กันยายน ๒๕๕๔

นคร มาฉิม หารือปัญหาความขาดเอกภาพในการบริหารจัดการที่ดินของประเทศเนื่องจากหน่วยงานต่างๆ ใช้กฎหมายคนละฉบับ และเสนอให้สภาพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติการบริหารจัดการทรัพยากรที่ดินที่รัฐไม่ได้ใช้ประโยชน์ เพื่อแก้ไขปัญหาสิทธิในที่ดินของราษฎรที่ถูกเพิกถอนเขตป่าทับซ้อน โดยเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งผลักดันกฎหมายดังกล่าวและเสนอกฎหมายเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ เช่น ภาษีมรดก และภาษีที่ดิน

นายนคร มาฉิม พิษณุโลก

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายนคร มาฉิม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์ พร้อมกับเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร คือท่านดอกเตอร์ศุภชัย ศรีหล้า ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ ท่านสมบัติ ยะสินธุ์ ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ ท่านอภิวัฒน์ เงินหมื่น ท่านวุฒิพงษ์ นามบุตร และท่านสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ได้ร่วมกันเสนอญัตติเพื่อขอให้ สภาผู้แทนราษฎรได้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาแก้ไขปัญหาที่ดินทํากิน การเร่งรัด ออกเอกสารสิทธิที่ดิน กฎหมายเกี่ยวกับที่ดินและป่าไม้

ท่านประธานที่เคารพครับ ด้วยในปัจจุบันประชาชนในทุกภูมิภาค ของประเทศประสบกับปัญหาความเดือดร้อนเกี่ยวกับที่ดินเป็นจํานวนมาก เช่น การกระจายการถือครองที่ดินมีความเหลื่อมล้ําไม่เป็นธรรมและไปกระจุกตัวอยู่กับ คนไม่กี่กลุ่ม ปัญหาทับซ้อนระหว่างที่ดินของรัฐกับที่ดินของประชาชนที่ทํากินโดยสุจริต และต่อเนื่องกันมาหลายชั่วคน ก่อให้เกิดปัญหาระหว่างประชาชนกับหน่วยงานของรัฐ ทําให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชนผู้ทํากินโดยสุจริตเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งปัญหาทั้งหมดเกิดจาก การบริหารจัดการทรัพยากรที่ดินของประเทศ และทรัพยากรป่าไม้ของประเทศที่ขาดระบบ ขาดเอกภาพ ไม่มียุทธศาสตร์ในการบริหารจัดการที่ชัดเจน ทั้งในที่ดินที่เป็นของรัฐเอง และที่ดินในภาคส่วนของประชาชนเอง เพื่อหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว และใช้ที่ดิน ของประเทศที่มีอยู่อย่างจํากัดให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ลดความเหลื่อมล้ํา กระจาย การถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรมและแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนอย่างยั่งยืน ซึ่งกรณี ดังกล่าวเป็นเรื่องที่สําคัญเกี่ยวกับประโยชน์ของแผ่นดินและประชาชน กระผมพร้อมกับคณะ จึงได้ร่วมกันเสนอญัตติต่อสภาผู้แทนราษฎรเพื่อขอความเห็นชอบต่อสภาในการตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมา เพื่อพิจารณาแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนและปัญหาดังกล่าว เกี่ยวกับที่ดินของพี่น้องคนไทยทั้งประเทศต่อไป

ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขออนุญาตที่จะอภิปรายถึงรายละเอียดเพื่อ สนับสนุนญัตติต่อเนื่องกัน เป็นที่ทราบกันดีครับว่าในปัจจุบันนี้ปัญหาป่าไม้ทั้งป่ารุกคนแล้วก็ คนรุกป่ามีมากและทับซ้อนกันมา สิ่งที่กระทบต่อพี่น้องประชาชนก็คือประชาชนไม่สามารถ ที่จะใช้สิทธิในที่ดินที่ตนเองทํากินมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ทํากินมาต่อเนื่องกันมาหลายสิบปี ให้เป็นหลักทรัพย์ ให้เป็นหลักประกัน ให้เป็นมรดกไปถึงลูกหลานได้ เนื่องจากว่าที่ดิน หลายพื้นที่ หลายจังหวัด หลายภาคทั่วประเทศยังคงมีปัญหาทับซ้อนกันอยู่ระหว่างที่ป่า กับที่ทํากิน ที่อยู่อาศัย ที่ไร่ที่นาของราษฎร เพราะฉะนั้นถึงเวลาแล้วครับที่สภาแห่งนี้ จะแก้ไขปัญหาที่ทับถม แก้ไขปัญหาที่ตัดโอกาสของพี่น้องประชาชนให้หมดไปและให้คนไทย ได้มีโอกาสทํากินในที่ดินของตนเองอย่างภาคภูมิใจในฐานะเจ้าของประเทศ

ประเด็นที่ ๒ ท่านประธานที่เคารพครับ การกระจายสิทธิของที่ดินทํากิน ในปัจจุบันนั้นประเทศของเราจําเป็นที่จะต้องมีการปรับปรุง พัฒนากฎหมายที่บังคับใช้กันมา หลายฉบับเกือบ ๒๐ ฉบับที่เป็นปัญหาและอุปสรรคต่อการพัฒนา ต่อการเข้าไปถือครองที่ดิน ของประชาชน เช่น คนที่ร่ํารวยซึ่งมีไม่กี่ตระกูลครับ มีไม่กี่คน บางตระกูล บางครอบครัว ถือครองที่ดินหลายหมื่นไร่ บางคนก็เอาไปเช่า บางคนก็เอาไปเก็งกําไร ตีราคา ตีทรัพย์สินของที่ดินให้เป็นสินค้าครับที่เอาไว้เก็งกําไร ไม่ได้ก่อให้เกิดหรือใช้ที่ดินในที่ดิน ที่ตนเองครอบครองนั้นให้เกิดประโยชน์สูงสุด ให้เป็นประโยชน์ในด้านเศรษฐกิจต่อประเทศ ต่อจีดีพี (GDP) ของประเทศด้วย ในขณะที่คนรวยถือครองที่ดินกันอย่างมากมาย มหาศาล คนจนอีกหลายล้านครัวเรือนครับไม่มีแม้กระทั่งที่ดินที่ตนเองและครอบครัว จะอยู่อาศัย ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ําทางสังคมอย่างไม่เคยมีมาก่อน เพราะมาตรการ ทางกฎหมายของเราไม่มีมาตรการที่จะจํากัดการถือครองที่ดินของคนที่รวยและรวย เป็นมหาเศรษฐี เพราะฉะนั้นการกระจายถือครองที่ดินในทํานองนี้จะต้องมีการบริหารจัดการ โดยใช้กลไกทางกฎหมายนะครับ ใช้มาตรการทางภาษี ใช้มาตรการทางมรดกและภาษี ก้าวหน้าในเรื่องที่ดิน ท่านประธานที่เคารพครับ และในขณะเดียวกันการบริหารจัดการ ทรัพยากรที่ดินของประเทศของเราก็ขาดเอกภาพ ที่ว่าขาดเอกภาพ ผมยกตัวอย่างครับ ท่านประธานครับ ส.ป.ก. ไปสังกัดอยู่ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมที่ดินไปสังกัดอยู่ที่ กระทรวงมหาดไทย กรมธนารักษ์ไปอยู่ที่กระทรวงการคลัง ที่ทหารหรือที่สาธารณะอื่น ๆ ไปอยู่สารพัดหน่วยงาน ซึ่งแต่ละหน่วยนะครับ โดยเฉพาะที่มีปัญหามากที่สุดก็คือกรมป่าไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ซึ่งกระทบต่อความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน ในชนบทที่อยู่กับป่ามาตั้งหลายชั่วชีวิตนะครับ ก่อให้เกิดปัญหามาก

ท่านประธานที่เคารพครับ แต่ละหน่วยงาน แต่ละกรม แต่ละกระทรวงต่างก็ถือ กฎหมายคนละฉบับ ทําให้ขาดเอกภาพในการกําหนดทิศทางในการบริหารจัดการทรัพยากร ที่ดินของประเทศให้เกิดประโยชน์สูงสุด เป็นธรรมอย่างแท้จริง ประชาชนส่วนใหญ่ของ ประเทศจึงไม่ได้รับโอกาสในทรัพยากรที่ดินของประเทศที่มีอยู่อย่างจํากัด ๓๒๑,๗๐๐,๐๐๐ ไร่ ของประเทศของเรา ท่านประธานที่เคารพครับ เพราะฉะนั้นมาตรการที่สภาผู้แทนราษฎร ข้อเสนอของสภาผู้แทนราษฎรที่ได้ร่วมกันพิจารณาหลายครั้งที่ผ่านมา ที่สภาแห่งนี้ได้มีการ ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาหลายชุด ชุดที่ผมได้มีโอกาสเข้าไปร่วม ชุดแรกก็คือ ชุดที่มี ท่านศุภชัย โพธิ์สุ เป็นประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญ ซึ่งตอนนั้นผมเป็นรองประธาน คณะกรรมาธิการอยู่ด้วย ต่อมาท่านสุวโรช พะลัง เป็นประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญ แล้วก็ผมเป็นรองประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญ คนที่หนึ่ง แล้วก็ได้มีโอกาสจาก คณะกรรมาธิการเป็นประธานคณะอนุกรรมาธิการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับที่ดินและป่าไม้ ท่านประธานที่เคารพครับ มาตรการและข้อศึกษาของคณะกรรมาธิการที่ได้รับมอบหมาย จากสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ ได้ดําเนินการศึกษาอย่างละเอียดถี่ถ้วน ได้มีทิศทางและ แนวทางในการบริหารจัดการเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับพี่น้องประชาชน จนกลั่นกรอง ออกมาเป็นกฎหมายหลายฉบับ เช่น ๑. กฎหมายขอให้ยกเลิกเพิกถอนที่สงวนหวงห้ามที่รัฐ ไม่ได้ใช้ประโยชน์ ซึ่งสภาแห่งนี้ในขณะที่ ฯพณฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรีอยู่ ก็ได้ให้คํารับรองแล้วก็เสนอกฎหมายฉบับนี้เข้ามาสู่สภา ซึ่งต่อมาคณะกรรมการกฤษฎีกาก็ได้ แก้ไขเป็น ร่างพระราชบัญญัติการบริหารจัดการที่ดินสงวนหวงห้ามที่รัฐไม่ได้ใช้ประโยชน์ สภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้แทบจะเป็นเอกฉันท์ครับ ให้ความเห็นชอบผ่านวาระสามออกไปแล้ว และเสนอต่อวุฒิสภา ปรากฏว่าท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ได้ยุบสภาก่อน ในขณะที่สภาได้ตั้ง คณะกรรมาธิการร่วมกับวุฒิสภา แต่มีประเด็นสําคัญที่ไม่สามารถที่จะผ่านกฎหมาย ผ่านรัฐสภาไปได้ ก็เนื่องจากว่าทางวุฒิสภาท่านได้ไปแก้หลักที่เป็นสาระสําคัญก็คือ ไปแก้ เรื่องกรรมสิทธิ์ สภาผู้แทนราษฎรต้องการให้ราษฎรที่ได้ครอบครอง ได้ทํากินเป็นที่ไร่ที่นา ที่อยู่อาศัยมายาวนานแล้ว หลังจากที่เพิกถอนเขตป่าออกไปที่มันทับซ้อนของราษฎรอยู่ ให้กรรมสิทธิ์กับราษฎรก็คือ ให้เป็นโฉนด ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์โดยเด็ดขาด ราษฎรจะได้นําเอาไปใช้ เป็นหลักทรัพย์เป็นหลักประกัน เป็นมรดกไปถึงลูกถึงหลาน ไม่ใช่มีสิทธิแค่เพียง ภบท. มีสิทธิ แค่เพียงที่ดินมือเปล่า แต่ทางวุฒิสภาได้แก้ไขปัญหาสําคัญก็คือ ไม่ให้เป็นกรรมสิทธิ์ แต่ให้แค่เพียง สิทธิครอบครอง ก็ทําให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการร่วมขึ้นมา ท่านประธานที่เคารพครับ เพราะฉะนั้นวันนี้ผมดีใจเหลือเกินที่เพื่อนสมาชิกจากทุกพรรคการเมืองได้ร่วมกันเสนอญัตติ แห่งนี้ขึ้นมา นํามาสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้อีกครั้งหนึ่ง เป็นที่พึ่ง เป็นที่หวังว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาทุกข์ร้อนของพี่น้องคนไทยทั้งประเทศ ที่ประสบปัญหากัน อย่างต่อเนื่องยาวนาน และให้คนไทยทุกคนที่เป็นเจ้าของแผ่นดินนี้ร่วมกัน ได้ยืนอยู่ ในแผ่นดินนี้อย่างภาคภูมิ ลดความเหลื่อมล้ําให้กับทางสังคม เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมอยากจะ ฝากเป็นประเด็นสุดท้ายก็คือ ขอให้รัฐบาลภายใต้การนําของท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ หยิบยกกฎหมายก็คือร่างพระราชบัญญัติการบริหารจัดการทรัพยากรที่ดิน ที่รัฐไม่ได้ ใช้ประโยชน์ขึ้นมาสู่การพิจารณาต่อเนื่องได้หรือไม่ พร้อมกับเสนอกฎหมายเพื่อลด ความเหลื่อมล้ําให้กับสังคม เช่น กฎหมายภาษีมรดก กฎหมายภาษีที่ดินในอัตราก้าวหน้า กฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เพื่อที่จะขับเคลื่อนเดินเข้าไปสู่ความเป็นธรรมในสังคม ได้หรือไม่ ฉะนั้นเบื้องต้นจึงขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานเพียงเท่านี้ กราบขอบพระคุณครับ