ประกอบ รัตนพันธ์ หารือเรื่องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของสถาบันการพลศึกษา โดยเน้นการเปลี่ยนแปลงจากโรงเรียนกีฬาเป็นระดับ ปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก และขอให้สภาแห่งนี้ช่วยคิดอย่างรอบคอบเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงนี้ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งรองอธิการบดีและผู้ช่วยอธิการบดี โดยเรียกร้องให้ใช้ระบบการเลือกผู้บริหารที่มีความยุติธรรมและไม่เกิดอุปถัมภ์ และยังหารือเรื่องการเปลี่ยนแปลงระบบการเงินการบัญชีของสถาบันการพลศึกษา โดยต้องการให้เงินที่เกิดจากการบริหารจัดการของสถาบันเป็นเงินนอกงบประมาณของกระทรวงการคลัง
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม ประกอบ รัตนพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ต่อการแก้ไขปรับปรุงพระราชบัญญัติสถาบันการพลศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๘ เป็น พ.ร.บ. สถาบันการพลศึกษา พ.ศ. .... ผมดูร่างทั้ง ๓ ร่างที่เสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร ในวันนี้จะเห็นว่าประเด็นที่สําคัญในการเปลี่ยนแปลงนั้นมีอยู่ ๓ เรื่องด้วยกัน
เรื่องแรก คือเรื่องของการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง ในเรื่องของการ เปลี่ยนแปลงโครงสร้างมีอยู่ ๒ ประเด็น คือประเด็นโรงเรียนกีฬากับประเด็นการเพิ่ม การศึกษาจากเดิมเป็นระดับปริญญาตรี เปิดให้เป็นระดับปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก นี่คือโครงสร้าง ๒ เรื่อง ผมอยากกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่าเรื่องของการ แก้ไขกฎหมายเป็นเรื่องปกติ เพราะว่ากาลเวลาเปลี่ยนไป ถ้าเห็นว่าอะไรที่มันไม่ถูกต้อง ไม่มีความเป็นธรรม ขัดขวางการเจริญเติบโตของสถาบันก็ควรปรับปรุง แต่ทีนี้ผมอยากจะ กราบเรียนท่านประธานเพื่อที่จะให้สภาแห่งนี้ได้ช่วยคิดอย่างรอบคอบว่าในส่วนที่มีการ เปลี่ยนแปลงนั้นสมควรหรือไม่ อย่างไร
ประเด็นแรกครับ ประเด็นโรงเรียนกีฬาซึ่งขณะนี้ในประเทศไทยเรา อยู่ตามภาค กระจายตามภูมิภาคต่าง ๆ ๑๑ โรงเรียนด้วยกัน สผ ๗/๒๕๕๕ (ส. นิติบัญญัติ) ปิยาพัชร ๗๐/๑ กฎหมายเดิมที่เป็นสถาบันการพลศึกษาให้โรงเรียนกีฬาซึ่งจัดตั้งตามประกาศ ของกระทรวงศึกษาธิการนั้นเป็นหน่วยงานเทียบเท่าคณะในสถาบัน วิทยาลัยพลศึกษา ๑๗ วิทยาลัยทั่วประเทศให้เป็นวิทยาเขตของสถาบัน แต่วันนี้วิทยาลัยพลศึกษาไม่เป็นอะไร เพราะจัดการศึกษาในระบบของอุดมศึกษาได้ตามปกติ เพียงแต่ว่าในระบบของวิทยาลัยพลศึกษา ขยายการศึกษาจากปริญญาตรีตามกฎหมายเดิมให้มาเป็นปริญญาโท ปริญญาเอก ตามกฎหมายใหม่ ถ้าเกิดว่าสภาแห่งนี้เห็นชอบ กระผมขออนุญาตพูดประเด็น ของวิทยาลัยพลศึกษาก่อนที่จะมาพูดถึงโรงเรียน วิทยาลัยพลศึกษาก่อนที่จะมี พ.ร.บ. สถาบันการพลศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๘ วันนั้นวิทยาลัยพลศึกษา สังกัดกระทรวงศึกษาธิการเปิดสอนวิชาพลศึกษาในระดับอนุปริญญา ต่อมามหาวิทยาลัย ต่าง ๆ ได้มาเปิดวิทยาเขตในวิทยาลัยพลศึกษาในสาขาที่เกี่ยวข้องกับพลศึกษา โดยใช้ฐาน วิทยาลัยพลศึกษาเปิดปริญญาตรี ทางสภาของเราเห็นว่าเมื่อวิทยาลัยพลศึกษา ทั่วประเทศมีความพร้อม มีบุคลากรพร้อม มีวัสดุครุภัณฑ์พร้อม มีอาคารพร้อมที่จะเปิด ปริญญาตรีก็เลยตราพระราชบัญญัติให้มีสถาบันการพลศึกษาเปิดถึงระดับปริญญาตรี เพราะเรามีความเชื่อวันนั้นว่าด้วยความพร้อมของวิทยาลัยพลศึกษาทั่วประเทศสามารถ เปิดปริญญาตรีได้ แล้วก็เปิดได้ ต่อจากปี พ.ศ. ๒๕๔๘ มาถึงวันนี้ประมาณ ๖-๗ ปี สถาบันการพลศึกษาก็จะขยายการศึกษาจากระดับปริญญาตรีมาเป็นปริญญาโท ปริญญาเอก ถามว่าสมควรหรือไม่ ผมเชื่อว่าเพื่อนสมาชิกในสภาแห่งนี้ไม่มีใครขัดข้องหรอกครับ เพราะเป็นการเจริญเติบโตในสายวิชาชีพการพลศึกษา ซึ่งเรามีความเชื่อมั่นว่า ไม่ว่าวิชาชีพใดต้องส่งเสริม พัฒนาให้ถึงที่สุด ถ้าระดับการศึกษาก็คือปริญญาเอกสูงสุด เพียงแต่ผมกราบเรียนว่าผมเองมีความเป็นห่วงว่า ถึงแม้ว่าทางผู้ชี้แจง ผู้ร่างบอกว่าวันนี้วิทยาลัยพลศึกษาซึ่งเป็นวิทยาเขตในการจัดการศึกษาระดับปริญญาตรี ตามกฎหมายเก่า สามารถที่จะจัดการศึกษาในระดับปริญญาโทและปริญญาเอกได้ตามร่าง ที่เสนอในวันนี้ แต่ผมมีข้อสังเกตนะครับว่าวันนี้สภาแห่งนี้เราพูดถึงคุณภาพการศึกษา เราเคยพูดกันมาก แล้วเป็นที่โจษจันกันว่าระบบการศึกษาของไทยวันนี้ไม่ว่าพื้นฐาน อาชีวศึกษา อุดมศึกษา คุณภาพน่าเป็นห่วง วันนี้วิทยาลัยพลศึกษา สถาบันการพลศึกษา จะเปิดปริญญาโท ปริญญาเอก ผมถามว่าเรามีความพร้อมหรือยัง มีความพร้อมจริง สผ ๗/๒๕๕๕ (ส. นิติบัญญัติ) ปิยาพัชร ๗๐/๒ หรือถ้าถามว่าจําเป็น จําเป็นแน่นะครับ แต่การเตรียมการของสถาบันในการรองรับที่จะเปิด ระดับปริญญาโท ปริญญาเอกนั้นท่านมีความพร้อมหรือยัง ถึงแม้ท่านบอกว่าถ้าไม่พร้อม ไม่เปิด แล้วการเปิดนี่ต้องมีหลักการผ่านคณะกรรมการการอุดมศึกษาแห่งชาติดูหลักสูตร ใช่ แต่ข้อเท็จจริงเมื่อกฎหมายเปิดแล้วนี่ ท่านพยายามที่จะดิ้นรนทุกวิถีทาง สผ ๗/๒๕๕๕ (ส. นิติบัญญัติ) ศิริวรรณ ๗๑/๑ ที่จะเปิดปริญญาโท ปริญญาเอกให้ได้ ขอฝากว่าท่านจะทําอย่างไร วันนี้ท่านมีการเตรียมการ ในการให้ทุนคณาจารย์ไปศึกษาต่อเฉพาะทางที่จะเปิดปริญญาโท ปริญญาเอกหรือไม่ ท่านมีความพร้อมขนาดไหน ถ้าเกิดว่าท่านเปิดปริญญาโท ปริญญาเอกด้วยความที่ไม่พร้อม อย่างเพียงพอ ผมเกรงเรื่องของคุณภาพทางการศึกษาจะซ้ํารอยที่เราเคยบ่น เคยพูด เคยกังวลในสภาแห่งนี้ว่าจ่ายครบจบแน่ ไม่มีคุณภาพ ในที่สุดก็น่าเสียดาย ถามว่า ผมเห็นด้วยไหมที่จะเปิดในระดับปริญญาโท ปริญญาเอก เพิ่มจากระดับปริญญาตรี ตามกฎหมายเก่า ไม่ลังเลครับ เห็นด้วย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์และสนับสนุน เพียงแต่ผมกังวลว่า ถ้าเกิดท่านเปิดในสาขาใดต้องให้มีความพร้อมทั้งตัวครูบาอาจารย์ วิทยากรผู้สอน วัสดุครุภัณฑ์ ห้องเรียนอย่างครบครัน และสิ่งที่ผมกังวลเหมือนกับเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้กังวลเมื่อสักครู่ก็คือสาขาที่ท่านเปิด ผมไม่อยากให้ท่านเปิดสาขาที่ใกล้เคียงกันและอ้างว่า มันเกี่ยวข้องกับการพละแล้วก็เปิดคอมพิวเตอร์เพื่อการพลศึกษา บัญชีเพื่อการพลศึกษา ภาษาเพื่อการพลศึกษา ถ้าอย่างนี้น่าเสียดาย ผมอยากให้ท่านดําเนินการจัดการเรียน การสอนในสถาบันการพลศึกษาเฉพาะทาง ผมอยากให้สถาบันการพลศึกษา เป็นสถาบันเฉพาะทางที่จัดการศึกษาในทางพลศึกษาอย่างจริง ไม่อยากให้เอาสาขาอื่นเข้ามา แอบอ้าง ที่ผมกังวลเรื่องนี้ท่านประธานครับ เพราะว่าวุฒิของครูบาอาจารย์ในสาขา ตรงปริญญาเอกอย่างน้อย ๓ คนที่จะไปเปิดสอนระดับปริญญาโทได้ตามกฎเกณฑ์ ของอุดมศึกษานั้นมันไม่แน่ใจ แต่เรามีอาจารย์ปริญญาเอกที่จบดอกเตอร์มาสาขาอื่น ที่ใกล้เคียงกับการพลศึกษามาก ทีนี้ถ้าเกิดท่านเอาอาจารย์เป็นตัวตั้งแล้วก็เปิดสาขาที่ไม่ตรง ไม่เป็นวิทยาศาสตร์ ไม่เป็นการพลศึกษา แต่มันใกล้เคียง ผมคิดว่าวัตถุประสงค์ในการจัดตั้ง สถาบันการพลศึกษามันจะเพี้ยนไป เพราะฉะนั้นผมกังวลเรื่องนี้ และขอกราบเรียน ขอใช้เวลานิดหนึ่งท่านครับ เพื่อที่จะให้ทางผู้บริหารของสถาบันการพลศึกษาได้ตระหนัก เรื่องนี้นะครับ เห็นด้วยในการเปิดปริญญาโท ปริญญาเอก เพราะต้องการให้พัฒนาวิชาชีพ เฉพาะทางถึงที่สุด แต่เป็นห่วงเรื่องของคุณภาพทางการศึกษา เรื่องโรงเรียน การกีฬา ๑๑ โรงเรียนทั่วประเทศ เดิมทีอยู่ภายใต้สถาบันในรูปของคณะ เทียบเท่าคณะ ผมไปสอบถามผู้บริหาร ท่านอธิการบดีบอกว่ามันยุ่งยากในการประเมินเข้าสู่ตําแหน่ง ของผู้บริหาร มันยุ่งยากในการที่จะประเมินเข้าสู่ตําแหน่งทางวิชาการของครูบาอาจารย์ สผ ๗/๒๕๕๕ (ส. นิติบัญญัติ) ศิริวรรณ ๗๑/๒ เพราะว่าโรงเรียนการกีฬาจัดการการศึกษาขั้นพื้นฐาน คือ ม. ต้น กับ ม. ปลาย ทีนี้บอกว่า เพื่อความเท่าเทียม เพื่อความเป็นธรรมกับครูสาขาอื่นก็อยากที่จะให้ครูบาอาจารย์ ที่อยู่ในโรงเรียนการกีฬาใช้กฎหมายร่วมกับครูทั่วประเทศนะครับ คือ พ.ร.บ. ข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา แทนที่จะใช้ตําแหน่งทางวิชาการมาเป็นตําแหน่งวิทยฐานะ ก็เห็นด้วยครับ เรื่องนี้ไม่ขัดข้อง เห็นด้วย เพียงแต่ผมมีคําถามต่อไปว่าแล้วท่านคิดที่จะ ยกระดับโรงเรียนที่จัดการศึกษาขั้นพื้นฐานไปเป็นอนุปริญญาเหมือนกับวิทยาลัยพลศึกษา ต่อหรือไม่ เป็นคําถามที่ทิ้งเอาไว้ สผ ๗/๒๕๕๕ (ส. นิติบัญญัติ) ศันสนีย์ ๗๒/๑ เพราะว่าผมอยากให้โรงเรียนกีฬาสร้างทักษะ เด็ก ตั้งแต่ยังเยาว์วัย ม. ๑ ผมเห็นว่าบางที อาจจะช้าไป ลองดูสิครับว่าถ้าเราฝึกเด็กที่เก่งทางกีฬาตั้งแต่เยาว์วัยให้เจริญเติบโตไปตาม สายงาน แต่ว่าไม่เกิน ม. ปลาย เมื่อจบ ม. ปลายแล้วก็ไปต่อสถาบันอุดมศึกษาในวิทยาเขต ต่าง ๆ ถ้าอย่างนี้ผมคิดว่าเป็นการพัฒนาที่เรามีความพร้อม อันนี้ประเด็นเรื่องของโครงสร้าง
ประเด็นในเรื่องที่ ๒ ที่มีการเปลี่ยนแปลงก็คือการเข้าสู่ตําแหน่งของผู้บริหาร ในตําแหน่งรองอธิการบดีกับผู้ช่วยอธิการบดี กฎหมายเดิมรองอธิการบดีมาจากการสรรหา เหมือนกับตัวอธิการบดี ผู้ช่วยอธิการบดีมาจากการสรรหาเหมือนกับตัวอธิการบดี ปรากฏว่า เมื่อไปทํางานร่วมกันมันไม่สามารถที่จะทํางานได้สอดคล้องกัน มันเป็นอุปสรรคอันหนึ่ง ตามที่ฝ่ายบริหารของสถาบันการพลศึกษาได้เล่าให้ฟัง ทีนี้กฎหมายใหม่เขาเปลี่ยนใหม่เลยครับ ใช้เหมือนกับสถาบันอุดมศึกษาอื่น ๆ ก็คือเมื่อได้ตัวอธิการบดีแล้ว ให้อธิการบดีสรรหา คัดเลือกตัวรองอธิการบดีและผู้ช่วยอธิการบดีด้วยความเห็นชอบของสภามหาวิทยาลัย นั่นก็หมายความว่าตําแหน่งรอง คือตําแหน่งรองอธิการบดี ผู้ช่วยอธิการบดีนั้น ผู้คัดเลือก ผู้แต่งตั้งก็คือตัวอธิการบดี ก็สามารถทํางานเป็นทีมได้ แต่ตรงนี้ท่านประธานครับก็มีปัญหา เช่นเดียวกัน มีปัญหาตรงไหนครับ เมื่อตําแหน่งรองอธิการบดีมาจากการเลือกของอธิการบดี ระบบคนไทยเกรงใจกัน มีบุญคุณกันถือว่าถ้าอธิการบดีไม่ได้เลือกท่านก็ไม่ได้เป็น รองอธิการบดี ไม่ได้เป็นผู้ช่วยอธิการบดี เพราะฉะนั้นพอเป็นระบบนี้ในระบบคล้าย ๆ ระบบอุปถัมภ์ ก็ทําให้อธิการบดีทําอะไรถูกหมดถึงแม้บางเรื่องทําในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง แต่รองอธิการบดีนี้เห็นชอบด้วย และระบบนี้อธิการบดีทําความผิดและมีความผิดนี่ยากมาก ผมเห็นตัวอย่างหลายสถาบัน รองอธิการบดีปกป้องครับ ปกป้องไม่ให้อธิการบดีมีความผิด เพราะอะไรครับ เพราะว่าอธิการบดีออก รองอธิการบดีก็ต้องออกไปด้วย ออกเป็นชุด เพราะฉะนั้นรองอธิการบดีจะปกป้องตัวอธิการบดีทุกวิถีทางเพื่อให้อยู่ในตําแหน่งตลอดไป มันเป็นปัญหาของสถาบันอุดมศึกษาหลายสถาบันที่ร้องเรียนมาผ่าน ประธานคณะกรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฎร ก็เป็นเรื่องที่ผมเห็นด้วยแต่จะต้อง ระมัดระวังว่าจะทําอย่างไร
ประเด็นสุดท้ายครับ เรื่องที่เปลี่ยนแปลงก็คือระบบการเงินการบัญชี เดิมที รายได้ของสถาบันการพลศึกษา ถ้าได้มาจากการบริหารงบประมาณที่เกิดขึ้นจาก สผ ๗/๒๕๕๕ (ส. นิติบัญญัติ) ศันสนีย์ ๗๒/๒ ที่ดิน สิ่งก่อสร้างหรือรายได้ต่าง ๆ ก็เอาเงินเหล่านั้นเข้าสู่กระทรวงการคลัง แต่ของใหม่ ทางสถาบันการพลศึกษาต้องการให้เม็ดเงินทุกอย่างที่เกิดขึ้นจากการบริหารจัดการ ของสถาบันเป็นเงินนอกงบประมาณเป็นเงินของสถาบัน ตรงนี้ผมกราบเรียนว่าผมต่อสู้ มามากแล้วก็เห็นด้วยครับว่าเงินที่เกิดจากการบริหารจัดการของสถานศึกษานั้นน่าจะเป็นเงิน ของสถานศึกษาให้สถานศึกษานํามาบริหารจัดการในทางการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ แต่ต้องมีกรอบว่าควรจะใช้ในเรื่องอะไรได้มากน้อยแค่ไหนอย่างไร มิฉะนั้นแล้วก็จะใช้เงินเหล่านี้ ไม่เป็นประโยชน์โดยตรงต่อการจัดการศึกษาสู่คุณภาพของสถานศึกษาอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นทั้ง ๓ เรื่องเห็นด้วย แต่มีข้อสังเกตที่จะให้ผู้บริหารสถาบันการพลศึกษาได้กํากับ ดูแลและหาช่องทางในการออกระเบียบข้อบังคับต่าง ๆ ให้สิ่งที่พวกเรากังวลมันหมดสิ้นไป ขอกราบขอบคุณท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ