สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๕ · ๔ มกราคม ๒๕๕๕

อิสสระ สมชัย หารือเรื่องงบประมาณและปัญหาสังคม โดยขอปรับลดเงินงบประมาณกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ลงร้อยละ 10 และเรียกร้องการสนับสนุนจากภาครัฐในการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พร้อมเสนอแผนการสนับสนุนคนพิการและเด็กและเยาวชน

นายอิสสระ สมชัย บัญชีรายชื่อ

ขอบคุณครับท่านประธาน ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม อิสสระ สมชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ผมขอแปรญัตติ งบประมาณในกระทรวงนี้ไปร้อยละ ๑๐ จากเงินงบประมาณที่ตั้งไว้ทั้งหมด ๑๐,๒๔๐ ล้านบาท ถูกปรับลดลงไปเหลือ ๑๐,๒๐๑ ล้านบาท ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อเปรียบเทียบกับ ปี ๒๕๕๔ ซึ่งได้รับงบประมาณทั้งหมด ๙,๗๕๖ ล้านบาท เท่ากับว่าได้เพิ่มจากปีที่ผ่านมา ทั้งหมด ๔๔๕ ล้านบาท ไม่ถึง ๕ เปอร์เซ็นต์ ที่ผมขอปรับลดลงร้อยละ ๑๐ นั้น กระผม มีเหตุผลที่จะขอกราบเรียนต่อท่านประธานผ่านไปยังคณะกรรมาธิการเนื่องจากว่า ยังมีแผนงานหลายแผนงานได้รับการสนับสนุนงบประมาณ ผมคิดว่าค่อนข้างจะน้อย ทั้ง ๆ ที่กระทรวงนี้เป็นกระทรวงซึ่งดูแลงานด้านสังคมมาโดยตลอด ท่านประธานครับ แผนงานที่ผมเห็นว่ามีความสําคัญแต่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณค่อนข้างจะน้อย ก็กราบเรียนให้ทราบ ได้แก่ แผนงานป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ กระผมเป็นห่วง สถานการณ์เรื่องการค้ามนุษย์ซึ่งเกิดขึ้นในประเทศไทยเราในปัจจุบันนี้ ส่วนหนึ่งก็อยากจะ กราบเรียนครับว่าเนื่องจากได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากภาครัฐค่อนข้างจะน้อย ทั้ง ๆ ที่ปัญหาการค้ามนุษย์มีค่อนข้างจะมากและเป็นปัญหาสากลแล้วเวลานี้ ประเทศไทย เราถูกปรับลดระดับที่เขาเรียกว่า วอชลิสท์ (Watch List) จัดระดับการเฝ้าระวังเรื่องค้ามนุษย์ ตั้งแต่ปี ๒๕๕๓ ปี ๒๕๕๔ เขาจัดอยู่ในระดับเทียร์ (Tier) ๒.๕ ๒ ปีซ้อนแล้ว ถ้าในปี ๒๕๕๕ ถูกปรับลดลงไปอีกเราก็จะเหลืออยู่ในระดับ ๓ ถือว่าเป็นระดับที่แย่ที่สุด ระดับเฝ้าระวัง ที่ว่าแบ่งเป็น ๓ ระดับ คือระดับเทียร์ ๑ เทียร์ ๒ แล้วก็เทียร์ ๓

เทียร์ ๑ นั้นหมายความว่าในประเทศนั้นได้ดําเนินการมาตรการเรื่องค้ามนุษย์ อย่างจริงจังและได้ผลเขาจัดอยู่ในระดับเทียร์ ๑

ส่วนเทียร์ ๒ นั้นเป็นการพยายามในการที่จะดําเนินงานป้องกันและปราบปราม การค้ามนุษย์ได้ใช้ความพยายามอย่างเต็มที่ แต่อาจจะยังไม่ถึงขั้นว่าดีก็จะอยู่ในระดับ ๒

ส่วนระดับ ๓ นั้นถือว่าไม่เอาไหนเลย ของเราอยู่ในระดับ ๒.๕ ก็อยู่ในระหว่าง ไม่เอาไหนเลยกับอยู่ในระหว่างที่มีความพยายาม อุปสรรคและปัญหาส่วนหนึ่งก็คือ เรื่องงบประมาณ ท่านประธานครับ ผมจําได้ว่าในสมัยรัฐบาลนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้มีการประชุมคณะกรรมการ คปม. คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ แห่งชาติ ซึ่งได้มีนโยบายว่าเราจะดําเนินการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์อย่างจริงจัง เนื่องจากว่าเราถูกจับตามอง โดยเฉพาะประเทศสหรัฐอเมริกาซึ่งเขาจะให้สถานทูตเขา ประจําประเทศนั้น ๆ รายงานสถานการณ์เรื่องการค้ามนุษย์ในประเทศ ซึ่งสถานเอกอัครราชทูตของประเทศสหรัฐอเมริกาเขาตั้งอยู่ เขาเรียกว่าทํา ทริป รีพอร์ท (Trip Report) เสนอต่อรัฐบาลของเขา แล้วจะรายงานออกมาเป็นวอชลิสท์ อย่างผมบอกว่า เป็น ๑ ๒ ๓ ท่านประธานครับ ในการประชุม คปม. ก็เรียนให้ทราบว่ามันมีหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องหลายหน่วยงาน เช่น กระทรวง พม. กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงยุติธรรม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงแรงงาน กระทรวงศึกษา กระทรวงสาธารณสุข อัยการสูงสุด สํานักงานตํารวจแห่งชาติ เหล่านี้เป็นต้นร่วมเป็นคณะกรรมการ โดยได้มีมติว่าให้แต่ละ หน่วยงานนั้นตั้งงบประมาณเพื่อมาดําเนินการโครงการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ และให้มีการทํางานกันอย่างบูรณาการ ผมทราบว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันนี้ก็ได้ให้ความเห็นชอบ แต่ครั้นเสนองบประมาณเข้าสู่สํานักงบประมาณกลับบอกว่าตัดออกนะครับ ให้กลับไปใช้ งบปกติ ก็เป็นอันว่าแทนที่จะได้รับงบประมาณทํางานร่วมกันอย่างบูรณาการก็ได้รับ เพียงเล็กน้อย จึงทําให้ไม่สามารถดําเนินหน้าในการแก้ไขปัญหาเรื่องการค้ามนุษย์ได้ ผมมีความวิตกว่าปี ๒๕๕๕ นั้น เราจะไปอยู่ในอันดับ ๓ ซึ่งมันจะมีผลกระทบหลายด้านครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการค้าระหว่างประเทศเขาจะให้ความสําคัญเรื่องนี้มากนะครับ จึงเห็นว่า กรรมาธิการน่าจะเพิ่มเงินงบประมาณส่วนนี้เข้ามาให้เขามาก ๆ เขาจะได้มีการไปทํางาน ด้านนี้ นั่นคือเรื่องการค้ามนุษย์นะครับ

ส่วนเรื่องที่ ๒ นะครับ ก็เป็นงบเกี่ยวกับสํานักงานปลัดกระทรวงเช่นเดียวกัน ท่านประธานครับ ที่ผมบอกว่าคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ก็เรียนให้ ทราบว่าในปี ๒๕๕๔ ได้รับงบประมาณ ๑๙๖ ล้านบาท แต่ปี ๒๕๕๕ กรรมาธิการตัดออกไป เหลือเพียง ๑๗๙ ล้านบาท เท่ากับว่าเงินลดลงไปอีกครับ ลดลงไปอีก ๑๗ ล้านบาท ก็ขอเรียนให้ทราบว่าไม่ทราบว่าเป็นเพราะเหตุใด ท่านไม่ให้ความสําคัญเรื่องอย่างนี้ หรืออย่างไรนะครับ

เรื่องที่ ๒ สํานักงานปลัดกระทรวงเกี่ยวกับงบประมาณก่อสร้างที่ทําการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ รัฐบาลนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้อนุมัติโครงการก่อสร้างอาคารที่ทําการสํานักงานกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคง ของมนุษย์ ได้อนุมัติงบประมาณในปี ๒๕๕๔ ไว้ ๑๓๑ ล้านบาท และในปีนี้ได้มีการตั้งจ่ายไว้อีก ๗๘ ล้านบาท ปรากฏว่าจนกระทั่งเดี๋ยวนี้ ๑๓๑ ล้านบาท ผมเคยอภิปรายในวาระที่ ๑ ไว้แล้ว ๑๓๑ ล้านบาทนั้น จนบัดนี้ผมได้ทราบว่าได้มีการประกวดราคาหาผู้รับจ้างโดยระบบวิธี เขาเรียกว่าอีออกชันใช่ไหมครับ ระบบอิเล็กทรอนิกส์ เคาะราคาเมื่อวันที่ ๓๐ สิงหาคม ๒๕๕๔ ตอนนั้นรัฐบาลชุดนี้มาเป็นรัฐบาลแล้ว รู้ตัวผู้ชนะการประกวดราคาแล้วนะครับ เขาก็เสนอไป ตามลําดับขั้น เดี๋ยวนี้ผลการประกวดราคาอยู่ในห้องรัฐมนตรีครับ ท่านจะเซ็นอนุมัติก็ไม่เซ็น จะเสนอต่อยกเลิกก็ไม่เสนอต่อ ก็เลยอยากจะทราบว่าท่านอยากจะสร้างหรือไม่อยากสร้าง ถ้าไม่อยากสร้างก็ทําเรื่องขอยกเลิกไปเสีย เดี๋ยวนี้ข้าราชการกระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์เขาไม่มีสํานักงานกระทรวงเลย เขารอว่าเมื่อไรทางรัฐบาล จะดําเนินการให้ ถ้าหากว่าจะแช่อยู่อย่างนั้นผมขอให้ท่านนายกรัฐมนตรีเรียกเรื่องนี้ ขึ้นไปเลยครับ หรือท่านไม่ได้มอบอํานาจให้ใครไปลงนาม ให้ท่านเรียกเรื่องนี้ขึ้นไปครับ ไปลงนาม แล้วมอบหมายให้ผู้รับจ้างเขาดําเนินการก่อสร้างเสีย หรือถ้าหากเห็นว่ามันไม่มี ความสําคัญก็ทําเรื่องยกเลิกไปเลยครับ ท่านจะมาตัดปีนี้ ๘๗ ล้านบาท ท่านตัดงบประมาณ ออกไปเท่าไรครับ ตัดออกไป ๗๐ ล้านบาท เหลือไว้ในงบประมาณปี ๒๕๕๕ นั้น ๑๐ ล้านบาท เหลือไว้ทําไมครับ จะทําอะไรก็ไม่ได้ เลยอยากจะถามกรรมาธิการว่ากรณีอนุมัติเงินงบประมาณ ให้ตั้งแต่ปี ๒๕๕๔ แล้วไม่ดําเนินการ ในปี ๒๕๕๕ ยังอนุมัติเงินงบประมาณไปอีก อย่างนั้น มันจะมีประโยชน์อะไร อยากจะถามแล้วก็อยากจะฝากไปยังท่านนายกรัฐมนตรีครับ ถ้าท่านรัฐมนตรีกระทรวงนี้ท่านไม่ยอมลงนาม ท่านนายกรัฐมนตรีเอาไปทําเองเถอะครับ ข้าราชการเขาอยากได้อาคารกระทรวง หรือถ้าเห็นว่าไม่มีความจําเป็นก็ขอให้ยกเลิกไปได้ เลยนะครับ

ในส่วนต่อมาที่ผมอยากจะกราบเรียนว่าเหตุผลในการที่ขอตัด ๑๐ เปอร์เซ็นต์นั้น ก็คือที่สํานักงานส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมไม่ทราบว่าทางรัฐบาลชุดนี้ได้ให้ความสําคัญเรื่องคนพิการมากน้อยเพียงใด แต่ถ้ามาอ่าน ในนโยบายของรัฐบาลที่เขียนไว้ในข้อ ๔.๓.๕ นโยบายรัฐบาลทั้งเล่มนี้มีกล่าวถึงคนพิการ อยู่เพียง ๓ ครั้ง เขียนไว้ในนโยบาย ข้อ ๔.๓.๕ บอกว่าพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ตั้งแต่ช่วงตั้งครรภ์ วัยเด็ก วัยเจริญพันธุ์ วัยบรรลุนิติภาวะ วัยชรา และผู้พิการ บอกว่า จะสนับสนุนโครงการจัดตั้งศูนย์ส่งเสริมคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุและผู้พิการเพื่อดูแลผู้สูงอายุ และผู้พิการให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีแค่นี้ครับที่เกี่ยวกับคนพิการทั้งเล่มนี้ ผมอยากกราบเรียนว่า ในนโยบายรัฐบาลนั้นท่านก็ไม่ได้กล่าวถึงจริง ๆ ครับ ท่านให้ความสําคัญเฉพาะเรื่องเบี้ยยังชีพ ผู้สูงอายุ โดยที่จริงแล้วรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ให้เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุครบถ้วนทุกคน ได้รับเดือนละ ๕๐๐ บาท ในปี ๒๕๕๕ ก็ได้รับเพิ่มขึ้นโดยรัฐบาลนี้ให้เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ลักษณะเป็นขั้นบันได ผมก็ต้องขอขอบคุณรัฐบาลที่ท่านได้ให้ความสําคัญในเรื่องนี้ แต่ก็อย่าลืมว่าส่วน ๕๐๐ บาทเบื้องต้นนั้นเป็นรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ที่ทําไว้ นอกจาก เรื่องคนสูงอายุแล้ว เรื่องคนพิการก็เช่นเดียวกันครับ รัฐบาลนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ได้ ให้คนพิการมีทั้งหมดเวลานี้ ๑,๑๘๙,๐๐๐ คน มีอยู่ทั่วประเทศและเป็นคนพิการ ซึ่งมีสมุดประจําตัวคนพิการจะต้องได้รับเดือนละ ๕๐๐ บาท ผมไม่เข้าใจว่าทําไม ในเมื่อให้เบี้ยยังชีพคนพิการเดือนละ ๕๐๐ บาท เป็นขั้นบันได ๖๐ ปี ได้ ๕๐๐ บาท ๗๐ ปี ได้ ๖๐๐ บาท เป็นขั้นบันไดขึ้นไป แล้วกรณีคนพิการนั้น ท่านประธานครับ อยากจะฝาก ท่านคณะกรรมาธิการว่าอยากจะให้ติงไปยังรัฐบาลหน่อยว่าให้เป็นขั้นบันไดเหมือนกับ ผู้สูงอายุจะเป็นไปได้ไหม เพราะคนพิการว่าที่จริงแล้วเขามีความลําบากค่อนข้างจะมาก โดยปัจจุบันนี้คนพิการทั้งหมดในปี ๒๕๕๓ มี ๘๕๐,๐๐๐ คน ปี ๒๕๕๔ มี ๑,๑๒๐,๐๐๐ คน และในปี ๒๕๕๕ มีอยู่ ๑,๑๙๘,๐๐๐ คน เป็นคนพิการซึ่งมีสมุดประจําตัวคนพิการ ถ้าหากว่า คนพิการไม่มีสมุดประจําตัวคนพิการจะไม่ได้รับเบี้ยยังชีพคนพิการ และนอกจากนั้นแล้ว ในการดูแลคนพิการผมกราบเรียนให้ทราบว่าคนพิการมีหลายประเภทครับ พิการทางร่างกาย พิการทางสมอง พิการทางการได้ยิน มีอยู่หลายประเภท ในระหว่างที่ผมเคยไปบริหารงาน ที่กระทรวงนี้ผมได้สํารวจว่าคนพิการทางร่างกายที่ไม่สามารถจะมีเงินไปซื้อรถโยก รถเข็น ให้กับตนเองได้นั้นมีอยู่จํานวนทั้งหมดเท่าไรทราบไหมครับ ๔๕,๐๐๐ คน ๔๕,๐๐๐ คน รัฐบาลได้ให้ทางสํานักงานส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติของกระทรวงนั้น ได้ตั้งเงินงบประมาณไปซื้อรถโยก รถเข็นให้กับคนพิการ ปีนี้ขอบคุณครับได้เพิ่มมาอีกหน่อย ปีที่ผ่านมาได้ ๗,๐๐๐,๐๐๐ บาท ปีนี้ได้ ๑๐ ล้านบาทครับ เงินจํานวน ๑๐ ล้านบาทนั้น ไปซื้อรถโยก รถเข็นให้คนพิการยังไม่ครบหรอกครับ ในระหว่างที่ผมเป็นรัฐมนตรีที่นั่น ผมได้ทําการรณรงค์ขอรับบริจาคเพื่อต้องการอยากจะให้คนพิการ ๔๕,๐๐๐ คนนั้น ได้มีรถโยก รถเข็นเป็นของตนเอง ปรากฏว่าในปีนั้นผมขอรับบริจาคได้เงินมาซื้อรถโยก รถเข็นได้ทั้งหมด ๑๐,๐๐๐ คัน ยังเหลืออีก ๓๐,๐๐๐ กว่าคัน ความจริงแล้วเงินจํานวน ที่จะมาซื้อรถโยก รถเข็นนั้นก็ไม่ได้มากมาย รถโยกนั้นคันละ ๔,๕๐๐ บาท รถเข็นนั้นคันละ ๔,๐๐๐ บาท นี่ซื้อจากเอกชน แต่ถ้าให้วิทยาลัยอาชีวศึกษาดําเนินการก่อสร้างให้ จัดสร้างให้ ราคาคันละ ๓,๐๐๐ บาท ได้ถูกไปอีกเยอะ ท่านประธานครับ ถ้าหากว่าจะเห็นความสําคัญ ของคนพิการซึ่งเขาไม่สามารถจะมีเงินมาซื้อรถโยก รถเข็นเป็นของตนเองได้ ใช้เงินเพียง ๑๐๐ กว่าล้านบาทเท่านั้นเอง ที่ผมขอปรับลดนั้นก็เพื่ออยากจะได้เงินเหล่านี้มาซื้อรถโยก รถเข็นให้คนพิการซึ่งพิการทางร่างกาย

ส่วนการพิการทางสายตานั้น คนพิการทางสายตาคงไม่มีความสามารถที่จะ ไปมีสุนัขเดินนําหน้านะครับ เพราะไม่มีปัจจัยเงิน อย่าว่าแต่สุนัขเลยครับแม้กระทั่งไม้เท้า ความจริงไม้เท้าราคาอันละ ๑,๐๐๐ กว่าบาทครับ ผมก็เคยเสนอโครงการนี้ไว้ที่กระทรวงว่า ถ้าหากว่าทางรัฐบาลจะสนับสนุนหาสิ่งเหล่านี้ให้คนพิการก็จะได้ประโยชน์ และอย่างน้อย ๆ คนพิการจํานวน ๓๐,๐๐๐ กว่าคนนั้นก็จะได้รับอุปกรณ์เหล่านี้สําหรับไปเป็นพาหนะ ในการเดินทางไปมาต่าง ๆ นะครับ

นอกจากนั้นแล้วท่านประธานครับ ในกรมส่งเสริมสวัสดิภาพและพิทักษ์เด็ก เยาวชน ผู้ด้อยโอกาส และผู้สูงอายุ ในส่วนนี้ก็อยากจะกราบเรียนว่ายังมีเงินเกี่ยวกับ เรื่องเด็กและเยาวชน ท่านประธานที่เคารพครับ เด็กและเยาวชนนั้นผมขอกราบเรียนว่า เป็นเด็กและเยาวชนซึ่งตั้งขึ้นเรียกว่า สภาเด็กและเยาวชนตามพระราชบัญญัติส่งเสริม การจัดสวัสดิการสังคมนะครับ แล้วปรากฏว่าในทางกระทรวงเสนอขอเงินงบประมาณสนับสนุน ให้กับสภาเด็กและเยาวชนระดับตําบลทั้งหมด ๗,๒๕๕ แห่ง เป็นเงินแห่งละ ๒๐,๐๐๐ บาท รวมทั้งหมดแล้วจะเป็นเงิน ๑๔๕ ล้านบาท ปรากฏว่าถูกตัดหมด ทําไมผมจึงอยากจะให้ สภาเด็กและเยาวชนระดับตําบลนั้นได้เงินแห่งละ ๒๐,๐๐๐ บาท เนื่องจากว่าเด็กเหล่านี้ ส่วนหนึ่งหลังจากจบมัธยมแล้วไปเรียนหนังสือต่อ อีกส่วนหนึ่งนั้นก็อยู่ที่หมู่บ้าน ในส่วนที่อยู่ หมู่บ้านก็ดีไปเรียนหนังสือต่อก็ดี บางส่วนก็ไปคบเด็กที่ไม่ดีนํายาเสพติดมาสู่ครอบครัว มาสู่ชุมชน ผมคิดว่าการที่มีสภาเด็กและเยาวชนขึ้นในทุกตําบลนั้นเราสามารถที่จะให้ เด็กเหล่านี้มาเป็นผู้นําชุมชนในด้านเด็ก เด็กเขารู้ปัญหาของเขาดี และในการแก้ไขปัญหา เขาก็จะมีวิธีการแก้ของเขาหากว่าเราจัดที่ให้เขาได้ทํางาน เด็กเขาพูดเสมอว่าปัญหาของเด็กนั้น เกิดขึ้นเขารู้ดีว่าเกิดจากอะไร แต่ผู้ใหญ่ไม่เคยถามเขาเลยว่าปัญหาเด็กทั้งหมดเกิดจากอะไร ผู้ใหญ่คิดเองหมดและการจะแก้ไขปัญหาให้กับเด็กนั้นผู้ใหญ่ก็คิดเองอีก ไม่ได้บอกเลยว่า ถ้าเป็นเด็กจะแก้ปัญหาเรื่องยาเสพติดอย่างไร จะแก้ไขปัญหาเรื่องแหล่งมั่วสุมอย่างไร จะแก้ไขปัญหาเรื่องเด็กวัยรุ่นตั้งครรภ์ก่อนวัยอันสมควรนั้นเขาจะแก้อย่างไร ถ้าสมมุติว่า เรามีงบประมาณให้เขา อบต. หนึ่งตั้งสภาเด็กและเยาวชนขึ้น ๑ แห่ง ให้เงินงบประมาณเขา ปีละ ๒๐,๐๐๐ บาท ผมเชื่อว่าเงิน ๒๐,๐๐๐ บาทนั้นจะเป็นประโยชน์กับเด็กและเยาวชน ในการแก้ไขปัญหาและเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศด้วย เพราะฉะนั้นผมจึงเห็นว่า เป็นสิ่งที่จําเป็นอย่างยิ่งที่จะดําเนินการ ท่านประธานที่เคารพครับ ทั้งหมดที่กระผมอภิปรายมา ขอกราบเรียนว่าเป็นส่วนหนึ่งที่ผมต้องการอยากจะให้ปรับลดลงไปร้อยละ ๑๐ เพื่อจะนําเงิน ส่วนที่ผมปรับลดนั้นมาดําเนินการในหน่วยงานในแผนงานซึ่งผมเห็นว่ามันเป็นประโยชน์ เป็นปัญหาสําคัญอย่างยิ่ง จึงขอกราบเรียนต่อประธานสภาว่านี่คือเหตุผลที่ผมเสนอขอให้ ปรับลดเงินงบประมาณของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ลง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ครับ ขอกราบขอบพระคุณครับท่านประธาน