เชิดชัย ตันติศิรินทร์ เสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ. วิชาชีพสังคมสงเคราะห์ พ.ศ..... โดยชี้ว่าคำจำกัดความและลักษณะของวิชาชีพนี้ยังไม่ชัดเจน และอาจทำให้เกิดปัญหาขึ้นในอนาคต เช่น การเปลี่ยนแปลงกฎหมายนี้และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น รวมถึงผลประโยชน์ ผลกระทบที่เกิดขึ้น และการเปิดโอกาสให้คนที่ไม่เกี่ยวข้องแต่เขาทำงานสังคมสงเคราะห์เข้ามามีส่วนร่วมด้วย
คงไม่ถึงครับ ขอบคุณครับ กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรตินะครับ กระผม นายแพทย์เชิดชัย ตันติศิรินทร์ ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยนะครับ ท่านประธานครับ วันนี้ผมก็ขอเสนอ ความคิดเห็นในร่าง พ.ร.บ. วิชาชีพสังคมสงเคราะห์ พ.ศ. .... ท่านประธานครับ ผมดูคร่าว ๆ พ.ร.บ. วิชาชีพสังคมสงเคราะห์ พ.ศ. .... นี่ดูเหมือนจะดีนะครับ แต่ขณะเดียวกันมันก็มีอะไร ที่มันทะแม่ง ๆ พิกลนะครับ กล่าวคือลักษณะ พ.ร.บ. วิชาชีพสังคมสงเคราะห์ พ.ศ. .... ผมดูแล้วมันก็เหมือนไปคล้าย ๆ ไปเลียนแบบของวิชาชีพทั่ว ๆ ไป เหมือนวิชาชีพอิสระ ท่านประธานครับ วิชาชีพนี่มันต้องมีการทำอย่างต่อเนื่องเลยนะครับ คือต้องอุทิศตัวเอง เข้าไปทำอย่างต่อเนื่อง แล้วก็ต้องได้รับการอบรมนานพอสมควรแล้วก็ต้องมีจริยธรรมที่จะ ทำงานนั้น ๆ ไปนะครับ แล้วที่สำคัญก็คือสังคมต้องยอมรับ แล้วก็วิชาชีพนี้ก็เป็นสิ่งที่คนที่ ประกอบวิชาชีพนั้นเอามาใช้เลี้ยงตัวเอง คือทำมาหาเลี้ยงตัวเองนะครับ ทีนี้ผมดูแล้ว นักสังคมสงเคราะห์เป็นผู้ที่ดูในเดฟฟินิชชั่นนี่นะครับ ใช้ความรู้ทักษะสังคมสงเคราะห์ในการ ปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวข้องและแก้ไขปัญหาของบุคคล ครอบครัว กลุ่มคนหรือชุมชนเพื่อให้ กระทำหน้าที่ทางสังคมและดำรงชีวิตได้อย่างปกติสุข คือผมเห็นคนที่ทำหน้าที่ สังคมสงเคราะห์นี่มีหลายระดับนะครับ อาจจะไม่ได้เรียนมาโดยตรงก็มี แต่เขาทำเพื่อสังคม ไปช่วยเหลือ แล้วอาจจะไม่ได้คิดอะไรมาก อาจจะไม่ต่อเนื่องก็ได้ ทีนี้ผมก็ยังมาแปลกใจอยู่ แล้วก็พยายามจับคนเหล่านี้เข้ามาอยู่ในจัดระเบียบเขาก็คือวิชาชีพสังคมสงเคราะห์ควบคุมนะครับ ควบคุม นี่ละครับ มันจะทำให้เกิดปัญหาขึ้นมาต่าง ๆ ว่าในภายภาคหน้าคนที่เขาตั้งใจจะมา สงเคราะห์ หรือทำสงเคราะห์ต่าง ๆ นี่ เขาจะทำได้ไหม แล้วพอมาดูเรื่องหมวดที่ ๑ สภา วิชาชีพสังคมสงเคราะห์ อันนี้ก็เหมือนวิชาชีพเลยครับ ก็คือสามารถออกใบรับรองต่าง ๆ แล้วแม้กระทั่งข้อที่ ๕ นะครับ ออกหนังสืออนุมัติบัตรหรือวุฒิบัตรแสดงความรู้ ความชำนาญ คำว่า อนุมัติบัตร วุฒิบัตร ทางการแพทย์เราถือว่าเป็นระดับเทียบเท่า ปริญญาเอกนะครับ ผมก็เลยไม่รู้ว่าหนังสืออนุมัติบัตรหรือวุฒิบัตรนี่ ในความหมายของ สังคมสงเคราะห์นี่มันเป็นอย่างไรนะครับ คือมันไม่ชัดเจน ท่านประธานครับ แล้วก็เหมือนเดิม ก็คือมาตรา ๗ รายได้ต่าง ๆ ก็คือพึ่งรัฐอีกล่ะครับ อันนี้ครับ เงินบริจาคซึ่งผมได้อภิปราย ได้หลายครั้งว่าการที่จะมีหน่วยงานอะไรเกิดขึ้นมาสักหน่วยหนึ่งนี้ต้องพยายามดูให้ดี ๆ นะครับ ถ้ามีมากนี่ก็จะเปลืองเงินงบประมาณแผ่นดินซึ่งเป็นภาษีอากรราษฎร ทุกรัฐบาลนะครับ ถ้าไปเจออย่างนี้เข้า เงินพวกนี้มันก็จะเหมือนบ่อซึมไหลออกไป ถ้าเป็นสิ่งที่จำเป็นก็ไม่ว่ากันนะครับ ผมอยากดูให้ดี ๆ ในมาตรา ๓
ท่านประธานครับ ผมข้ามไปดูที่เรื่องคณะกรรมการวิชาชีพนะครับ อันนี้ก็ไปเลียนแบบของในมหาวิทยาลัยทั่ว ๆ ไปนะครับ ก็คือมีหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง แล้วก็เลือกกันมา ๑๔ คน ใน (๕) นี่ ก็เอาสมาชิกด้วยกัน ๑๔ คน แต่พอไปดูในสถิติที่หนังสือ ที่เขาแนบมานี่ สมาชิกมีประมาณ ๑,๔๐๐ กว่าคน หรืออย่างไรนี่ละครับ ซึ่งผมดูแล้วสัดส่วนพวกนี้ต้องดูให้ดีนะครับว่าตกลงสภาวิชาชีพสังคมสงเคราะห์จะทำอะไร อย่างที่ผมได้เรียนให้ทราบ มันเป็นเชิงวิชาการด้วย ท่านประธานครับ ในเรื่องของการดำเนินการ ของคณะกรรมการเขาก็มีอนุกรรมการต่าง ๆ แล้วก็จะมีการตัดสินว่าคำวินิจฉัยของ สภาวิชาชีพนี้ถือว่าเป็นที่สุด มันก็เหมือนกับวิชาชีพทางการแพทย์หรืออาชีพอื่น ๆ ครับ ถึงที่สุดก็ตาม แต่ก็ไม่ทราบว่าคนที่เสียหายมีสิทธิที่จะไปฟ้องศาลไหม เพราะคุณหมอเองก็ยัง ถูกฟ้องศาลอยู่เหมือนเดิมนะครับ ซึ่งอันนี้ผมก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าคำสั่งของสภาวิชาชีพ เป็นที่สุดนี่คือที่สุดอย่างไรนะครับ ต้องให้มันชัดเจนนะครับ แล้วถ้าสิ้นสุดแล้วไปล้ำเส้น คนอื่นเขาสามารถฟ้องได้ไหม แล้วในมาตรา ๔๔ การเพิกถอน เมื่อพ้น ๓ ปีไปแล้ว ผมคิดว่า พวกนี้มันต้องดูให้ดีว่าจะใช้งานประมาณนี้เป็นเกณฑ์ทุกรายหรือเปล่านะครับ มันควรจะมี การดูแล ดูเป็นลักษณะเป็นราย ๆ ไป ท่านประธานครับ คือผมเป็นห่วงว่าอาชีพต่าง ๆ ที่คนใจบุญพยายามจะเข้ามาช่วยเหลือสังคมสงเคราะห์หรือว่าช่วยเหลือประชาชน หรือช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสต่าง ๆ ที่เขาอยากจะมาช่วย ถ้ามีวิชาชีพนี้ออกไป ผมเป็นห่วงว่า อาจจะเป็นเรื่องที่จะไปกีดกันคนที่อยากจะเข้ามามีส่วนร่วมในเรื่องสังคมสงเคราะห์นี่นะครับ ก็เลยเสนอเป็นข้อสังเกตว่าคณะที่ไปพิจารณา คณะกรรมาธิการวิสามัญที่จะไปดูเรื่องเหล่านี้ ขอให้คำนึงถึงผลประโยชน์ ผลกระทบที่เกิดขึ้น แล้วก็พยายามรักษาสิทธิหรือเปิดโอกาส ให้คนที่ไม่เกี่ยวข้องแต่เขาทำงานสังคมสงเคราะห์เข้ามามีส่วนร่วมด้วย แล้วก็คำนึงถึง ความสิ้นเปลืองหรือประสิทธิผลของที่จะมีกฎหมายนี้แล้วก็มีการใช้เงินของภาษีอากรเข้าไปว่า มันคุ้มค่าไหม แล้วควรจะมีการประเมินผลให้มันชัดเจนว่าที่ท่านทำไปได้ผลอย่างไรนะครับ ขอบคุณท่านประธานครับ