สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๕ · ๔ มกราคม ๒๕๕๕

สรรเสริญ สมะลาภา หารือเรื่องการแก้ไขหนี้ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน และเรียกร้องให้รัฐบาลมีมาตรการแก้ไขที่ชัดเจนและไม่ทำให้ความมั่นใจของประชาชนหายไป

นายสรรเสริญ สมะลาภา กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม สรรเสริญ สมะลาภา กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ครับ ผมคิดว่าหลังจากที่เรา พิจารณางบประมาณฉบับนี้วาระที่หนึ่ง เวลาก็ผ่านมาเดือนเศษ ๆ เกือบ ๒ เดือนนะครับ สถานการณ์ในเรื่องของการใช้เงิน ในเรื่องของการกู้เงินของรัฐบาล มันก็เปลี่ยนไป ที่ผม ขอสงวนไว้ว่าจะให้ตัด ๕ เปอร์เซ็นต์นั้น เดิมทีเดียววัตถุประสงค์ก็เพื่อที่จะให้รัฐบาลมีความรอบคอบ ในการใช้เงินงบประมาณ แล้วก็การใช้เงินไม่ให้มีการซ้ำซ้อน มีการจัดลำดับที่ดีว่าโครงการใดควรมีการเร่งด่วน โครงการใดชะลอได้ก็ชะลอไปก่อน แต่ตลอดระยะเวลาเกือบ ๒ เดือนที่ผ่านมาครับ สถานการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไป ที่ผมคิดว่าจะขอตัด ๕ เปอร์เซ็นต์ในยอดรวมนั้นที่จริงแล้ว มันควรจะมากกว่านั้น ถ้าหากมีการติดตามข่าวในช่วงเกือบ ๒ เดือนที่ผ่านมา มันก็มีความพยายาม ของรัฐบาลที่จะบังคับให้แบงก์ชาติพิมพ์แบงก์ออกมาใช้ แล้วก็เป็นเรื่องที่น่าตลกขบขันมาก สำหรับผู้ที่ติดตามเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง เพราะเกิดการทะเลาะกันในรัฐบาลเอง ฝั่งหนึ่งก็คือ รองนายกรัฐมนตรีครับ ส่วนอีกฝั่งหนึ่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แล้วก็แบงก์ชาติ จริง ๆ ความเห็นที่ไม่ตรงกันนั้นเป็นเรื่องปกติครับ แต่ว่าสิ่งที่ไม่ปกติก็คือเป็นความเห็น ที่ไม่ตรงกันและเป็นการทะเลาะกันผ่านทางสื่อมวลชน ผมคิดว่าเรื่องนี้สำคัญมากครับ เพราะทำให้ พี่น้องประชาชนรวมทั้งนักลงทุนต่าง ๆ เกิดความไม่มั่นใจในการดำรงชีวิตครับ ๕ เดือน ที่ผ่านมาครับ ท่านประธานครับ มันเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นบ้างที่กระทบต่อความมั่นใจในการ ดำรงชีวิตของพี่น้องประชาชน เราจะมีการแก้รัฐธรรมนูญซึ่งก็ยังบอกไม่ชัดว่าแก้เพื่ออะไร แก้มาตราไหนบ้าง แล้วก็ในข่าวเปรย ๆ มานะครับ ก็ยังมีในเรื่องของการนิรโทษกรรม เรื่องนี้ ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่สร้างความขัดแย้งที่อยู่ในภาวะปัจจุบัน ๑๕ ล้านเสียงที่เลือกรัฐบาลมาครับ จริงอยู่ครับ มีส่วนหนึ่งที่สนับสนุนการแก้รัฐธรรมนูญ แต่ก็มีส่วนใหญ่อีกหลายส่วนที่เลือก รัฐบาลมาเพราะเชื่อว่ารัฐบาลจะทำนโยบายที่ประกาศออกมาได้ เพราะฉะนั้นผมคิดว่า รัฐบาลต้องคิดให้หนักนะครับ จะเอาอะไรก่อน อะไรหลัง อย่าทำให้ทั้ง ๑๕ ล้านคนที่เลือกท่านมา ผิดหวัง โดยการไปสร้างความขัดแย้งขึ้นมาอีกวงหนึ่ง แล้วก็จะทำให้นโยบายต่าง ๆ ที่ท่าน ประกาศไว้ล่าช้าไม่เป็นตามความคาดหวังของพี่น้องประชาชน นอกจากเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ แล้วยังมีเรื่องน้ำท่วมครับ ตอนนี้ภาคใต้ก็โดนแล้ว คำถามที่ตามมาสำหรับภาคเหนือ แล้วก็ ไล่ลงมาถึงกรุงเทพมหานครก็ยังมีต่อว่าปีนี้จะโดนอีกหรือไม่ ความมั่นใจต่าง ๆ มันหายไปครับ แล้วก็ยังไม่หมดในเรื่องนี้ เพราะว่าในกรณีของน้ำท่วมนั้นมันได้ลุกลามมาเป็นปัญหาสินค้า ราคาแพงในปัจจุบัน และที่ผมจะขออภิปรายต่อจากนี้ไปก็คือได้ลุกลามมาเป็นความมั่นใจ ในเรื่องของนโยบายการเงินและการปฏิบัติงานของแบงก์ชาติครับ ต้องขอเกริ่นก่อนครับว่า หน้าที่ของแบงก์ชาติคืออะไร แล้วที่ผ่านมามันมีหนี้อยู่ก้อนหนึ่งซึ่งเป็นหนี้ที่เกิดขึ้นจาก การช่วยเหลือสถาบันการเงินแต่ไหนแต่ไรมา องค์กรหลักที่ดูแลในเรื่องนี้ก็คือกองทุนเพื่อการฟื้นฟู และพัฒนาระบบสถาบันการเงินครับ แต่ไหนแต่ไรมาครับ กองทุนนี้มีหน้าที่เพื่อส่งเสริม เพื่อให้ระบบสถาบันการเงินมีความมั่นคง ก็โดยมากจะมีแต่รายจ่ายละครับ ไม่มีรายได้ และแน่นอนที่สุด หลังจากวิกฤติเศรษฐกิจการเงินเมื่อปี ๒๕๔๐ กองทุนนี้ก็จะมีหนี้ขึ้นมา รัฐบาลหลายต่อหลายชุดครับ พยายามที่จะมาแก้ไขหนี้ก้อนนี้ ตั้งแต่ชุดของพรรคประชาธิปัตย์ จนมาถึงชุดของท่านทักษิณ ชินวัตร วิธีการแก้ก็คือการรับหนี้ของกองทุนฟื้นฟูนั้น ในเรื่องของ เงินต้นให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นคนจ่าย ส่วนในเรื่องของดอกเบี้ยก็รัฐบาลเป็นคนจ่าย โดยจัดสรรจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีไปจ่าย อันนี้เป็นข้อตกลงเดิมครับ แล้วก็เป็น ข้อตกลงที่รัฐบาลทุกชุดก็ทำกัน สิ่งที่ท่านต้องทำอย่างนี้เพราะว่ากองทุนฟื้นฟูมีฐานะติดลบครับ ไม่มีใครอื่นที่จะรับภาระได้นอกจากรัฐบาล ตลอด ๒ เดือนที่ผ่านมาครับ การแก้ไขในเรื่องนี้ ที่ดูเหมือนจะเรียบง่าย ดูเหมือนจะจบไปแล้วก็มีการรื้อฟื้นขึ้นมาอีก การรื้อฟื้นขึ้นมา ก็เพราะว่าเหตุผลหลักครับ รัฐบาลต้องการที่จะลดรายจ่ายในเรื่องดอกเบี้ยซึ่งอยู่ที่ประมาณ ๔๕,๐๐๐ ล้านบาทต่อปีบ้าง ๖๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปีบ้าง ก็แล้วแต่อัตราดอกเบี้ยในตลาด ขณะนั้น มีการเสนอการแก้ไขหลายต่อหลายด้านครับ วันหนึ่งรองนายกรัฐมนตรีพูดอย่างหนึ่ง วันหนึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังพูดอีกอย่างหนึ่ง แล้วก็สลับกันไปอยู่อย่างนี้ ประมาณ ๓-๔ รอบด้วยกัน สร้างความสับสนเป็นจำนวนมาก ที่ผมทราบก็คือว่าวันนี้จะเข้า ครม. ครับ แล้วก็มติจะออกมาอย่างไรเราก็ต้องติดตามกันต่อไป แต่ว่าทั้ง ๒ แนวทางที่เสนอ ไม่ว่าจะเป็นการโอนหนี้จำนวนนี้ให้แบงก์ชาติเป็นคนรับ หรือจะโอนหนี้จำนวนนี้กลับไปให้ กองทุนฟื้นฟูเป็นคนรับโดยที่รัฐบาลจะไม่รับ ทั้ง ๒ แนวทางนี้มีข้อเสียด้วยกันทั้งสิ้น การที่จะให้ แบงก์ชาติเป็นคนรับ รัฐบาลคิดอย่างนี้ครับ ให้กองทุนฟื้นฟูกู้เงินจากแบงก์ชาติแล้วเอาเงินนั้น ไปให้กระทรวงการคลัง พิมพ์แบงก์แน่นอนครับ รัฐบาลจะใช้ลูกเล่นทางเทคนิคมาพูดอย่างไร ว่าไม่ใช่การพิมพ์แบงก์ ผมขอเรียนท่านประธานว่าผมไม่เชื่อครับ เพราะมันเป็นการสร้างเงิน ใหม่เข้ามาในระบบ ไม่ว่าจะเป็นการยุ่งเกี่ยวกับแบงก์ชาติในเรื่องใดก็ตาม เช่น บังคับให้ แบงก์ชาติซื้อทรัพย์สิน บังคับให้แบงก์ชาติซื้อธนบัตร หรือว่าให้แบงก์ชาติปล่อยกู้ต่อให้กับ สถาบันการเงิน ทั้งหมดนี้เป็นการพิมพ์แบงก์ด้วยกันทั้งหมดครับ ศัพท์ทางเศรษฐศาสตร์เขา เรียกว่ามันนี่ ครีเอชั่น (Money creation) นักเศรษฐศาสตร์ทุกคนทราบดีครับ แล้วเท่านั้น ยังไม่พอครับ ยังจะมีการออกพระราชกำหนดบังคับให้ธนาคารแห่งประเทศไทยปล่อยกู้ ดอกเบี้ยต่ำ หรือตามหน้าหนังสือพิมพ์เขาเรียกว่า ซอฟท์ โลน (Soft lone) เป็นการเอาไป ปล่อยให้ธนาคารพาณิชย์ปล่อยต่อ อันนี้ก็ยิ่งเป็นการพิมพ์แบงก์ชัดเจนครับ หน้าที่ของแบงก์ชาติ คืออะไรครับ หน้าที่ของแบงก์ชาติคือในเรื่องของต่างประเทศก็คือควบคุมดูแลเรื่องค่าเงินบาท ส่วนในเรื่องในประเทศก็คือดูแลปริมาณเงินในระบบ สำหรับประเทศไทยนั้นปริมาณเงิน ในระบบที่แบงก์ชาติจะดูแลก็จะประมาณการเติบโตของเศรษฐกิจหรือจะประมาณขนาด เศรษฐกิจของเมืองไทย เศรษฐกิจของเมืองไทยมีมูลค่าประมาณ ๑๐ ล้านล้านบาทครับ ปริมาณเงินในระบบก็มีประมาณนั้น ท่านพิมพ์แบงก์ออกมา ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เงินเฟ้อขึ้น ๑ เปอร์เซ็นต์ครับ ในกรณีนี้ปล่อยกู้ซอฟท์ โลน ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เงินเฟ้อขึ้น ๓ เปอร์เซ็นต์ถ้าคุมไม่ดี และผมก็ไม่เชื่อว่ารัฐบาลจะคุมอยู่ เพราะจากการบริหารงานของรัฐบาลในช่วง ๕ เดือน ที่ผ่านมา ทั้ง ๆ ที่ประกาศเป็นนโยบายเร่งด่วนในการกระชากค่าครองชีพให้ลงมา เงินเฟ้อยังพุ่ง ไม่หยุดครับ ๓ เปอร์เซ็นต์แน่นอนอย่างต่ำ ในการบังคับให้แบงก์ชาติปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำออกมา ท่านบอกว่าท่านจะทำครั้งเดียวครับ เพราะว่าครั้งนี้เป็นวิกฤติ พ่วงมาจากวิกฤติในเรื่องของ อุทกภัย ผมก็เรียนกับท่านประธานอีกว่า ผมไม่เชื่อ ถ้าทำครั้งนี้สำเร็จ รัฐบาลติดใจ มีวิกฤตอีก ครั้งหน้าก็เอาอีกครับ เพราะว่ารัฐบาลเกเงินหมดหน้าตักไปแล้วกับในเรื่องของ การใช้งบประมาณ ซึ่งบางเรื่องก็จำเป็นบ้าง บางเรื่องก็ไม่จำเป็นบ้าง ที่สำคัญรัฐบาล ก็มีมาตรการในเรื่องการปล่อยสินเชื่อในเรื่องนี้อยู่แล้ว มีการออกมาตรการให้ธนาคารออมสิน ปล่อยสินเชื่อควบคู่กับธนาคารพาณิชย์ คำถามก็มีอยู่ว่าแล้วทำไมไม่ใช้มาตรการนั้น เรื่องนั้น ออกมาก่อนเรื่องที่บังคับให้แบงก์ชาติปล่อยกู้ซอฟท์ โลนด้วยซ้ำไป แต่ทำไมไม่ใช้ครับ นี่ครับ ก็คือคำถามที่ตามมาว่า นอกเหนือจากความพยายามที่จะล้วงเงินในกระเป๋าแบงก์ชาติแล้วจะใช้ ความพยายามในการอ้างวิกฤติน้ำท่วมเอามาทำเรื่องอื่น ซึ่งมันไม่สมควร เรื่องนี้ละครับ มันสะท้อนให้เห็นถึงคุณภาพในการเขียนนโยบายของรัฐบาล จะเกทับบลัฟ (Bluff) ตัวเลข จะทำประชานิยมอย่างไร ผมไม่เคยว่าครับ แต่ว่าท้ายที่สุดแล้วมันต้องมีแหล่งเงินทุน และแหล่งนั้นต้องไม่สร้างความเดือดร้อน สร้างความสับสน หรือว่าทำลายศักยภาพในด้านอื่น ของประเทศด้วย ผมขออนุญาตเปรียบเปรยให้ฟังครับ เอาอย่างนี้เลยดีไหมครับ ใจถึงสักหน่อย เอาให้สุดโต่งไปเลยครับ งบประมาณที่เราพิจารณาอยู่ตอนนี้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านล้านกว่าบาท ไม่ต้องมีเลยครับ ตัดทิ้งให้หมดเลย แบงก์ชาติพิมพ์เงินมาให้รัฐบาลใช้อย่างเดียวเลย เอาอย่างนั้นไหมครับ สุดโต่งไปเลย นี่ครับ ขอเปรียบเปรยให้ฟังว่าเป็นเรื่องที่อันตรายมาก