เผดิมชัย สะสมทรัพย์ พูดถึงปัญหาค่าจ้างแรงงาน 300 บาท และการลดภาษีนิติบุคคล 30% เป็น 23% เพื่อช่วยเหลือนายจ้างและให้ความยุติธรรมแก่แรงงาน
ขอบคุณ ท่านประธานครับ เพื่อนสมาชิกที่เคารพครับ จากคําถามที่ ๒ เป็นการดีมากเลยนะครับ วันนี้ถ้าประชาชนทางบ้านได้เข้าใจถึงที่ท่านเพื่อนสมาชิกที่เคารพ ประทานโทษที่ต้อง เอ่ยนามนะครับ คือท่านประเสริฐ ผมเองก็เพิ่งได้ยินวันนี้จากท่านเหมือนกันนะครับว่า จะมีการนําร่องในการขึ้นถึง ๗ จังหวัด ความจริงแล้วใกล้เคียงกับความคิด แต่การกระทํา ไม่ใกล้เคียงเลยครับ เพราะผมรู้ครับประเทศไทยนั้นมีอยู่ ๗๗ จังหวัด และผมเป็นคนที่อยู่ใน กรอบของความเป็นกลางว่าทําอะไรต้องอยู่ในกรอบ ยึดในกรอบ มั่นในระบบ วันนี้ถ้าจังหวัดไหน ได้ขึ้นจังหวัดนั้นก็ต้องได้ขึ้นไปหมด เพราะฉะนั้นวันนี้เราต้องยอมรับอันหนึ่งว่าอัตราค่าแรงนั้น ค่าจ้างไม่เรียกว่าค่าแรงครับ อัตราค่าจ้างขั้นต่ําตามคําพูดของคณะกรรมการไตรภาคีจะต้อง เป็นคณะกรรมการ ๓ ฝ่าย ไม่ว่านายจ้าง ลูกจ้าง แล้วก็รัฐบาล ๓ ฝ่ายนี้จะต้องบูรณาการ เป็นอันเดียวกัน เมื่อทําอะไรก็แล้วแต่เราจะต้องหาความเหมาะสม เพราะผมต้องการอย่างหนึ่ง จุดประสงค์ก็คือให้พี่น้องผู้ใช้แรงงานได้รับความยุติธรรม นายจ้างก็ต้องได้รับความยุติธรรม รัฐบาลก็ต้องใช้จ่ายด้วยความยุติธรรม เพื่อให้ ๓ ฝ่ายนั้นจะอยู่ได้ อยู่อย่างไร อันนั้นอย่างที่ เป็นที่ทราบดีนะครับว่าเราเองที่บอกทําทันที คือทําทันทีครับ แล้วเมื่อกี้ตอบปัญหาข้อที่ ๑ คือเราดําเนินการทันที แต่บางครั้งคําว่าทันทีนั้น ท่านก็ต้องเข้าใจในฐานะเป็นนักการเมือง เช่น กรอบปฏิทินเวลาของเรา เช่น เรื่องงบประมาณแผ่นดินซึ่งควรจะเข้าพิจารณาเสร็จ เรียบร้อยไปแล้วในสภาเราก็เกิดความล่าช้า กรอบปฏิทินของเราก็ต้องเริ่มไปพิจารณาเอาเร็วที่สุด อาจจะต้นเดือนพฤศจิกายนเสียด้วยซ้ําไป จะไปสําเร็จเอาก็คือตามที่เรารู้ ตามกฎหมายก็คือ ประมาณ ๑๒๐ วัน ตาม พ.ร.บ. ของงบประมาณแผ่นดิน นั่นคือกรอบเวลา เพราะฉะนั้น กรอบเวลาที่ ๒ เมื่อพรรคของเราประกาศนโยบายว่า ๓๐๐ บาท เราทําทันที แต่เรามี มาตรการที่จะช่วยเหลือนายจ้างก็คือเราจะลดภาษีนิติบุคคลจาก ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เป็น ๒๓ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นกรอบระยะเวลาของการชําระบัญชีหรือการยื่นเสียภาษีนั้น ก็มีกรอบระยะเวลาทั้งสิ้นที่ต้องทําควบคู่กันไป แต่ถามสิว่าวันนี้เราจะทําอย่างไรให้เกิด ความยุติธรรม ให้พี่น้องผู้ใช้แรงงานนั้นมีความยุติธรรม เพราะในอดีตนั้นขึ้นที่หนึ่ง ๒-๓ เปอร์เซ็นต์ ตามคณะกรรมการค่าจ้างในการพิจารณา บางครั้งปีที่แล้วขึ้นเยอะที่สุด ต้องยอมรับพรรคประชาธิปัตย์ท่านดูแลกระทรวงแรงงานอยู่ ท่านขึ้นประมาณ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ อันนั้นประมาณ ๘ บาท ถึง ๑๑ บาท ขึ้นเยอะกว่าในอดีต ถึงแม้จะขึ้น ๘ บาทบางจังหวัด ถามสิว่าพี่น้องเราบางครั้งวันละ ๘ บาท ตรงกับความเป็นจริงไหม ท่านอ่านหนังสือพิมพ์วันหนึ่งฉบับหนึ่ง ๑๐ บาท ท่านได้ขึ้น ๘ บาท ท่านยังไม่เพียงพอที่จะ ซื้อหนังสือพิมพ์อ่านประเทืองความรู้รอบด้าน ๑๐ บาท ยังไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นเราไม่ตรงกับ ความเป็นจริง ตรงนี้เป็นปัญหาว่าเราขึ้นตรงกับความเป็นจริงไหม กับค่าครองชีพหรือไม่ เพราะฉะนั้นวันนี้อันนี้เราต้องให้พี่น้องผู้ใช้แรงงานมีความเป็นอยู่สามารถที่จะว่ามีเงิน เก็บออมได้ไหมเดือนหนึ่ง ๕๐๐-๖๐๐ บาท สภาพสังคม เศรษฐกิจ ต้องดูสังคมด้วยครับ ในการขึ้น เขาเพียงพอไหมให้ครอบครัวอบอุ่น เดือนหนึ่งเจอกันสักครั้งไหม พาลูกคนหนึ่ง ๒ คน ไปดูภาพยนตร์สักรอบหนึ่ง ทานอาหารร่วมกันสักมื้อหนึ่ง ตรงนั้นผมก็คิดว่าไม่ต่ํากว่า ๕๐๐-๖๐๐ บาท ถ้าได้ใช้ชีวิตร่วมกันแค่เดือนละครั้ง ถ้าหารออกมาแล้วก็คือวันหนึ่งอีก ๒๐ บาท หรือ ๓๐ บาท ท่านคิดดูสิครับ ถ้าหากว่าเราไม่ตรงกับความเป็นจริงกับค่าครองชีพ ซึ่งในอดีตนั้นเราขึ้นอย่างไม่ตรงกับความเป็นจริงมาตลอดเวลา วันนี้เพียงแต่จะทําให้ เพื่อนร่วมประเทศผู้ใช้แรงงานซึ่งเป็นจํานวนเยอะมากเกือบถึง ๓๘-๓๙ ล้านคนนั้นให้เขา ๑. ในกระทรวงแรงงานต้องการที่จะมองเห็นผลเลิศว่ายกระดับฐานะการครองชีพ เราจําเป็นต้องทํา ภาษีจําเป็นต้องลด บังเอิญเหลือเกินข้อมูลที่อาจจะไปกระทบอย่างที่ ท่านเพื่อนสมาชิกได้พูดไว้ว่า ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ท่านอยากจะถาม ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ผมจะทํา เช่นเดียวกัน แต่ผมใช้ความพยายาม ผมใช้กรรมที่มีเจตนาที่บริสุทธิ์ว่ามันไม่ใช่เรื่องง่าย ทั้งหมด วันนี้เรามีอนุกรรมการค่าจ้างอยู่ทั่วไปทั้งหมด ๗๗ จังหวัด ที่เขาเรียกว่า ๕ ฝ่าย ๕ เสืออยู่ ผมได้เร่งรีบตั้งแต่เดือนที่แล้วให้ทําข้อมูลว่าพี่น้องร่วมประกอบการนั้น บริษัทไหน ห้างร้านไหน ที่ประสบภาวะที่จําเป็นจะต้องขาดทุน จําเป็นต้องมีปัญหากับการขึ้นค่าแรง ๓๐๐ บาท ให้ทํารายละเอียดมา เพราะเรามีสํานักงานแรงงานจังหวัดทั่วไปทุกประเทศ ประกอบไปด้วยกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กรมการจัดหางาน สํานักงานประกันสังคม กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน แล้วเรายังมี ๕ ฝ่ายที่อยู่ตรงนั้น วันนี้เร่งรีบครับ เร่งรีบ ที่จะทําตรงนั้นเพื่อให้สอดคล้องกับปฏิทินเวลาที่กําลังจะมาถึงในต้นปีหน้าที่พวกเราสามารถ จะให้พี่น้องทั้ง ๗๗ จังหวัดนั้นได้อานิสงส์เหมือนกันหมดทุกจังหวัด ถ้าเราจะขึ้น ๔๐ เปอร์เซ็นต์ ยกตัวอย่าง ค่าแรงตอนนี้ค่าต่ําที่สุดอยู่ที่จังหวัดพะเยา พี่น้องที่พะเยาได้ ๑๕๙ บาท จังหวัดที่สูงสุดนั้นคือภูเก็ตจังหวัดเดียวคือ ๒๒๑ บาท แถวปริมณฑลนั้น ๒๑๕ บาท เรากําลังหาตัวเลขที่ให้ลงตัวที่สุดว่าทําไม บังเอิญเหลือเกินถ้า ๔๐ เปอร์เซ็นต์นั้น ๗ จังหวัดนั้นข้าม ๓๐๐ บาท แต่พี่น้องที่พะเยา ๑๖๐ บาท ตรงนั้น ๔๐ เปอร์เซ็นต์ท่านก็ยกฐานะค่าแรงขึ้นมาเป็น ๒๒๐ บาท ๑ จังหวัด ขึ้นทุกจังหวัดเพื่อเป็นฐานรองรับ รองรับทําไมครับ เพราะรัฐบาลผม ไม่ใช่รัฐบาลผมนะครับ รัฐบาลได้เล็งเห็นอีกว่าในปีต่อไปเราจะลดภาษีอีกครับ จาก ๗ เปอร์เซ็นต์ ให้เป็น ๑๐ เปอร์เซ็นต์ครับ แล้วเราจะดูข้อมูลปัญหาว่าปัญหาอยู่ตรงไหนที่ทําได้ แล้วก็ทําไม่ได้ ควบคู่กันไป ไม่มีอะไรสําเร็จง่ายหรอกครับ ไม่มีอะไรที่ง่ายหรอกครับ อย่างที่ท่านเข้าใจจริง ๆ แต่วันนี้เราต้องเผชิญกับความเป็นจริงครับว่าถ้าเราไม่พอ จะให้พี่น้องอยู่ครองชีพไม่พอ แล้วสภาพเศรษฐกิจสังคมหรือครับ บางทีพี่น้องเรา ถ้าอ่านหนังสือพิมพ์ก็จะเห็นว่าคุณแม่ ต้องหนีเข้าไปขโมยของในซุปเปอร์มาร์เก็ต (Supermarket) เพื่อขโมยนมมาให้ลูก ก็เพราะว่าอยู่กับบ้านไม่มีงาน รับงานมาทําได้ถึง ๓,๐๐๐-๔,๐๐๐ บาทต่อเดือน ท่านอยาก เห็นสภาพเป็นอย่างนั้นหรือครับ ท่านไม่อยากเห็นครอบครัวพวกเราพอที่จะยิ้มออกหรือครับ ประเด็นสําคัญที่สุดครับ ผมต้องการยก ไม่อยากให้ประเทศไทยมีค่าแรงที่ถูก เพราะว่า เราต้องเตรียมพร้อมกับเออีซี (AEC) ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอีก ๒-๓ ปี ปี พ.ศ. ๒๕๕๘ นั่นก็คืออาเซียน อีโคโนมิค คอมมิวนิตี้ (ASEAN Economic Community) จะต้องเกิดขึ้น ฉะนั้นภาคแรงงานจะต้องถูกยกระดับ ต้องเริ่มเตรียมพร้อมตั้งแต่วันนี้ ฉะนั้นปัญหาที่ผมจะ ตอบปัญหาข้อที่ ๒ ก็คือ ๔๐ เปอร์เซ็นต์นั้นไม่ได้ขึ้น ๗ จังหวัดครับ บังเอิญ ๗ จังหวัดนั้น ขึ้นพ้นเพดาน แล้วที่เหลืออีก ๗๐ จังหวัดนั้นรอการปรับขึ้นอีกครั้งหนึ่งครับ โดยเวลาที่ กระชับไม่นานเกินไปจนถึง ๓ ปี ๔ ปีครับ ขอบคุณครับ