สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๗ · ๑๒ มกราคม ๒๕๕๕

นิยม เวชกามา สนับสนุนร่างพระราชบัญญัติสถาบันการพลศึกษา ฉบับที่.. พ.ศ..... โดยระบุว่าควรยกเลิกแก้ไข พระราชบัญญัติสถาบันการพลศึกษา พุทธศักราช ๒๕๔๘ และให้อํานาจสภาสถาบันพลศึกษาที่มีอํานาจเด็ดขาดในการบริหารจัดการด้านการกีฬา

นายนิยม เวชกามา สกลนคร

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับ ผมขอร่วมแสดงความคิดเห็นและสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติ สถาบันการพลศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เพราะเป็นร่างพระราชบัญญัติที่ร่างยกเลิกแก้ไข พระราชบัญญัติสถาบันการพลศึกษา พุทธศักราช ๒๕๔๘ ท่านประธานครับ พระราชบัญญัติ ฉบับนี้ผมเองคิดว่าถึงเวลาที่ต้องสนับสนุนรัฐบาลที่มีแนวคิดที่จะยกมาตรฐานของการกีฬา ประเทศไทย แต่ว่าร่างพระราชบัญญัติแก้ไขฉบับนี้ไปยกร่างในลักษณะของโครงสร้าง ด้านการบริหารและด้านวิชาการ ผมเพียงตั้งข้อสังเกตเท่านั้นท่านประธาน อยากตั้งข้อสังเกต ในหลายประเด็นและหลายมาตรา ที่ผมดูแล้วว่าพระราชบัญญัติฉบับนี้เป็นแนวคิดที่สุดยอด รัฐบาลในยุคนี้รัฐบาลพรรคเพื่อไทยคิดนําเสนอร่างแก้ไข สผ ๗/๒๕๕๕ (ส. นิติบัญญัติ) พรธิดา ๗๘/๑ ให้อํานาจสภาสถาบันมีอํานาจเต็มที่ในการบริหารจัดการ เพียงแต่ผมเป็นห่วงกังวล ตั้งข้อสังเกตว่าฉบับพระราชบัญญัตินี้ถ้าสําเร็จโดยผมคิดว่าและเข้าใจว่าสมาชิกสภาแห่งนี้ ไม่มีใครคัดค้านพร้อมที่จะสนับสนุน เพียงแต่ผมกังวลและเป็นห่วงจึงขอตั้งข้อสังเกตไปยัง คณะกรรมาธิการซึ่งจะดําเนินการแก้ไขปรับปรุง เพราะร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เป็นร่าง ที่ยกร่างโครงสร้างเป็นส่วนใหญ่ โดยให้อํานาจสภาสถาบัน โดยเฉพาะมาตรา ๙ ยกร่าง มาตรา ๑๙ ให้อํานาจสภาสถาบันแบบเต็มรูปแบบ เพราะฉะนั้นผมจึงเป็นห่วงในลักษณะว่า ผมอยากเห็นนักกีฬาของประเทศไทยไปสู่ระดับโลก ไม่ว่าโอลิมปิก ฟุตบอลโลก แบบท่านผู้ทรงเกียรติพูด เพียงแต่ว่าถ้าหากสภาสถาบันซึ่งมีอํานาจเด็ดขาดในการบริหาร ด้านการกีฬาแล้วจะนําไปสู่วิถีทางอย่างจริงจังหรือไม่ วันนี้โรงเรียนกีฬาประเทศไทย ทั้งประเทศมีแค่ ๑๑ แห่ง เพราะว่าทําไมต้องคิดแล้ว ถ้าหากอํานาจของสภามีเต็มรูปแบบต้องเพิ่ม ประเทศไทยมี ๗๗ จังหวัดแล้ววันนี้ จะมามีแค่ ๑๑ แห่งไม่ได้ ผมจําได้ยุคหนึ่งบ้านผม จังหวัดสกลนครนักกีฬาจะมาเรียนโรงเรียนกีฬาต้องที่จังหวัดขอนแก่น แล้วกี่จังหวัดคนมา เป็นหลายร้อยคนรับได้ครึ่งเดียว อันนี้มันทําให้สถาบันการพลศึกษาไปไม่ได้ วันนี้ผม จึงกราบเรียนว่าในเมื่อสภาสถาบันพลศึกษามีอํานาจในการจัดการกีฬาผมจึงเป็นห่วงว่า การจะเพิ่มปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอกมันจะกระจายลงไปในลักษณะไม่เป็นเรื่อง การกีฬามากนัก ผมจึงฝากความหวังว่าคณะกรรมาธิการซึ่งต่อไปต้องไปรับยกร่าง ต้องไปดู ในเนื้อหาของมาตราบางมาตราด้วย โดยเฉพาะในมาตรา ๑๙ เปิดไว้กว้างไป กว้างถึงขนาด บอกว่าต้องจัดการศึกษาสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกับความต้องการของท้องถิ่น ผมเกรงว่า จะเปิดประเด็นให้สถาบันทางการศึกษาซึ่งผมก็คาดหวังว่าสถาบันที่จะผ่านพระราชบัญญัติฉบับนี้ ไปจะต้องไปจัดการด้านพลศึกษา ด้านการกีฬาให้เป็นหนึ่งจริง ๆ ไม่ใช่เอาไปผสมกับกีฬา กีฬาอย่างนี้ไปผสมอย่างโน้นเพื่อให้เปิดสาขาต่าง ๆ เพื่อเป็นปริญญาโท ปริญญาเอก โดยเป็นการหาเงิน เพราะมันเปิดไว้ในมาตรา ซึ่งผมไม่ขัดข้องนะในด้านการเงิน การเงินรายได้จากการกีฬาให้เป็นของสถาบันพลศึกษาจัดการดําเนินการหมด ยกเลิกของเดิมที่ต้องดูแลกํากับของกระทรวงการคลัง ก็ดีครับ มันเป็นการบริหารงานที่คล่อง แต่ต้องมีกรอบที่ชัดเจนเหมือนบางท่านพูด ผมไม่ได้ซ้ําประเด็น แต่ต้องการยืนยันให้เห็นว่า เงินที่ได้มาจากการกีฬาต้องมาเพื่อการกีฬาจริง ๆ ไม่ใช่มาเพื่ออย่างอื่น เพราะเงินบริจาค สผ ๗/๒๕๕๕ (ส. นิติบัญญัติ) พรธิดา ๗๘/๒ ด้านการกีฬาเป็นเงินมหาศาลทําให้มีการทุจริตที่เกิดขึ้นอย่างทุกวันนี้ก็มีบ้างแล้ว อันนี้ผมจึงฝากว่าผู้บริหารซึ่งต่อไปผู้มีอํานาจเด็ดขาดในสถาบันแห่งนี้จะต้องคิดและเอามา ทบทวนว่าจะทําอย่างไร ที่สําคัญว่าประเด็นหลัก ๆ จะเป็นปริญญาโท ปริญญาเอกก็ตาม ต้องเป็นปริญญาตรีหรือปริญญาโท ปริญญาเอกทางด้านกีฬาเท่านั้น ไม่ใช่ไปเปิดเพื่อหาเงิน อย่างที่ผ่านมา เพราะในเนื้อหาของพระราชบัญญัติฉบับนี้ก็ไปลอกอีกหลายสถาบัน ของมหาวิทยาลัยหลายที่ก็ทําคล้าย ๆ กัน เพราะฉะนั้นผมอยากให้จํากัดลงไปชัดเจนว่า สภาสถาบันแห่งนี้จะต้องไปทํางานด้านกีฬาจริง ๆ ถ้าเป็นเอกต้องเอกกีฬา จะเป็นเอกมวย ทุกคนเป็นแชมป์โลก ประเทศไทยมีเด็ก มีเยาวชน มีคนไทยได้เหรียญทองโอลิมปิก จํานวนหลายคนมากกว่าปัจจุบัน ทีนี้กว่าจะได้เหรียญ ๒ เหรียญมาเป็นเรื่องยาก อันนี้คือเรา ไม่มีแม่บท แม่งานจริง ๆ ผมจึงหวังว่าสภาสถาบันทางด้านพลศึกษานี้จะเป็นแม่แบบ สผ ๗/๒๕๕๕ (ส. นิติบัญญัติ) เสาวลักษณ์ ๗๙/๑ จะเป็นเจ้าภาพหลักว่าในอนาคตต่อไปนี้โรงเรียนกีฬาต้องเพิ่มขึ้น วิทยาลัยพลศึกษา เป้าหมายต้องเป็นเรื่องการกีฬาเท่านั้น เพราะผมไปเปิดดูแล้ว มาตรา ๑๙ ซึ่งเป็นมาตราหลัก ซึ่งเป็นการดูแลเรื่องอํานาจหน้าที่ของสภาสถาบันจริง ๆ เปิดไว้กว้างมากครับ ต้องฝากจริง ๆ ว่าเป็นเรื่องการทํานุบํารุงศิลปวัฒนธรรมซึ่งเรื่องนี้ไม่มีความจําเป็นมาใส่ไว้ตรงนี้เพราะท่าน กระทรวงวัฒนธรรมท่านก็นั่งอยู่นี้ ต้องไปดูในเรื่องหลักเป็นใหญ่ ผมไม่อยากให้เห็นว่าเปิดไว้ แล้วกว้าง กว้างจนไปเปิดสาขาต่าง ๆ เรื่องการกีฬาเป็นแค่ส่วนหนึ่ง แต่ในความคิดความเห็น ผมนี้อยากจะให้เรื่องการกีฬาเป็นเอก วิทยาลัยพลศึกษาวันนี้ ๑๗ แห่งไม่พอ แต่ต้องเบนเป้า มาแล้วครับ พลศึกษาหลายที่เป็นพลศึกษาจะไปเปิดสาขาที่ไม่เกี่ยวข้องเลยก็มี อันนี้ผมจึง ฝากว่าต้องคิด ต้องทบทวน กีฬาเป็นเรื่องใหญ่เป็นเรื่องสําคัญครับ คนไทยถ้ามีความเป็น นักกีฬาจะมีคุณภาพมากขึ้นกว่านี้เยอะ แต่ผมจึงหวังว่าโดยเฉพาะสถาบันการเมืองของท่าน วันนี้เขียนออกแล้วครับ เขียนบอกว่าต้องไม่อยู่ในกํากับของในกระทรวงการคลัง ผมเห็นด้วย แต่การเห็นด้วยนี้หมายถึงว่าต้องมีกรอบ ที่ผมบอกมีกรอบเพราะว่าอํานาจสภาสถาบัน บริหารเงินรายได้ของสถาบัน โดยไม่ต้องผ่านความเห็นชอบของกระทรวงการคลัง แล้วก็ ตัดอํานาจหน้าที่ของสภาสถาบันในการแต่งตั้งผู้อํานวยการสํานักงานอธิการบดี และศาสตราจารย์เกียรติคุณเพื่อให้สอดคล้องกับโครงการสร้างบริหารงาน ของสถาบันตามพระราชบัญญัตินี้ ท่านบอกไว้ตามเนื้อหา เพราะฉะนั้นพออะไรก็ตามที่เปิดไว้ มันกว้าง พอกว้างก็เป็นปัญหาตามมาคือท่านผู้บริหารซึ่งอนาคตต่อไปเอาไปทําอะไรก็ได้ ได้เงินมาก็จะเปิดวิชาเอกหลายสาขาเพื่อหารายได้ให้อาจารย์ อันนั้นไม่ใช่เป้าหมายครับ ผมต้องติงไว้ก่อน ขอบคุณมากครับ