สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๙ · ๑๙ มกราคม ๒๕๕๕

พิษณุ หัตถสงเคราะห์ เสนอพระราชบัญญัติวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ เพื่อส่งเสริมอาชีพนักสังคมสงเคราะห์ให้มีมาตรฐาน พร้อมชี้ให้เห็นว่าจำเป็นต้องเพิ่มค่าตอบแทนให้นักสังคมสงเคราะห์ เนื่องจากรายได้น้อย ค่าธรรมเนียมวิชาชีพต่ำ และไม่เท่ากับประเทศต่างประเทศ

นายพิษณุ หัตถสงเคราะห์ หนองบัวลำภู

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม พิษณุ หัตถสงเคราะห์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดหนองบัวลำภู พรรคเพื่อไทย ว่าด้วยเรื่องของร่างพระราชบัญญัติวิชาชีพสังคม สงเคราะห์ พ.ศ. .... ฉบับนี้ อันดับแรกผมต้องนำเรียนท่านประธานว่าผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง และต้องขอขอบพระคุณรัฐบาลทุกรัฐบาลที่ให้การสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ เนื่องจากว่างานของนักสังคมสงเคราะห์หรือที่ภาษาต่างประเทศเขาจะเรียกว่าโซเชียล เวิร์คเกอร์ (Social worker )นั้นเป็นงานที่สำคัญแล้วก็กำลังเป็นที่น่าสนใจของน้อง ๆ เยาวชนหลายคน ที่กำลังคิดว่าจะประกอบอาชีพอะไรดีนะครับ ๑ ในอาชีพที่น่าส่งเสริมที่สุดก็คืออาชีพ นักสังคมสงเคราะห์ ถามว่าทำไมต้องส่งเสริมอาชีพนักสังคมสงเคราะห์ก็เนื่องจากว่า บุคลิกลักษณะของคนไทยแล้วก็ด้วยสังคมของไทยเองก็ตามแต่ เราเป็นนักสังคมสงเคราะห์ ตั้งแต่เรากำเนิดแล้วครับ ท่านประธานครับ เพราะเราชอบช่วยเหลือคนอื่น เป็นนิสัยสำคัญ ของประเทศไทย และผมคิดว่าถ้าหากว่าเรามีการกำหนดมาตรฐานของนักสังคมสงเคราะห์ ให้ได้มาตรฐาน ไม่ว่าจะเป็นระดับประเทศหรือระดับเวิร์ล คลาส (World class) อาชีพ นักสังคมสงเคราะห์ของคนไทยโดยคนไทยก็จะสามารถที่จะนำรายได้มาอีกถ้าหากว่าส่งออก นักสังคมสงเคราะห์ไปทั่วโลกนะครับ หลักสำคัญของนักสังคมสงเคราะห์ก็คือการช่วย ผู้เดือดร้อนให้สามารถช่วยตัวเองได้ ซึ่งภาษาอังกฤษก็ใช้คำง่าย ๆ ก็คือเฮลป์ เด็ม ทู เฮลป์ เด็มเซลซ์ (Help them to help themselves) การช่วยเขาให้ช่วยตัวเองได้เป็นการช่วย ที่สุดท้ายจริง ๆ ของนักสังคมสงเคราะห์ที่ต้องการเห็น หลังจากที่เข้าไปช่วยเคส (Case) ต่าง ๆ ถามว่าทำไมต้องมีนักสังคมสงเคราะห์ ผมตอบท่านประธานได้ว่าปัจจุบันปัญหาสังคม มีมากมาย และที่สำคัญปัญหาสังคมที่เกิดขึ้นกับเด็ก เยาวชนและผู้ด้อยโอกาสก็เพิ่มทวีขึ้น ซึ่งท่านประธานจะสังเกตได้จากมีร่างพระราชบัญญัติ มีกฎหมายหลายฉบับซึ่งได้ออกบังคับใช้แล้ว จะมีคำว่า นักสังคมสงเคราะห์ พนักงานสังคมสงเคราะห์ ผู้ทรงคุณวุฒิหรือผู้เชี่ยวชาญ ด้านสังคมสงเคราะห์ อยู่ในกฎหมายฉบับนั้น ๆ ผมยกตัวอย่างเช่น กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองเด็ก กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว กฎหมายว่าด้วยการ คุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดและมีอีกหลายกฎหมาย ที่ต้องเกี่ยวข้องกับนักสังคมสงเคราะห์ ซึ่งท่านประธานครับ ถ้าหากว่านักสังคมสงเคราะห์ ที่เข้าไปอยู่ในเคสหรือเข้าไปดูแลคดีที่เกิดขึ้นกับเด็ก กับเยาวชนผู้ด้อยโอกาส กลายเป็น นักสังคมสงเคราะห์ที่ไม่มีความรู้ความสามารถที่แท้จริง สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือว่าการช่วยเหลือ ผู้ด้อยโอกาสหรือว่าผู้ประสบเหตุหรือว่าผู้ที่เกิดคดีขึ้น ผมยกตัวอย่างเช่นในกรณีที่มีคดีเกิดขึ้นกับ เด็กก็จะต้องมีนักสังคมสงเคราะห์เข้าไป ซึ่งจะเข้าใจและเชี่ยวชาญ สามารถที่จะพูดคุยกับ เด็กเหล่านั้นได้ เด็กบางคนกระทำความผิดโดยไม่ได้เจตนาหรือหลงผิดไปเนื่องจากว่ามีสื่ออื่น ๆ หรือสิ่งเร้า แต่ถ้าหากว่าเรามีนักสังคมสงเคราะห์ที่เข้าใจงานทางด้านสังคมสงเคราะห์ มีความรู้ทางด้านสังคมสงเคราะห์ดีแล้วก็จะสามารถพูดคุยกับเด็ก และสุดท้ายก็สามารถที่จะ นำเด็กที่หลงผิดไปนั้นกลับเข้าสู่สังคมได้อย่างสมบูรณ์แบบ แต่ถ้าหากว่านักสังคมสงเคราะห์ ที่เราส่งเข้าไปช่วยในการติดต่อเจรจาประสานงานกับเด็กไม่มีความรู้ที่แท้จริง สิ่งที่เกิดขึ้น ก็คือว่าเราก็จะทำร้ายเด็กหรือว่าผู้รับเคราะห์เหล่านั้น แล้วสุดท้ายเขาก็ไม่สามารถที่จะ เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและกลับเข้ามาสู่สังคมได้ ร่างพระราชบัญญัติวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ ฉบับนี้ซึ่งทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาการสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้นำเข้ามาสภาผู้แทนราษฎรมีด้วยกันทั้งหมด ๕๐ มาตรา ท่านประธานครับ ผมจะไม่ ลงรายละเอียดในรายมาตรา เพียงแต่ผมจะขออนุญาตไปในบางส่วนที่เกี่ยวข้อง นั่นก็คือ ทำอย่างไรเมื่อเราเห็นความสำคัญของนักสังคมสงเคราะห์แล้ว ทำอย่างไรเราจะทำให้ มีมาตรฐาน ทำอย่างไรเราจะทำให้นักสังคมสงเคราะห์เหล่านั้นมีจรรยาบรรณ และทำอย่างไรให้นักสังคมสังเคราะห์เหล่านั้น สามารถที่จะพัฒนาองค์ความรู้ มีมาตรฐานขององค์ความรู้ที่จะนำไปใช้ในงานของเขา จึงมีความจำเป็นที่จะต้องจัดตั้งสภาวิชาชีพนักสังคมสงเคราะห์ขึ้นมา และในกฎหมายฉบับนี้ ก็ได้กำหนดกฎเกณฑ์ระเบียบต่าง ๆ แม้ว่าเพื่อนสมาชิกหลายท่านอาจจะมองว่ามีจำนวน มาตราเยอะ ซึ่งผมก็เห็นว่าบางครั้งการมีรายละเอียดเพื่อที่จะให้มันชัดเจนไม่ต้องไปตีความ ทีหลัง ก็เป็นสิ่งที่ดีที่สามารถจะทำได้ ดังนั้นผมเห็นด้วยอย่างยิ่งในการที่จะมี ร่างพระราชบัญญัติวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ พ.ศ. .... เพื่อส่งเสริมให้นักสังคมสงเคราะห์ เป็นอาชีพที่มีมาตรฐาน และสามารถที่จะเป็นงานที่เราสามารถที่จะส่งออกไปต่างประเทศได้ แต่ผมมีข้อสังเกตที่อยากฝากท่านรัฐมนตรีแล้วก็ทางคณะกรรมาธิการที่จะตั้งขึ้นในอนาคต ถ้าหากว่ามีการตั้งกรรมาธิการก็คือ ข้อสังเกตในเรื่องของชื่อนักสังคมสงเคราะห์ควบคุม ฟังแล้วค่อนข้างจะแข็งไปนิดหนึ่ง แล้วก็เหมือนกับว่าเราจะควบคุมไม่ให้มีนักสังคมสงเคราะห์ มากขึ้น ต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นประเทศสิงคโปร์ หรือประเทศนิวซีแลนด์ หรือประเทศ ที่เจริญแล้ว เขาจะใช้คำว่า นักสังคมสงเคราะห์จดทะเบียน ก็แปลว่านักสังคมสงเคราะห์ เหล่านี้รู้ตัวว่าจะทำหน้าที่หรือทำอาชีพเป็น โซเชียล เวิร์คเกอร์ จริง ๆ เขาเลยมาลงทะเบียน มาจดทะเบียน ขึ้นทะเบียนกับทางราชการ ไม่ว่าจะเป็นกระทรวง หรือทบวง กรม ที่เกี่ยวข้อง แล้วเขาก็จะต้องพัฒนามาตรฐานในการทำงานของเขาให้เหมาะหรือว่าให้ตรง กับที่ทางทะเบียนได้จดไว้ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็อาจจะต้องดูนิดหนึ่งว่าจะเปลี่ยนจาก นักสังคมสงเคราะห์ควบคุมเป็นนักสังคมสงเคราะห์จดทะเบียนได้หรือไม่

ข้อที่ ๒ ข้อสังเกตในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ก็คือเรื่องของค่าธรรมเนียม วิชาชีพ หลายท่านอภิปรายไปแล้ว ผมก็ขออนุญาตย้ำเพิ่มเติมอีกว่า นักสังคมสงเคราะห์ ส่วนใหญ่รายได้น้อย ท่านประธานครับ เงินเดือนก็ค่อนข้างต่ำ ก็ฝากข้อสังเกตนี้ ให้ท่านรัฐมนตรีช่วยดูด้วย ถ้าเป็นไปได้ทำอย่างไรนักสังคมสงเคราะห์ที่อยู่ในกระทรวงของ ท่านจะมีรายได้ จะมีค่าตอบแทน อย่างน้อย ๆ ก็สตาร์ท (Start) ที่ ๑๕,๐๐๐ บาท ตามที่ กระทรวงแรงงานจะประกาศในเร็ว ๆ นี้ถ้าจบปริญญาตรี แต่ถ้าไม่จบปริญญาตรีแต่มีความรู้ ความสามารถแล้วก็มีประสบการณ์ที่ผ่านงานด้านสังคมสงเคราะห์มาเป็นพัน ๆ ชั่วโมง นักสังคมสงเคราะห์นี้เหมือนนักบินนะครับ ท่านประธาน ยิ่งเข้าไปสงเคราะห์มาก ยิ่งเข้าไป ช่วยมากนับเป็นรายชั่วโมง อย่างต่างประเทศเวลาที่นักสังคมสงเคราะห์เข้าไปเคสไม่ว่า จะเป็นเคสเด็ก เคสคนแก่ที่มีปัญหาคิดเป็นรายชั่วโมง แต่ประเทศไทยคิดเป็นรายเดือน แล้วก็เงินเดือนค่อนข้างน้อย ก็เป็นข้อสังเกต ๒-๓ ประการที่อยากฝากท่านประธาน ไปยังผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อที่จะทำให้งานของนักสังคมสงเคราะห์มีมาตรฐาน แล้วก็เป็นงาน ที่ยอมรับทั้งในประเทศแล้วก็ต่างประเทศ ขอกราบขอบคุณท่านประธานครับ