เจริญ คันธวงศ์ สนับสนุนร่างพระราชบัญญัติแก้ไขกฎหมายเก่าเพื่อปรับโครงสร้างการบริหารงานของสถาบันให้ทันสมัย พร้อมย้ำถึงความสำคัญของการวิจัยและการเผยแพร่วิชาการเพื่อส่งเสริมคุณภาพการศึกษาของนักศึกษาไทย
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายเจริญ คันธวงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ขอสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ เพราะว่าพระราชบัญญัติฉบับนี้นั้นเป็นการแก้ไข กฎหมายเก่า ซึ่งใช้มาจนถึงปี พ.ศ. ๒๕๔๘ ประมาณ ๗ ปีที่แล้วมา แล้วก็แก้ไขบางอย่าง จากเดิมนั้นต้นร่างมีทั้งหมด ๖๔ มาตรา กฎหมายเดิมนั้นมีอยู่ ๖๔ มาตรา แล้วก็ร่างนี้ก็แก้ไข บางอย่างเพื่อว่าปรับโครงสร้างในการบริหารงานของสถาบันแห่งนี้ให้ทันสมัยให้เข้ากับ รูปแบบของการบริหารมหาวิทยาลัยทั่ว ๆ ไปที่ปฏิบัติอยู่ในประเทศไทยเท่านั้นเอง แล้วก็นอกจากนี้ก็มีการขยายการสอนจากระดับปริญญาตรีไปจนถึงปริญญาโทและปริญญาเอก ด้วยเหตุนี้จึงจําเป็นต้องมีตําแหน่งต่าง ๆ เพิ่มเติมขึ้นให้เข้ากันกับการบริหารมหาวิทยาลัยทั่ว ๆ ไป เป็นต้นว่าให้มีบัณฑิตวิทยาลัย ก็คือว่าสามารถดูแลการบริหารของระดับปริญญาโท และปริญญาเอก และนอกจากนี้ให้มีสภาวิชาการขึ้นมาเพื่อให้อาจารย์ ได้มีส่วนร่วมในการที่จะให้ข้อคิดในการบริหารงานในด้านวิชาการของมหาวิทยาลัย สําหรับอธิการบดีนั้นซึ่งท่านสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล ได้อภิปรายไปแล้ว ต้องขอประทานโทษ ที่เอ่ยนาม ก็เพราะว่าต้องการแทนที่จะสรรหาจากที่อื่นมาก็ให้อธิการบดีเป็นคนเสนอชื่อ รองอธิการบดีโดยที่ให้สภามหาวิทยาลัยเป็นผู้รับรองเห็นชอบด้วย ก็เหมือนกันกับ มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ทั่ว ๆ ไปที่เขาทําอยู่ สิ่งที่ผมอยากจะขอตั้งข้อสังเกตก็คือว่า ต่อไปนั้น คุณภาพของสถาบันการศึกษานั้นเป็นสิ่งสําคัญที่สุด เพราะว่าขณะนี้มีสถาบันอุดมศึกษาเพิ่มมากขึ้น แล้วในขณะเดียวกันก็คือคนเกิดน้อยลงไป จะเห็นได้ว่าขณะนี้โรงเรียนชั้นประถม มัธยม สผ ๗/๒๕๕๕ (ส. นิติบัญญัติ) ภาวดี ๖๘/๒ ก็คนเรียนน้อยลงไป ผลขณะนี้เดี๋ยวนี้มาสู่มหาวิทยาลัยแล้วว่ามหาวิทยาลัยหลาย ๆ แห่งนั้น ขาดนักศึกษา ผมก็เกรงว่ามหาวิทยาลัยนั้นบางแห่งจะลดคุณภาพของตนเองลงไปให้เท่ากับ ความสามารถของผู้เรียน ซึ่งผู้เรียนบางคนนั้นไม่สมควรที่จะต้องเรียนมหาวิทยาลัย เพราะว่า ไม่ถนัดทางนี้ แต่สถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาหลายแห่งต้องลดฐานะของตัวเองลงไปให้ เหมาะสมกับผู้เรียน อันนี้ผมมีความเป็นห่วงอย่างที่สุด เพราะว่าภารกิจหลัก ๆ ของมหาวิทยาลัยนั้นหรือสถาบันอุดมศึกษานั้นมีอยู่ ๔ ภารกิจด้วยกัน
ประการแรกก็คือสอนหนังสือ ซึ่งการสอนหนังสือนี้ทุกสถาบันเขาสอน หนังสืออยู่แล้ว แต่ว่าที่เป็นมหาวิทยาลัยเพิ่มขึ้นมาก็คือต้องมีงานวิจัย ถ้าไม่มีงานวิจัยไปแล้ว ภารกิจของการเป็นมหาวิทยาลัยนั้นหายลงไป ก็จะเสมือนหนึ่งว่าการเรียนเหมือนกับ ชั้นประถม คือว่าจดตามที่ครูบอกแล้วก็ไปท่องเอา แล้วครูก็ออกข้อสอบตามนั้น ทําให้ไม่เกิด ปัญญา และโดยเฉพาะอย่างยิ่งอีก ๓ ปีข้างหน้าเราจะเข้าสู่สังคมอาเซียนแล้วสังคมนั้นเราจะ เข้าไปแข่งกันในระดับคุณภาพทางการศึกษา ถ้านักศึกษาไทยนั้นขาดการวิจัย คุณภาพ ของผู้สอนนั้นไม่มีเราก็จะด้อยกว่าเพื่อน อันนั้นเป็นภารกิจที่สําคัญ แล้วก็ขณะนี้ อาจารย์หลาย ๆ ท่านที่เป็นอาจารย์เก่า แล้วไม่สามารถปรับตัวเองได้ สผ ๗/๒๕๕๕ (ส. นิติบัญญัติ) อริสา ๖๙/๑ ให้เป็นงานวิจัย ก็มีความกลัดกลุ้มอย่างยิ่งที่จะอยู่ในสถาบันอุดมศึกษาต่อไป แล้วมหาวิทยาลัยต่าง ๆ นั้นก็มีปัญหาเรื่องอาจารย์ประเภทนี้มาก เพราะว่าไม่ชอบงานวิจัย ชอบแต่สอนหนังสืออย่างเดียว ซึ่งมหาวิทยาลัยนั้นในสมัยใหม่นี้รับไม่ได้จะต้องหาทางให้คน ประเภทนี้ไปฝึกงานวิจัย ทําไม่ได้ต้องเปลี่ยนอาชีพใหม่ นอกจากมีงานวิจัยแล้วงานภารกิจ ที่ ๓ ต่อไป ก็คือว่าจะต้องเผยแพร่วิชาการจะเผยแพร่วิชาการได้นั้นมหาวิทยาลัยจะต้อง ค้นหาความรู้ใหม่ ๆ โดยการวิจัย เมื่อวิจัยแล้วจะเก็บไว้ในหิ้งเฉย ๆ ไม่ได้ จําเป็นจะต้อง เผยแพร่ความรู้วิชาการนี้สู่สังคมต่อไป แล้วภารกิจอันสุดท้ายของมหาวิทยาลัยก็คือว่า การทํานุบํารุงศิลปวัฒนธรรม ซึ่งแน่นอนถ้าเรามีมหาวิทยาลัยหลายแห่งช่วยกันเผยแพร่ ทํานุบํารุงศิลปวัฒนธรรมให้อยู่ต่อไปนั้นเป็นสิ่งที่น่านิยมอย่างยิ่ง
แล้วอีกประการหนึ่ง เรื่องคุณภาพด้านการศึกษานั้น ผมอยากจะตั้งข้อสังเกต ไว้ว่ามีหลาย ๆ มหาวิทยาลัยรวมทั้งของรัฐด้วยได้พยายามขยายหลักสูตรขึ้นมาอย่างมาก อย่างที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติจากฝ่ายรัฐบาลได้อภิปรายไปแล้วว่าคนเรียนหนังสือแล้วก็ ตกงานเป็นแถว ก็เพราะว่าหลาย ๆ มหาวิทยาลัยแม้แต่ของรัฐเองก็พยายามเปิดคณะวิชา ต่าง ๆ มากขึ้น แต่ว่าคณะต่าง ๆ นั้นไม่ได้สนองตอบความต้องการของตลาด แล้วก็มีปัญหา ทําให้เด็กจบมาแล้วไม่มีงานทํา เท่านั้นยังไม่พอครับ รายได้ของมหาวิทยาลัยนั้นที่ว่ารัฐบาล ให้จํานวนจํากัด แต่ที่ร้ายไปกว่านั้น ก็คือว่าผู้บริหารมหาวิทยาลัยบางแห่งได้พยายาม ขยายหลักสูตรมากขึ้น แล้วก็หารายได้ให้กับตนเองโดยที่ว่าตั้งตนเองนั้นเป็นที่ปรึกษา หลักสูตรต่าง ๆ แล้วคิดสตางค์หลักสูตรเดือนละ ๒๐,๐๐๐ บาท ๑๐,๐๐๐ บาทบ้าง บางมหาวิทยาลัยมีหลักสูตรพิเศษอย่างนี้ประมาณ ๑๐ หลักสูตร ๒๐ หลักสูตร แล้วก็หาสตางค์ให้กับตนเอง หลักสูตรละ ๑๐,๐๐๐ บาทต่อเดือน ถ้า ๑๐ หลักสูตร ก็ ๑๐๐,๐๐๐ บาทต่อเดือน หลาย ๆ มหาวิทยาลัยเป็นอย่างนั้นครับ ผมอยากจะเตือนว่า ไม่อยากจะให้สถาบันการศึกษาแห่งนี้ต้องเอาวิธีการอย่างที่ไม่น่านิยมของมหาวิทยาลัยอื่น มาปฏิบัติ ผมขอตั้งข้อสังเกตไว้ครับ แต่ว่าในที่สุดนี้อย่างไรก็ตามผมขอสนับสนุน ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ครับ