จารุพรรณ กุลดิลก หารือเรื่องการส่งออกสินค้าทางชีวภาพและอาหาร โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการกำหนดรหัสและพิกัดอัตราศุลกากรที่ชัดเจน เพื่อให้ประเทศไทยสามารถเป็นผู้นำในเรื่องการส่งออกสินค้าเหล่านี้ได้ และเพื่อความเป็นธรรมและความปลอดภัยในการส่งออกสินค้า
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพและเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทุกท่าน ดิฉัน จารุพรรณ กุลดิลก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เรื่องพระราชกําหนดพิกัดอัตราศุลกากร (ฉบับที่ ๕) พุทธศักราช ๒๕๕๕ นั้น ดิฉันมีความเห็นด้วยอย่างยิ่งในการที่ควรจะเร่งรัดให้เกิด พระราชกําหนดพิกัดอัตราศุลกากร ด้วยเหตุผลดังนี้ค่ะ
เนื่องจากดิฉันเองเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านเคมีและระบบชีวภาพ ได้เห็นแล้วว่าปัจจุบันโลกนั้นต้องการที่จะมีการแก้ไขในเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับระบบชีวภาพ อีกมากมาย และศักยภาพในภูมิภาคอาเซียน รวมทั้งประเทศไทยเป็นประเทศที่สามารถ แก้ไขเรื่องสิ่งแวดล้อม เรื่องอาหาร ความมั่นคงทางอาหารในระดับโลกได้ ในฐานะที่ทํางาน ในคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ ดิฉันได้เห็นความสําคัญอย่างยิ่งในการที่จะเน้นย้ํา ในเรื่องความมั่นคงของอาหารและเป็นประเด็นใหญ่ของโลก ประเทศไทยนั้นมีศักยภาพที่จะ เป็นผู้นําในเรื่องนี้ได้ ดังนั้นสารเคมีต่าง ๆ ถ้าเราเห็นแล้วว่ามีความสําคัญควรจะกําหนดให้ชัด เพราะว่าเราไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า อย่างข้าวแต่ละชนิดนั้นมีองค์ประกอบ ที่ไม่เหมือนกัน และข้าวไทยนั้นมีคุณภาพสูงมาก มีทั้งวิตามิน มีทั้งคาร์โบไฮเดรต (Carbohydrate) สารองค์ประกอบทางเคมีมากมาย ดังนั้นในการสื่อสารกับชาวโลกว่ารหัส ที่จะเป็นตัวแทนของสิ่งที่เรียกว่าคุณภาพนั้นมีความจําเป็นอย่างยิ่ง ประเทศไทยประสบกับ ปัญหาที่เราส่งออกสินค้าต่าง ๆ ซึ่งเป็นสารเคมีนั้น หรือโดยเฉพาะวัตถุทางชีวภาพทางด้าน อาหารส่งไปกลางทะเลค่ะท่านประธาน แล้วปรากฏว่าต้องถูกตรวจสอบไม่ได้มาตรฐานและ ถูกส่งกลับ ตรงนี้จริง ๆ แล้วประเทศไทยนั้นมีการวิเคราะห์ แต่ปรากฏว่ามีการถกเถียงกันมาก หากไม่มีการกําหนดพิกัดอัตราศุลกากรหรือรหัสที่ชัดเจน ดิฉันเชื่อว่าประเทศไทยจะต้อง เสียเปรียบกับประเทศอื่นในเรื่องการวิเคราะห์รหัสอีกมากมาย ดังนั้นเรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่ สําคัญมาก โดยเฉพาะภูมิภาคอาเซียนเราไม่จําเป็นจะต้องเสียเวลากับการที่จะต้องตรวจสอบ องค์ประกอบต่าง ๆ ในเชิงเคมีอีกแล้ว การที่กําหนดเป็นรหัสและสามารถผ่านด่านศุลกากร ได้อย่างรวดเร็วจะทําให้ประเทศไทยนั้นสามารถเป็นผู้นําในเรื่องการส่งออกได้ โดยเฉพาะ สินค้าที่เกี่ยวกับชีวภาพและทางด้านอาหาร ดังนั้นจึงมีความเห็นด้วย ดิฉันเห็นด้วยอย่างยิ่ง ที่จะเป็นหน้าที่ของรัฐสภาแห่งนี้ที่จะต้องรีบวิเคราะห์แล้วก็ออกพระราชกําหนดพิกัดอัตรา ศุลกากรในระบบ ๘ หลักให้ได้เร็วที่สุด เพราะว่าจะมีความละเอียด เนื่องจาก ภูมิภาคอาเซียนนั้นมีความหลากหลายทางชีวภาพมาก ดังนั้นวัตถุดิบต่าง ๆ ก็จะต้องมี ความหลากหลายมาก และจะไม่มีใครเข้าใจ ดังนั้นหากเรามีความละเอียดและมีความล้ําหน้า ในเรื่องหลักการต่าง ๆ โดยเฉพาะพิกัดอัตราที่ล้ําหน้ากว่าภูมิภาคอื่นประเทศไทยก็จะ ได้เปรียบในเรื่องนี้เช่นเดียวกัน อย่างที่ท่านรัฐมนตรีได้ชี้แจงในเรื่องกระจกโฟลท ดิฉันเห็น ด้วยอย่างยิ่ง เพราะว่าเรามองไม่เห็นได้ด้วยตาเปล่า กระจกธรรมดาที่มีคุณภาพกับกระจก ที่อาจจะมีน้ําหนักที่น้อย ดังนั้นหากมีพิกัดอัตราศุลกากรหรือว่ารหัสที่ชัดเจนนั้นก็จะทําให้ การพิจารณาในการผ่านเรื่องพิกัดอัตราศุลกากรของประเทศไทยเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นดิฉันเห็นแล้วในเรื่องอาร์ติเคิล ๓ (Article 3) ของฮาร์โมไนซ์ ทาริฟ โนเมนเคลเจอร์ (Harmonizd Tariff Nomenclature) ซึ่งเป็นของอาเซียนนั้นควรจะทําให้เป็นระบบเดียวกัน เป็นระบบที่คล้ายคลึงสอดคล้องกันไป เพราะฉะนั้นอาร์ติเคิล ๓ นั้นมีความสําคัญอย่างยิ่ง และโดยเฉพาะการเน้นย้ําให้เกิดอนุสัญญาระบบฮาร์โมไนซ์นั้นนะคะ ในอาร์ติเคิล ๓ ได้เน้นย้ําว่าแต่ละหน่วยงานของแต่ละประเทศควรที่จะทําระบบให้สอดคล้องคล้ายคลึงกัน ประเทศไทยเองสามารถที่จะรักษาคุณภาพ และดิฉันเชื่อว่าจะมีการพัฒนาอย่างหลากหลาย เลยทีเดียวไม่แต่เพียงระบบเศรษฐกิจ แต่เป็นระบบความรู้ด้วย ดังนั้นหากเรามีรหัสที่ชัดเจนแน่นอนการสื่อสารจะเป็นระบบเดียวกัน แล้วก็สื่อสารได้ทั้ง นักธุรกิจแล้วก็วงการวิชาการที่จะมีการพัฒนาความหลากหลายทางชีวภาพต่อไป อันนี้ จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง และดิฉันเห็นว่าหากรัฐสภาโดยเฉพาะเพื่อนสมาชิกผู้แทนราษฎร ได้ผ่านพระราชกําหนดอัตราพิกัดศุลกากรนี้จะเป็นผลงานที่ทิ้งไว้ให้กับคนรุ่นหลังอย่างดีเลย ขอบพระคุณค่ะท่านประธาน