สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๗ · ๑๒ มกราคม ๒๕๕๕

สมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล เสนอร่างพระราชบัญญัติสถาบันการพลศึกษาและหารือเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาการบริหารงานโรงเรียนกีฬา การบรรจุข้าราชการ ครูผู้สอน และการเปิดสอนระดับปริญญาโท ปริญญาเอก นอกจากนี้ยังหารือเกี่ยวกับการสรรหาบุคคลผู้บริหาร การบริหารเงินและการขาดโรงเรียนกีฬาจังหวัดปทุมธานี และเรียกร้องให้ตั้งโรงเรียนกีฬาปทุมธานีเพื่อให้เด็กไทยมีโอกาสเท่าเทียมกัน

นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล ตรัง

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมได้เสนอร่างพระราชบัญญัติสถาบันการพลศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ร่วมกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จํานวน ๒๐ ท่านด้วยกัน เนื่องจากพระราชบัญญัติสถาบันการพลศึกษา ซึ่งได้ตราไว้ตั้งแต่ปี ๒๕๔๘ บัดนี้ ทางรัฐบาลได้เสนอขอแก้ไขทั้งสิ้นตามหลักการนะครับ ทั้งหมด ๑๑ รายการด้วยกัน ทั้งกําหนดให้โรงเรียนกีฬาเป็นส่วนราชการ ทั้งกําหนดบทนิยามของสภาวิชาการในการ กําหนดคุณสมบัติ รวมถึงการกําหนดปริญญาในสถาบัน ท่านประธานที่เคารพครับ เนื่องจาก สถาบันการพลศึกษาเป็นการตราตั้งแต่ปี ๒๕๔๘ มีสถาบันที่เกี่ยวข้องอยู่ ๒ สถาบันด้วยกัน ก็คือสถาบันการพลศึกษาของแต่ละวิทยาเขต ซึ่งขณะนี้มีอยู่ทั้งหมด ๑๗ วิทยาเขตด้วยกัน กระจายกันทั่วประเทศมีหน้าที่รับผิดชอบในการผลิตบุคลากรทางด้านพลศึกษา ทางด้านกีฬา ทางด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา แน่นอนครับ สถาบันการพลศึกษาเดิมจริง ๆ ก็คือวิวัฒนาการ มาจากวิทยาลัยพลศึกษาแต่ละแห่งนะครับ มีหน้าที่ผลิตครูเสียส่วนใหญ่ ต่อมาวิวัฒนาการ ของกีฬาก็มองว่าในการที่จะพัฒนากีฬาถ้าเกิดสร้างนักกีฬาในระดับที่มีอายุมากในนักศึกษา ที่เข้ามาเรียนในระดับสถาบันวิทยาลัยพลศึกษา หรือสถาบันวิทยาลัยครู หรือมหาวิทยาลัยอาจจะช้า มีการไปศึกษาดูงานศึกษาตามหลักวิชาการว่าถ้าเกิดนักกีฬา สามารถพัฒนาตั้งแต่เด็กโอกาสที่เด็กจะมีความก้าวหน้าหรือมีความสุดยอดทางด้านกีฬา ก็มีโอกาสสูงขึ้น ก็เลยมีแนวคิดเรื่องการตั้งโรงเรียนกีฬาครับ โรงเรียนกีฬาโดยแนวคิด ก็คือให้เด็กได้มีโอกาสเรียนตามสายพื้นฐานจนจบระดับมัธยมศึกษาเหมือนเด็กทั่วไป แต่เวลา ส่วนที่เหลือให้เด็กได้มีโอกาสฝึกกีฬากันอย่างเข้มข้น รัฐบาลแต่ละยุคก็พยายามที่จะกระจาย โอกาสให้กับเด็กนักเรียนทุกคนได้มีโอกาสได้เข้าเรียนในโรงเรียนกีฬา ซึ่งเปิดทั้งหมด สผ ๗/๒๕๕๕ (ส. นิติบัญญัติ) พรธิดา ๖๓/๒ ๑๑ แห่ง ทั่วประเทศในขณะนี้ จริง ๆ แล้วมีการวางนโยบายไว้ว่าควรจะเปิดให้ครบ ๑๒ แห่ง ทั่วประเทศ ทั้งนี้เพื่อเป็นการกระจายโอกาสให้กับนักเรียน ท่านประธานครับ เหตุผลที่เขา ตั้งโรงเรียนกีฬามีหลายเหตุผลด้วยกันและโดยเฉพาะสาระที่สําคัญก็คือการจัดการศึกษา ของไทยในระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานนั้นไม่สามารถที่จะพัฒนาเด็กหรือปูพื้นฐานทางด้าน กีฬาให้กับเด็กสู่ความเป็นเลิศได้เลย ท่านประธานคงทราบว่าโรงเรียนในสังกัด กระทรวงศึกษาธิการ ๓๐,๐๐๐ กว่าโรงนั้นขาดครูพลศึกษาถึง ๑๘,๐๐๐ โรง แสดงให้เห็นว่า เด็กไทยจะมีสิทธิสําหรับที่จะเรียนรู้ทางด้านพลศึกษาหรือทางด้านการกีฬาก็ขาดไป โรงเรียนกีฬา จึงเป็นโรงเรียนที่สร้างความเป็นเลิศทางการกีฬาโดยเฉพาะ ท่านประธานครับ หลังจากที่ สผ ๗/๒๕๕๕ (ส. นิติบัญญัติ) เสาวลักษณ์ ๖๔/๑ พ.ร.บ. สถาบันการพลศึกษาตั้งแต่ปี ๒๕๔๘ ได้มีขึ้น อย่างน้อยก็คือทําให้โรงเรียนกีฬา จัดการเรียนการสอนได้สะดวกขึ้น สถาบันการพลศึกษาได้จัดการเรียนการสอนที่สะดวกขึ้น ท่านประธานครับ ผมมีอยู่ ๓-๔ ประเด็นที่ขออนุญาตแสดงความคิดเห็นก่อนที่ท่านสมาชิก จะได้มีมติเห็นชอบในหลักการหรือไม่

เรื่องแรกที่อยากจะพูดถึงก็คือเนื้อหาสาระของร่างพระราชบัญญัติสถาบัน การพลศึกษาในครั้งนี้มีการแก้ไข เรื่องแรกก็คือโรงเรียนกีฬาครับ โรงเรียนกีฬาทั้ง ๑๑ แห่ง เดิมมีฐานะเทียบเท่าคณะครับ พอเทียบเท่าคณะกฎหมายฉบับนี้ขอแก้ไขให้เป็นนิติบุคคล เป็นส่วนราชการหนึ่งในสังกัดของสถาบันการพลศึกษา ถามว่าถ้าเกิดเปลี่ยนจากคณะ มาเป็นส่วนราชการมีประโยชน์ดีขึ้นหรือไม่ ก็ขอเรียนว่าดีขึ้นครับ

ส่วนที่ ๑ ก็คือนักเรียนหรือครู ข้าราชการครูที่สอนอยู่ในสถาบันการพลศึกษา ก็ได้ใช้กฎหมายของข้าราชการครูแล้วก็บุคลากรทางการศึกษา ในขณะเดียวกันสถาบันการพลศึกษา ก็สามารถที่จะใช้กฎหมายเกี่ยวข้องกับการอุดมศึกษา หมายถึงว่าครูผู้สอนในสถาบัน การพลศึกษาก็มีโอกาสที่จะปรับตําแหน่งทางวิชาการเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์หรือศาสตราจารย์ได้ โรงเรียนกีฬาก็เป็นครู ครู ๑ ครู คส ๒ ครู คส ๓ และโดยเฉพาะผู้บริหารครับท่านประธาน ผู้บริหารซึ่งขณะนี้มีความลักลั่นมากในโรงเรียนกีฬา ผู้บริหารส่วนหนึ่งก็คือจะต้องไปเป็นครูสอนด้วย ส่วนหนึ่งก็คือเป็นผู้บริหารด้วย ทํางาน ๒ อย่างแล้วก็เวลาจะทําผลงาน ถ้าเกิดเป็นผู้บริหาร ถ้าไม่สอนก็ทําผลงานทางด้าน การเป็นครูไม่ได้ ถ้าเกิดจะทําผลงานด้านผู้บริหารไปทําหน้าที่ครู มันไม่เกิดประสิทธิภาพ สูงสุด การแก้ไขครั้งนี้ก็คิดว่าจะทําให้การบริหารงานของโรงเรียนกีฬาดีขึ้น

ส่วนที่ ๒ ในเรื่องการบรรจุข้าราชการโดยเฉพาะครูผู้สอน ครูผู้สอน ในโรงเรียนกีฬาท่านประธานคงทราบครับ คล้าย ๆ กับการบรรจุครูในโรงเรียนระดับสามัญธรรมดา ใครเก่งทางด้านวิทยาศาสตร์ก็บรรจุครูวิทยาศาสตร์ ใครเก่งคณิตศาสตร์ก็บรรจุ ครูคณิตศาสตร์ แต่โรงเรียนกีฬาท่านจะสังเกตว่าปัญหาที่ผ่านมาก็คือไม่สามารถบรรจุครู ที่เก่ง ๆ ในแต่ละสาขาในแต่ละวิชา ในแต่ละความสามารถชนิดกีฬานั้น ๆ ท่านประธานครับ ในต่างประเทศ ผมยกตัวอย่าง เช่น ประเทศจีน นักกีฬาที่ไปได้เหรียญทองในการแข่งขันกีฬา โอลิมปิกเกมส์ (Olympic Games) กลับมาอยู่ประเทศของเขา เขาบรรจุให้เป็นครู สผ ๗/๒๕๕๕ (ส. นิติบัญญัติ) เสาวลักษณ์ ๖๔/๒ ในโรงเรียนกีฬา วันนี้ครับท่านประธาน แชมป์โอลิมปิกของเราหลายท่านด้วยกัน มีโอกาสได้บรรจุมาเป็นข้าราชการหรือเป็นครูในโรงเรียนกีฬาไหมครับ น้อยมากครับ เนื่องจาก ปัญหาเรื่องระเบียบ ระบบข้าราชการนี้ทําให้คนเก่ง ๆ ไม่สามารถที่จะมาสอนนักเรียน ถ้าเกิดนักเรียนมีแบบอย่างที่ดี มีครูที่เก่ง นักเรียนก็สามารถเก่งตามไปด้วย แต่ ณ วันนี้ มันก็ติดขัดเรื่องระเบียบทางราชการนี่ครับ วันนี้ พ.ร.บ. ฉบับนี้จึงขอเข้ามาแก้ไข

ส่วนที่ ๒ ก็คือการเปิดในระดับปริญญาโท ปริญญาเอก ที่ผ่านมา สมัยที่เป็นวิทยาลัยพลศึกษา ผมมีโอกาสเป็นข้าราชการครูอยู่ที่นั่น เราสอนกันแค่ระดับ ปกศ.สูง พลศึกษาแค่นั้นเองครับ เวลาที่นักศึกษาของเราจะเรียนต่อระดับปริญญาตรี ไม่มีโอกาสที่จะเปิดสอนได้ เพราะว่ากฎหมายไม่เอื้ออํานวย ต้องไปสมทบกับสถาบันราชภัฏ หรือวิทยาลัยครูเดิม เช่น จังหวัดตรังอาจจะไปสมทบกับจังหวัดนครศรีธรรมราช อย่างนี้นะครับเปิดปริญญาตรีโอกาสของเด็กก็น้อยลง วันนี้ถ้าเกิดกรณีสถาบันสามารถ เปิดระดับปริญญาโท ปริญญาเอกได้ ก็ทําให้เด็กนักเรียนหรือครูบาอาจารย์ที่มีความประสงค์ จะเพิ่มพูนความรู้ก็สามารถที่จะมาเรียนที่สถาบันการพลศึกษาได้ ท่านประธานครับ เมื่อก่อนคณาจารย์ในสถาบันการพลศึกษา ท่านก็คงทราบว่าโดยส่วนใหญ่ก็จบปริญญาตรี เก่งทางด้านกีฬา สผ ๗/๒๕๕๕ (ส. นิติบัญญัติ) พรภิมล ๖๕/๑ แต่วันนี้ครูสถาบันการพลศึกษาเรียนระดับ ปริญญาเอก หรือดอกเตอร์ ๑๐๐ กว่าคนด้วยกัน ครับ ผมทราบว่าประมาณ ๑๖๐ คน ที่กําลังเรียนในระดับปริญญาเอก และมีอาจารย์ ระดับปริญญาเอกขณะนี้ที่สําเร็จการศึกษาแล้วถึง ๒๐ กว่าท่าน เพราะฉะนั้นแสดงให้เห็นว่า ขณะนี้ศักยภาพของผู้สอนในสถาบันการพลศึกษาก็อยู่ในระดับแนวหน้า ท่านประธานครับ ไม่ต้องกังวลว่ามาตรฐานมันจะเป็นอย่างไร มีการควบคุมโดยคณะกรรมการการอุดมศึกษาว่า สถาบันใดบ้างที่มีความพร้อมที่จะเปิดระดับปริญญาโท สถาบันใดบ้างที่มีความพร้อมที่จะ เปิดระดับปริญญาเอก ตรงนี้ละครับเป็นสิ่งสําคัญในการแก้ไข พ.ร.บ. ฉบับนี้อีกฉบับหนึ่ง

ท่านประธานครับ เรื่องที่ ๓ ก็คือ เรื่องของผู้บริหาร เดิมการจัดสรรหา รองอธิการบดี หรือผู้อํานวยการวิทยาลัยพลศึกษาเดิม ต้องใช้วิธีการสรรหาจากสถาบัน แล้วก็ให้สภาเป็นคนแต่งตั้งไป ท่านประธานครับ การสรรหาทําให้เกิดการแตกแยกในสถาบัน เยอะมากครับ ใครที่ได้รับการสรรหาก็มีความสุขสามารถบริหารงาน ใครที่ไม่ได้รับ การสรรหาก็มีความรู้สึกเสียใจ ก็ไม่ค่อยได้เข้าร่วมในการพัฒนา หรือบริหารงานในสถาบัน อาจจะเป็นผลเสียในระบบการสรรหา บัดนี้ถ้าเกิดกรณีกฎหมายฉบับนี้ผ่านนะครับ ต่อไปนี้ รองอธิการบดีก็จะได้รับการแต่งตั้งจากอธิการบดีเลย ซึ่งถือว่าเป็นการทํางานกันเป็นทีม ก็คิดว่าจะเป็นผลดีอย่างหนึ่งในการพัฒนาการศึกษาอีกทางหนึ่ง

เรื่องสุดท้าย ก็คือเรื่องการนํารายได้มาใช้สําหรับกิจการของสถาบัน การพลศึกษาครับท่านประธาน ท่านประธานครับ ทั้งโรงเรียนกีฬา แล้วก็สถาบัน การพลศึกษา ในปัจจุบันเวลาจะใช้จ่ายเงินจะต้องเบิกจ่ายตามระเบียบของกระทรวงการคลัง ท่านประธานจะเห็นว่ากระทรวงการคลังผมยกตัวอย่าง เรื่องงบประมาณเรื่องเบี้ยเลี้ยง นักกีฬาแล้วกันครับท่านประธาน วันนี้ค่าแรงขั้นต่ําครับ ท่านรัฐมนตรีครับ ๓๐๐ บาท แต่นักเรียนเวลาไปแข่งขันกีฬา วันนี้เดินทางไปแข่งขันกีฬาภายในประเทศได้กันเพียงแค่ ๑๐๐ กว่าบาท ลําบากมาก ถามว่าพอเบิกได้ ๑๐๐ กว่าบาท โรงเรียนจะเบิกเพิ่มเติมสมทบ ให้ได้ไหมครับ ให้ไม่ได้ วันนี้ทางกฎหมายฉบับนี้ก็ขอแก้ไขสามารถที่จะนํารายได้มาใช้สําหรับ กิจการของทางโรงเรียนกีฬา หรือสถาบันการพลศึกษาได้ ท่านประธานครับ แต่สิ่งที่ผมกังวล ก็คือ เนื่องจากรายได้ของสถาบันมีอยู่ไม่กี่ตัวครับ ส่วนแรกก็คือเงินบํารุงการศึกษา ส่วนที่ ๒ ก็คือค่าลงทะเบียน ท่านประธานครับ แน่นอนเมื่อสถาบัน หรือโรงเรียนสามารถที่จะนํา สผ ๗/๒๕๕๕ (ส. นิติบัญญัติ) พรภิมล ๖๕/๒ เงินรายได้มาใช้ ซึ่งต้องผ่านระเบียบนั้น ถูกต้องตามระเบียบ แต่เป็นห่วงว่าถ้าเกิดผู้บริหาร บางคนคิดว่า จะหารายได้จากตรงนี้เพื่อที่จะมาช่วย สมมุติว่าช่วยเรื่องเบี้ยเลี้ยงนักกีฬา แต่ว่ากลายเป็นไปเก็บค่าลงทะเบียนมากขึ้น ในสถาบันการพลศึกษา แน่นอนครับเด็กโดยส่วนใหญ่ ก็ฐานะยากจน ในอดีตที่ผ่านมาโชคดีครับหลายรัฐบาล โดยเฉพาะแนวคิดตั้งแต่สมัยท่านชวน หลีกภัย ท่านนายกรัฐมนตรีบรรหาร ก็คือมีกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา เด็กสามารถเรียนได้ แต่วันนี้ ที่เป็นห่วงก็คือ ถ้าเกิดกรณีสามารถนํารายได้มาจ่ายได้ แต่อย่าไปเพิ่มในการเก็บ ค่าลงทะเบียนนักศึกษาเป็นอันขาด ตรงนี้เป็นข้อห่วงใย เป็นข้อกังวล ท่านประธานครับ แน่นอนครับ สถาบันการพลศึกษาและโรงเรียนกีฬาเป็นสถาบันที่จะสร้างความภาคภูมิใจ ให้กับพี่น้องคนในชาติ ซีเกมส์ (SeaGames) ครั้งนี้นะครับ มีนักศึกษาแล้วก็นักเรียน ของโรงเรียนกีฬาไปแข่งที่ประเทศอินโดนีเซียไป ๑๐๐ กว่าท่านนะครับนักกีฬา สัมฤทธิผล ได้มา ๒๘ เหรียญทอง แล้วก็รวมทั้งเหรียญเงิน เหรียญทองแดง ๑๐๐ กว่าเหรียญ นี่คือ สัมฤทธิผลที่เกิดขึ้น ถ้าเกิดมีโอกาสทําให้สถาบันทั้ง ๒ แห่ง สะดวกในการบริหารผมเชื่อว่า การกีฬาของเราก็ก้าวหน้า

มีประเด็นสุดท้ายครับท่านประธาน ก็คือนักเรียนแล้วก็เยาวชนในพื้นที่ เขตการศึกษา ๑ เดิมครับ แถวบริเวณรอบปริมณฑลของกรุงเทพมหานคร ยังไม่มี โรงเรียนกีฬา วันนี้ยังขาดอยู่ ๑ โรงเรียน ก็คือโรงเรียนกีฬาจังหวัดปทุมธานี สผ ๗/๒๕๕๕ (ส.นิติบัญญัติ) เปมิศา ๖๖/๑ ขอให้ทางรัฐบาลได้ตั้งโรงเรียนกีฬาปทุมธานี ทั้งนี้เพื่อโอกาสให้กับเด็กไทยทุกคนได้มีโอกาส เท่าเทียมกัน ผมเห็นว่าสมาชิกทุกท่านเห็นด้วยกับหลักการเพื่อนําเข้าไปสู่คณะกรรมาธิการ ได้พิจารณาแก้ไขในโอกาสต่อไปครับ ขอสนับสนุนครับ ท่านประธานครับ