ฉัตรพันธ์ เดชกิจสุนทร หารือเรื่องการปรับลดงบประมาณ 5% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2555 และแสดงความไม่ไว้วางใจในการใช้งบกลางในการฟื้นฟูเยียวยาผู้ประสบอุทกภัย นอกจากนี้ยังหารือเรื่องปัญหาน้ำท่วมที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดกาญจนบุรี และเรียกร้องการแก้ไขปัญหานี้โดยให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์พิจารณาและแก้ไข นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการเสียหายของภาคอุตสาหกรรม และการช่วยเหลือประเทศด้วยการสนับสนุนภาคการท่องเที่ยว และหารือเรื่องการแจกแท็บเล็ตให้กับนักเรียน และเรียกร้องให้รัฐบาลจัดงบประมาณซ่อมแซมและปรับปรุงโรงเรียนให้เหมาะสม นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการจัดตั้งงบประมาณสำหรับโรงเรียน ที่ไม่มีภารโรง และเรียกร้องการปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาให้มีหลักสูตรวิชาพลเมืองดีหรือศีลธรรมจริยธรรม
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม ฉัตรพันธ์ เดชกิจสุนทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกาญจนบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ วันนี้สภาของเราได้มีโอกาสในการพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๕ ในวาระที่สอง ซึ่งมีงบประมาณถึง ๒,๓๘๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านประธานครับ ที่กระผมได้ขอสงวน แปรญัตติเพื่อปรับลดงบประมาณ ๕ เปอร์เซ็นต์ เป็นจำนวนเงิน ๑๑๙,๐๐๐ ล้านบาท เพราะมีเหตุผลประกอบอย่างนี้ ท่านประธานครับ จากการที่รัฐบาลได้มีโอกาสเป็นรัฐบาล เสียงข้างมาก ทำให้ผมพอเชื่อได้อยู่ในระดับหนึ่งว่าการเป็นรัฐบาลเสียงข้างมากจะสามารถ ดำเนินบริหารจัดการกิจการบ้านเมืองให้เป็นไปตามนโยบายอย่างแน่นอน แต่ผมได้มีโอกาส มาพิจารณาศึกษารายละเอียดถึงงบประมาณหลาย ๆ กระทรวงแล้ว ทำให้ผมเห็นว่า งบประมาณที่จัดทำมานี้ไม่สอดคล้องกับการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีของ ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ได้แถลงต่อรัฐสภาเมื่อวันที่ ๒๓ สิงหาคม ๒๕๕๔ ที่ผ่านมา อย่างไรบ้างครับ กรณีเรื่องงบกลางเมื่อสักครู่ผมก็เห็นท่านสมาชิกหลายท่านได้พูด ถึงช่องว่างหรือจุดล่อแหลมต่อการทุจริตคอร์รัปชันในการใช้จ่ายเรื่องงบกลาง ที่เราเข้าใจ ตรงกันว่างบประมาณในส่วนนี้โดยส่วนใหญ่แล้วใช้เพื่อการฟื้นฟูเยียวยาผู้ประสบอุทกภัย ผมยิ่งเคลือบแคลงใจมากขึ้นเมื่อสักครู่ที่ได้มีคนที่เป็นกรรมาธิการอยู่ด้วยได้บอกว่า เมื่อกรรมาธิการเรียกขอดูรายละเอียดจากรัฐบาลว่ารายละเอียดในการใช้งบกลางนั้น ใช้อย่างไร ที่ไหน ใช้เพื่อทำอะไรบ้างแต่ไม่ได้รับรายละเอียด สิ่งนี้คือเป็นช่องว่างทำให้ผม ไม่มั่นใจว่าเมื่องบประมาณส่วนนี้ผ่านไปแล้วจะสามารถตอบสนองต่อความต้องการของ ประชาชนได้จริงหรือไม่
เรื่องที่ ๒ ท่านประธานครับ ประเทศไทยของเราประชาชนส่วนใหญ่ประกอบ อาชีพเกษตรกรรมถึงร้อยละ ๗๐ จากปัญหาน้ำท่วมที่ผ่านมาสร้างความเสียหาย แก่ภาคอุตสาหกรรมจำนวนมาก และแรงงานส่วนหนึ่งก็ไหลลงกลับไปที่ชนบท กลับไปสู่ ท้องถิ่น กลับไปสู่ภาคเกษตรกรรม ผมหยิบนโยบายของรัฐบาลมาดูบอกว่านโยบายเร่งด่วนปีแรก เรื่องการจัดการบริหารลุ่มน้ำอย่างบูรณาการ การจัดสร้างสถานีสูบน้ำ การสร้างคลองส่งน้ำ เพื่อเข้าในไร่นาที่อยู่ห่างไกล แต่เมื่อมาเปิดดูงบประมาณของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แล้ว ปรากฏว่าแทบไม่มีเลยครับ น้อยมาก และตกใจมากขึ้นอีกเมื่อได้เห็นว่าหลายโครงการของ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ตั้งขึ้นมานั้น เป็นงบจ้างที่ปรึกษา จ้างผู้ควบคุมงาน ทุกโครงการจะมีงบจ้างที่ปรึกษา ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาทบ้าง หรือบางโครงการน่าตกใจครับ ๓๕ ล้านบาท ไม่รู้ปรึกษาอะไรกันมากมาย ๓๕ ล้านบาท เป็นสิ่งที่ผมกังวลเหลือเกินครับว่า การทำงบประมาณลักษณะนี้จะไม่โปร่งใสไม่เป็นธรรมและทั่วถึงทุกพื้นที่ โดยเฉพาะที่จังหวัดกาญจนบุรีบ้านผมนั้นเป็นพื้นที่ที่อยู่ในเขื่อนขนาดใหญ่ ๒ เขื่อน ทุกวันนี้ ประชาชนในพื้นที่ผมเริ่มประสบปัญหาภัยแล้ง เริ่มมีการแย่งชิงน้ำของเกษตรกร เพราะว่า พืชผลเขากำลังจะเสียหายจากภัยแล้ง เหมือนที่กรุงเทพฯ ของเราประชาชนมีความขัดแย้ง ที่ไม่อยากให้น้ำท่วมพื้นที่ แต่ขณะนี้ที่ต่างจังหวัดประชาชนกำลังจะขัดแย้งเรื่องการแย่งน้ำ เพื่อการทำนา ท่านประธานครับ นี่คือปัญหาส่วนหนึ่งของเกษตรกรที่ผมอยากจะฝากไว้ให้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้พิจารณาและฝากให้ท่านกรรมาธิการได้โปรดทบทวน พิจารณาแก้ไข ผมคิดว่ายังมีเวลาที่จะแก้ไขได้อยู่
อีกเรื่องหนึ่ง เมื่อภาคอุตสาหกรรมเราเสียหาย เราต้องหันไปพึ่ง ภาคการเกษตร และสิ่งที่จะนำรายได้มาชดเชยให้แก่ประเทศของเรา นั่นคือรายได้ภาค การท่องเที่ยว ผมก็ไปดูอีกครับ ภาคการท่องเที่ยวเกี่ยวกับกระทรวงคมนาคม เกี่ยวกับ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาก็ไปดูรายละเอียดนี่ละครับว่าถนนที่จะเข้าแหล่งท่องเที่ยว ถนนที่เป็นสายหลักนั้นกระทรวงคมนาคมได้พิจารณาหรือไม่ ปรากฏว่าไม่มีครับ น้อยมาก หรืองบในการบูรณะสถานที่แหล่งท่องเที่ยวในการปรับวิสัยทัศน์แหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ ให้เป็นที่เชิดชูตา ให้เป็นที่น่าเที่ยวก็ไม่มีอีกครับ แล้วอย่างนี้นักท่องเที่ยวจะเข้ามาเที่ยว เมืองไทยได้อย่างไรครับ
ท่านประธานครับ อีกเรื่องหนึ่งผมก็แตะไปที่กระทรวงศึกษาธิการอีก เมื่อคราวก่อนผมได้มีโอกาสปรึกษาหารือเรื่องการแจกแท็บเล็ตให้แก่นักเรียน ถามว่าจริง ๆ ผมอยากให้นักเรียน เยาวชนของเราได้รับอุปกรณ์ที่ทันสมัย ได้รับเทคโนโลยีหรือไม่ครับ ผมอยากให้ได้รับครับ แต่สิ่งที่ผมต้องท้วงติง ผมต้องการให้ลูกหลานของเราได้รับกันทั่วถึง เป็นธรรม ไม่ใช่เลือกเฉพาะโรงเรียนซึ่งรัฐบาลใช้คำว่า ให้แก่โรงเรียนที่มีความพร้อมก่อน อย่างนี้ก็ ๒ มาตรฐานสิครับ
และที่สำคัญอีกประการหนึ่งผมเห็นว่าคุณภาพของการศึกษาของเราครับ จะเกิดขึ้นได้ก็อยู่ที่สถานที่ที่ให้การศึกษา ท่านประธานลงไปดูในงบประมาณเถอะครับว่า งบซ่อมแซม งบปรับปรุงนั้นแต่ละโรงเรียนโดยเฉพาะโรงเรียนประถมศึกษาไม่มีเลยครับ ผมถามว่าเวลานักเรียนเรานั่งเรียนหนังสือ ฝ้าเพดานก็จะพัง อาคารก็ทรุดโทรม ปัจจัยสภาพแวดล้อมอย่างนี้จะสร้างเสริมการเรียนที่มีคุณภาพได้อย่างไรครับ
อีกเรื่องหนึ่งครับ ที่ผมได้รับการร้องเรียนมามากบอกว่าอยากให้กระทรวงศึกษาธิการ ได้จัดตั้งงบประมาณมา คือเรื่องของภารโรง ตอนนี้หลายโรงเรียนครับไม่มีภารโรง และภารโรง มาจากไหนครับ ไม่มีเงินจ้างก็เอาคุณครูนี่ละครับ มาเป็นภารโรงครับ เป็นภารโรงด้วย สอนหนังสือด้วย ทำทุกอย่าง นี่ละครับการศึกษาของไทยครับ ท่านประธานครับและที่ผมเห็นว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดของการศึกษาที่จะฝากให้กระทรวงศึกษาธิการให้คณะกรรมาธิการ ได้พิจารณา คือการปรับปรุงหลักสูตร เราจะต้องให้มีหลักสูตรว่าด้วยวิชาพลเมืองดี หรือว่า ด้วยศีลธรรม จริยธรรมขึ้นมาครับ เราต้องบ่มเพาะความรู้สึกสำนึกของเยาวชนของเราให้เป็น คนดี คนเก่งในอนาคตครับ เพราะประเทศไทยของเราจะเจริญยั่งยืนอยู่ได้ครับ ด้วยเยาวชน ของเราเป็นคนเก่ง เก่งแล้วสร้างฐานะให้มั่นคง เก่งแล้วไม่โกง รวยแล้วไม่โกงครับ อย่างนี้ ครับคุณภาพการศึกษามีแน่ครับ ท่านประธานครับ ตามที่ผมได้กล่าวมานั้นผมเห็นว่าหลาย ๆ กระทรวงนั้นยังจัดทำงบประมาณไม่สอดคล้องกับสภาพความต้องการของพี่น้องประชาชน พูดง่าย ๆ ว่าจัดงบประมาณแบบเกาไม่ถูกที่คัน ดังนั้นผมจึงขอปรับลดงบประมาณในครั้งนี้ ลง ๕ เปอร์เซ็นต์ครับ ขอบพระคุณครับ