สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๘ · ๑๘ มกราคม ๒๕๕๕

อภิชาต การิกาญจน์ เสนอเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติจดหมายเหตุแห่งชาติ และเสนอข้อสังเกตหลายประการ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์จากเอกสารประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม เพื่อสังคมและประเทศ โดยมุ่งหวังที่จะนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในการเก็บและเผยแพร่เอกสารเหล่านี้

นายอภิชาต การิกาญจน์ นครศรีธรรมราช

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ กระผม อภิชาต การิกาญจน์ พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช เห็นด้วยกับร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้นะครับ ร่างพระราชบัญญัติจดหมายเหตุแห่งชาติ พ.ศ. .... ซึ่งเสนอขึ้นเพื่อรองรับภารกิจและขอบข่ายงานของหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ซึ่งขณะนี้เรามี อยู่ทั้งในกรุงเทพมหานคร ๑ แห่ง ในภูมิภาคอีก ๘ แห่ง แล้วก็หอจดหมายเหตุเฉพาะอีก ๓ ที่ แต่สิ่งที่ควรจะได้ประโยชน์มากกว่าการรองรับภาระงานและขอบข่ายหน้าที่ของ หอจดหมายเหตุแห่งชาติ ผมมีข้อสังเกต ๒-๓ ประการนะครับ

ประการแรก การปะทะทางความคิดในเรื่องนี้ระหว่างแนวคิดเดิมที่เราคิดว่า ความเก่าหรือความโบราณมันแยกกับความปัจจุบันหรือสิ่งสมัยใหม่ แต่มีอีกแนวคิดหนึ่ง มันมีปรากฏการณ์ทางสังคมอีกแบบหนึ่งนะครับ ที่บอกว่าบนยุคเก่ากับสมัยใหม่ มันไปด้วยกันได้ มันเชื่อมโยงกันได้ มันมีปรากฏการณ์คู่ขนานที่เห็นเป็นตัวอย่างว่า ในขณะที่คนเมืองส่วนใหญ่ไปเดินอยู่ในห้าง ไปนั่งกินกาแฟในร้านสมัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็นสตาร์บัคส์ (Starbucks) หรืออะไรก็แล้วแต่ แต่ในขณะเดียวกันยังมีคนเมืองอีกชุดหนึ่งที่เดินทางไปเที่ยว ในเมืองเก่า ตลาด ๑๐๐ ปี ตลาดโบราณ ตลาดน้ําโบราณ กินชาโบราณ กินกาแฟโบราณ นี่คือปรากฏการณ์ที่ใหม่กับเก่ามันเป็นเรื่องที่มาอยู่ด้วยกัน เพราะฉะนั้นภารกิจ ของหอจดหมายเหตุแห่งชาตินี่เราจะทําอย่างไรที่ไม่แยกระหว่างความเป็นเอกสาร ประวัติศาสตร์ซึ่งผ่านเงื่อนเวลา ๒๐ ปี ๗๕ ปี แล้วให้จบอยู่แค่นั้น เราจะทําอย่างไร ให้มันต่อเนื่องเชื่อมโยงมาเป็นประโยชน์ในการเรียนรู้ ในการที่จะให้คนรุ่นใหม่ได้ว่า เอาประโยชน์ของสิ่งเหล่านี้มันคือที่มา มันคือการสะท้อนให้เห็นถึงสภาพของสังคมในยุคนั้น ความคิด ความอ่านของคนในยุคก่อน ประโยชน์ในเรื่อง ๒ ทาง ผมจะพูดมาตลอดเวลาไม่อยากให้เห็นทางเดียว ไม่อยากให้เดินทางเดียว เพราะฉะนั้นบนปรากฏการณ์ของความเก่าและใหม่ที่เป็นอยู่นี้ ทําไมหน่วยงานของเอกชน ถึงประสบความสําเร็จในการจูงใจคนให้ไปเที่ยว ให้ไปชม ให้ไปใช้บริการ ในขณะเดียวกัน เราจะทําอย่างไรให้หน่วยงานของกระทรวงวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็นหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ไม่ว่าจะเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พิพิธภัณฑ์เมือง เป็นที่ที่คนทุกคนอยากย้อนกลับไปดู เส้นทางความเป็นมาของชีวิต ของความคิด ของจิตใจ ของความเป็นคนไทย เวลาเรานํา คณะกรรมาธิการไปประเทศไหนก็ตามสิ่งหนึ่งที่เราคิดเสมอก็คือจะต้องไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์เมือง เพราะว่าเราจะได้รู้ว่าเส้นทางความเป็นมาของแต่ละชนชาตินั้นเขาเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้น เรื่องความเก่า ความใหม่ เราต้องสามารถจะเอามาใช้ประโยชน์ในการดําเนินชีวิต ของประชาชนได้

เรื่องที่ ๒ เราผ่านยุคของความไม่ทันสมัยมาสู่ยุคความทันสมัย ขอใช้ภาษาอังกฤษครับ จากอนาล็อก (Analog) มาเป็นดิจิตอล (Digital) ซึ่งอันนี้ พูดกันทุกคนเข้าใจ เรามาอยู่ในยุคสมัยใหม่ เทคโนโลยีสมัยใหม่ ไอที (IT) ใหม่ ยุคดิจิตอล เราจะทําอย่างไรให้เทคโนโลยีมารับใช้ในสิ่งที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติจะได้ใช้ประโยชน์ พิพิธภัณฑ์จะได้ใช้ประโยชน์ ถ้าหากว่าเราบ่นว่าเราเก็บเอกสารประวัติศาสตร์ไว้เยอะแยะ มากมายจนล้นไม่มีที่เก็บแล้ว เทคโนโลยีสมัยใหม่จะช่วยบันทึกสิ่งเหล่านี้ให้เราได้ จะเก็บเป็นไมโครฟิล์ม จะเก็บเป็นการบันทึกที่เดี๋ยวนี้บันทึกได้มาก ไอทีชิ้นเดียวมันจะบันทึก ข้อมูลได้มากมายมหาศาล การกลับมาสู่ยุคใหม่เอาประวัติศาสตร์มาเพื่อการเผยแพร่ความคิด ไปสู่คนโดยการใช้สื่อสมัยใหม่จะช่วยให้คนเข้าถึงสาระของความเป็นประวัติศาสตร์ได้มากขึ้น เรามีนักวิชาการวัฒนธรรมไปเรียนเรื่องแอนิเมชั่น (Animation) มาจากต่างประเทศ ไปเรียนมาจากอัมสเตอร์ดัมไปเรียนมาจากออสเตรเลียคนเหล่านี้ผมคิดว่าสมัยใหม่ เขาทําสิ่งเหล่านี้ได้ แล้วคนเหล่านี้ไม่ใช่ว่าจะไม่มีนะครับ ผมคิดว่าในกระทรวงวัฒนธรรม มีคนชุดนี้อยู่เพียงแต่เราจะให้ความสําคัญมากน้อยแค่ไหนที่จะให้รังสรรค์สิ่งเหล่านี้ขึ้นมา ซึ่งผมคิดว่าขณะที่ผมพูดกระทรวงก็คงทําอยู่ละครับ

ประเด็นที่ ๓ เราจะให้ประวัติศาสตร์ดํารงอยู่เพื่อประวัติศาสตร์หรือเอกสาร ประวัติศาสตร์เหล่านี้จะเป็นเอกสารเพื่อรับใช้สังคม ผมว่าแนวคิดหลังดูจะเป็นเรื่องที่จะ เป็นประโยชน์มากกว่า แต่ที่เราทําอยู่เราจะเก็บไว้ อนุรักษ์ไว้ สะสมไว้ รวบรวมไว้ แต่ประโยชน์ของการนํามาใช้ผมคิดว่ายังไม่เกิด เพราะฉะนั้นใน ๒ แนวนี้ ผมคิดว่า ผู้รับผิดชอบจะต้องคิดว่าเราจะให้หอจดหมายเหตุแห่งชาติเป็นที่เก็บรวบรวมอนุรักษ์ไว้ ไม่พอหรอกครับ แต่สิ่งเหล่านี้จะต้องเป็นสิ่งที่ถูกนํามารับใช้สังคมให้เกิดประโยชน์ ที่พูดกันประวัติศาสตร์ย่อมซ้ํารอย เราจะทําอย่างไรที่จะให้เกิดการเรียนรู้ความเป็นมาในอดีต แล้วสิ่งที่จะซ้ํารอยจะต้องไม่สร้างปัญหาให้กับสังคม ให้กับชาติ กับบ้านเมือง ซึ่งผมคิดว่า ต้องเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่ขยายแนวทางมากไปกว่าการออก พ.ร.บ. เพื่อรองรับการทํางาน ของหอจดหมายเหตุแห่งชาติซึ่งยังอยู่ในลักษณะที่ไม่ได้แพร่ขยายไปเท่าที่ควร ขอให้ได้ประโยชน์จากงานวัฒนธรรม ในแนวที่ผมพูดเมื่อตอน พ.ร.บ. งบประมาณว่า เราไม่อยากเห็นเฉพาะเรื่องศิลปวัฒนธรรม แต่เราอยากเห็นวัฒนธรรมที่มารับใช้สังคม วัฒนธรรมที่เป็นวิทยาการ วัฒนธรรมที่เป็นวิชาการ ที่เข้ามาพัฒนาดูแลสังคมได้ด้วยในอีกด้านหนึ่ง ผมอยากให้เรามอง ๒ ทิศทางเพื่อที่จะได้ว่า มันยังมีมิติที่เราต้องเติมเต็มเพิ่มขึ้นในแต่ละภาระหน้าที่ที่เราจะต้องทํา ขอบคุณครับ