สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๕ · ๔ มกราคม ๒๕๕๕

กรณี จาติกวณิช หารือเรื่องการกู้ยืมเงินของรัฐบาล โดยระบุว่าพรรคเพื่อไทยเคยคัดค้านการกู้ยืมเงิน แต่ปัจจุบันสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติงบประมาณที่จะทำให้รัฐบาลและประเทศชาติของเราจะต้องมีหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นถึง 400,000 ล้านบาท และเรียกร้องให้มีจุดจบจากการกู้ยืม โดยมีเป้าหมายที่จะหยุดกู้ยืมในปี 2558 นอกจากนี้ กรณี จาติกวณิช ยังเรียกร้องให้รัฐบาลพิจารณาเรื่องการจัดสรรงบประมาณในการชำระหนี้สาธารณะ และเตรียมการรองรับกรณีที่มีความผันผวนของอัตราดอกเบี้ยและรายได้รัฐบาลที่อาจจะลดลง

นายกรณ์ จาติกวณิช กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม กรณ์ จาติกวณิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในระบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ วันนี้เราพิจารณาในวาระที่สอง ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณปี ๒๕๕๕ แต่ประเด็นที่ผมจะขอเวลาของสภาในการที่จะอภิปราย มีประเด็นเดียวก็คือ ประเด็น ที่เกี่ยวกับเรื่องของการก่อหนี้ คืออย่างนี้ครับ ท่านประธานครับ ณ ปัจจุบันผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชน ที่ติดตามการอภิปราย ก็คงจะสับสนไม่มากก็น้อย ว่าสุดท้ายแล้วทำไมรัฐบาลที่มาจาก พรรคเพื่อไทยเป็นแกน เป็นพรรคที่แสดงท่าทีชัดเจน ตลอดช่วง ๓ ปีที่ผ่านมา ต่อต้านการกู้ยืมเงิน ทุกรูปแบบ โดยเฉพาะการเสริมให้มีการเพิ่มหนี้สาธารณะเกิดขึ้นในระบบ กลับในวันนี้กำลัง สนับสนุนร่างพระราชบัญญัติงบประมาณที่จะทำให้รัฐบาลและประเทศชาติของเราจะต้องมี หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นถึง ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท พรรคเพื่อไทยเคยคัดค้านการกู้ยืมมาด้วย เหตุผลต่าง ๆ นานา ท่านกรรมาธิการหลายท่านที่มาจากพรรคเพื่อไทยก็เคยลุกขึ้นยืน อภิปรายในห้องประชุมห้องนี้ แม้แต่ท่านรัฐมนตรีของรัฐบาลชุดปัจจุบันหลายท่านก็เคยอภิปรายในแนวเดียวกันว่า การเพิ่มหนี้สาธารณะจะมีผลต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจของประเทศ การเพิ่มหนี้สาธารณะ จะทำให้พี่น้องประชาชนต้องแบกรับภาระหนี้ตั้งแต่เกิด ผมจำไม่ได้ว่าคำนวณออกมาว่า ต่อคนตั้งแต่วันแรกที่เกิดมาจะต้องแบกรับภาระหนี้เท่าไร ๆ ก็อภิปรายกันมา ทางฝ่ายกระผมเอง ก็ยืนยันมาโดยตลอดว่าวาระบางวาระตามกาลเทศะการกู้ยืมเงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ เป็นสิ่งที่ทำได้ แต่ทางพรรคเพื่อไทยก็ยืนยันมาตลอดเช่นเดียวกันว่าสามารถ ณ วันใดวันหนึ่ง ที่อยู่ในอำนาจแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้โดยไม่อาศัยการกู้ยืมเงิน เพราะฉะนั้นวันนี้จึงเป็น สาเหตุที่ทางรัฐบาลรวมไปถึงเพื่อนสมาชิกพรรคเพื่อไทยคงจะต้องอธิบายชี้แจงให้กับพี่น้อง ประชาชนเข้าใจ ว่าสุดท้ายทั้งหมดที่ผ่านมาเป็นเพียงแค่วาทกรรมทางการเมืองเพื่อได้มา ซึ่งอำนาจ หรือมีเหตุผลใดที่ทำให้เปลี่ยนแนวคิดในเชิงหลักการ เชิงอุดมการณ์ของทางพรรค ในเรื่องที่มีความสำคัญต่อประเทศชาติมากถึงขนาดนี้ ที่ผมพูดเช่นนี้ท่านประธานเพราะว่า ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เคยผ่านการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี ของท่านนายกรัฐมนตรี ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มาก่อนที่จะมีการยุบสภา ครั้งนั้นทางคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติให้มี การขาดดุล แต่ขาดดุลเพียงแค่ ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท มาถึงวันนี้มีการเปลี่ยนรัฐบาลพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณปีเดียวกันกลับจัดให้มีการกู้ยืมเงินเพิ่มขึ้นอีกถึง ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็น ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ยังไม่นับรวมถึงการประชุมคณะรัฐมนตรีที่กำลังดำเนินการอยู่ มีข่าวว่าจะมีการพิจารณาการออกพระราชกำหนดให้อำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กู้ยืมเพิ่มเติมอีกถึง ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท โดยรวม ๗๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ภายในเพียงแค่ ๔ เดือน ทั้ง ๆ ที่ ๔ เดือนที่ผ่านมานี้รัฐบาลยังไม่ได้มีโอกาสในการที่จะสร้างผลงานใด ๆ เลย แม้แต่โครงการไทยเข้มแข็งที่ในอดีตพรรคเพื่อไทยได้เคยคัดค้านในหลักการมาโดยตลอด รัฐบาลนี้เมื่อช่วงการประชุมคณะรัฐมนตรีก่อนที่จะปิดพักปีใหม่ ก็ได้อนุมัติเกือบทุกโครงการ ที่รัฐบาลที่แล้วได้เสนอไว้แต่ยังค้างการพิจารณา ก็เป็นสิ่งที่ทำให้ประชาชนสับสนมากยิ่งขึ้น ว่ากับโครงการไทยเข้มแข็งเองที่พรรคเพื่อไทยได้ลงคะแนนคัดค้านในหลักการการจัดตั้ง โครงการไทยเข้มแข็งมาโดยตลอด ณ วันนี้เห็นตรงกับรัฐบาลที่แล้วหรืออย่างไรครับว่า เป็นโครงการที่จะส่งผลประโยชน์ต่อการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจให้กับพี่น้องประชาชนทุกคน ประเด็นเหล่านี้เป็นประเด็นตามที่ผมเรียนครับว่าต้องมีการชี้แจงเพื่อให้ประชาชนได้เข้าใจ และไม่อยากให้เห็นว่าเมื่ออยู่ในสภาพของการเป็นพรรคฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทยก็เพียงแค่ คัดค้านเพื่อเป็นวาทกรรม ต้องมีคำอธิบายว่าแนวคิดและจุดยืนได้เปลี่ยนแปลงไปเพราะอะไร ส่วนทางกระผมเองและเพื่อนสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ก็ได้พูดมาโดยตลอดว่าการกู้ยืมเงิน โดยรัฐบาลนั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นในหลายสถานการณ์ ไปพูดมาโดยตลอดโดยเฉพาะในช่วง ปี ๒๕๑๒ ปี ๒๕๑๓ ว่า ถ้ารัฐบาลไม่กู้ยืมประชาชนนั่นแหละจะเป็นผู้ที่จะต้องกู้ยืมเอง ถ้ารัฐบาลไม่กู้ยืมก็จะไม่สามารถที่จะจัดสรรงบประมาณมาลงทุนในโครงการที่มีความสำคัญ ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจได้ และถ้ารัฐบาลไม่กู้ยืมประชาชนในช่วงนั้นก็จะตกงานไม่มีงานทำ และนี่คือสาเหตุที่พวกกระผมได้ให้กับสภาแห่งนี้มาโดยตลอด และได้รับการคัดค้านไม่เห็นด้วย โดยสมาชิกฝั่งพรรคเพื่อไทยมาโดยตลอดเช่นเดียวกัน พวกกระผมก็อยากที่จะเห็น ประเทศชาติเดินไปข้างหน้า ณ วันนี้เรามาเป็นฝ่ายค้านเราก็ไม่ได้คิดที่จะขัดขวางการทำงาน ของผู้ที่มาเป็นรัฐบาลแต่อย่างใด จะสังเกตว่าในการพิจารณางบประมาณฉบับนี้ของรัฐบาล พรรคเพื่อไทย ในวาระแรกก็คือวาระรับหลักการพวกผมก็ไม่ได้คัดค้าน เพียงแต่สงวนสิทธิ ไม่ได้แสดงความคิดเห็นเพราะเราอยากที่จะรอดูรายละเอียดการใช้งบกลางปี ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ของรัฐบาล เพราะฉะนั้นเมื่อเปรียบเทียบกับท่าทีของทางพรรคเพื่อไทยตลอดช่วงที่เป็น พรรคฝ่ายค้าน ผมได้มีการพิจารณางบประมาณกันรวมทั้งสิ้น ๕ ครั้ง พรรคเพื่อไทยคัดค้าน ในหลักการทุกครั้ง ด้วยการให้เหตุผลเดียวกันทุก ๆ ครั้งด้วย ว่าไม่เห็นด้วยในหลักการของ การกู้ยืมเงินโดยรัฐบาล มาถึงวันนี้อะไรเปลี่ยนแปลงไปครับ ประชาชนรอคำตอบ ผมขออนุญาต เรียนว่าตามข้อเท็จจริงฐานะการคลังของประเทศ ณ ปัจจุบันดี รัฐบาลสามารถที่จะกู้ยืมได้ และในหลักการพวกกระผมไม่คัดค้านที่รัฐบาลจะกู้ยืมเพื่อแก้ไข ปัญหาเศรษฐกิจให้กับพี่น้องประชาชน แต่ที่สำคัญก็คือเมื่อรัฐบาลจะกู้ยืมเงิน รัฐบาลต้องมี ความชัดเจนใน ๗ ข้อด้วยกันที่ผมขอที่จะฝากผ่านท่านประธานให้กับทางรัฐบาล เพราะเป็น ๗ ข้อพึงปฏิบัติในกรณีที่รัฐบาลมีนโยบายในการที่จะกู้ยืมเงินเพิ่มเติมเพื่อมาแก้ไขปัญหา เศรษฐกิจ

ประเด็นแรก ก็คือการกู้ยืมเงินต้องมีจุดจบ และนี่คือสาเหตุที่รัฐบาลของท่าน นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไปสนับสนุนการลงนามร่วมกันระหว่างกระทรวงการคลัง กับสำนักงบประมาณที่จะเดินไปด้วยกันเพื่อไปสู่การมีงบสมดุลภายในปี ๒๕๕๘ แต่รัฐบาลนี้ ได้ปฏิเสธการที่จะกำหนดเป้าหมายให้ชัดเจนว่างบประมาณของประเทศชาติจะมีความสมดุล เมื่อใด ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้ใช้คำว่า ทั้งหมดเป็นเรื่องสมมุติ ท่านพูดเอง ในสภาแห่งนี้ แต่เรื่องสมมุติเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่มีความจำเป็นครับ เป้าหมายต้องมีชัดเจนว่า ณ วันนี้เอาละมีความจำเป็นต้องขาดดุลงบประมาณ แต่ ณ วันไหนที่พี่น้องประชาชน จะสามารถที่จะมั่นใจได้ว่ารัฐบาลจะหยุดกู้ จะหยุดขาดดุล รายได้และผลตอบแทนจาก การลงทุนผ่านการติดลบงบประมาณในแต่ละปีนั้นจะส่งผลทำให้รัฐบาลสามารถที่จะหยุด กู้ยืมได้ แต่รัฐบาลของท่านไม่ได้มีจุดหมายที่ชัดเจนว่าจะมีจุดจบจากการกู้ยืมเมื่อใด นอกจากนั้นจุดจบจะเกิดขึ้นจากการตั้งงบชำระหนี้ที่เพียงพอ

ประเด็นนี้ก็อีกครับ หลายครั้งเพื่อนสมาชิกฝั่งพรรคเพื่อไทยได้หยิบยก ประเด็นนี้ขึ้นมาอภิปรายในสภาในช่วงที่เป็นฝ่ายค้านว่าทำไมรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์ ถึงไม่ได้จัดตั้งงบประมาณในการชำระหนี้ให้เพียงพอ แต่ลองเปรียบเทียบดูสิครับว่าในช่วง ปี ๒๕๕๒ ในงบประมาณปีนั้น รัฐบาลได้จัดตั้งงบเพื่อชำระเงินต้นสูงถึง ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ปี ๒๕๕๓ ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ปี ๒๕๕๔ รวมงบประจำปีกับงบกลางด้วยกันสูงถึง ๕๒,๔๐๐ ล้านบาท มาเปรียบเทียบดูครับว่าในงบประมาณชุดปัจจุบันคืองบประมาณ ปี ๒๕๕๕ ของรัฐบาล พรรคเพื่อไทยนั้น ได้จัดสรรงบประมาณเพื่อคืนเงินต้นเป็นปริมาณเม็ดเงินโดยรวมเท่าใด ถ้าไม่ถามไม่รู้นะครับ เพราะว่าในเอกสารงบประมาณที่ปรากฏอยู่ข้างหน้าเพื่อนสมาชิก ทุกคนนั้น ถ้าท่านเปิดดูงบส่วนนี้ท่านจะเห็นว่ามีงบเพื่อจัดสรรในการเป็นภาระเรื่องของ หนี้สาธารณะอยู่โดยรวมทั้งหมดประมาณ ๑๗๑,๐๐๐ ล้านบาท แต่ท่านคงไม่ทราบ ถ้าไม่ถามว่าจาก ๑๗๑,๐๐๐ ล้านบาทนั้น ๑๖๙,๐๐๐ ล้านบาท เป็นงบที่จัดสรรไว้เพื่อชำระดอกเบี้ย ส่วนงบที่รัฐบาลนี้จัดเพื่อชำระเงินต้นมีเพียงแค่ ๑,๔๐๐ ล้านบาทครับ เทียบกับโดยเฉลี่ย ๓ ปีที่ผ่านมารัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จัดงบชดใช้เงินต้นภาระหนี้ สาธารณะอย่างน้อยปีละประมาณ ๔๕,๐๐๐ ล้านบาททุกปี ๑,๔๐๐ ล้านบาทครับ คืองบ เพื่อใช้เงินต้นของรัฐบาลชุดปัจจุบัน เพราะฉะนั้นความหมายก็คือนอกจากท่านกู้มากขึ้นแล้ว กู้โดยไม่มีข้อจำกัดว่าจะหยุดกู้เมื่อใดแล้วท่านไม่จัดสรรและจัดเตรียมงบประมาณในการที่จะ ชำระคืนเงินต้นอีกต่างหาก แล้วเมื่อไรหนี้มันจะหมดล่ะครับ นั่นคือข้อแรกของ ๗ ข้อ พึงปฏิบัติที่รัฐบาลควรที่จะต้องนำไปพิจารณาทบทวน ถ้าท่านยังที่จะเดินต่อไปในนโยบาย การกู้ยืมเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ

ประเด็นที่ ๒ ก็คือท่านต้องเผื่อว่าจะมีความผันผวนทั้งในแง่ของอัตรา ดอกเบี้ยและทั้งในแง่ของรายได้ของรัฐบาลของท่านเอง ประเด็นนี้เป็นประเด็นสำคัญนะครับ ประเทศหลายประเทศ อิตาลีเป็นตัวอย่างที่ดี ณ ปัจจุบันล่มสลายก็เพราะเหตุนี้ อัตรา ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น แต่ไม่ได้เตรียมงบประมาณไว้รองรับว่าอัตราดอกเบี้ยอาจจะเพิ่มขึ้น ต้นทุน การกู้ยืมอาจจะสูงขึ้น ณ ปัจจุบันผมไม่แน่ใจท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังประชุม ครม. เสร็จแล้วหรือยังนะครับ แต่ยังไม่ได้เข้ามาร่วมฟังการอภิปรายงบประมาณซึ่งเป็นการ อภิปรายที่มีความสำคัญของเพื่อนสมาชิกในวันนี้ กระผมไม่แน่ใจว่าท่านประธานทราบ หรือไม่นะครับว่าต้นทุนดอกเบี้ยเฉลี่ยของรัฐบาล ณ ปัจจุบันอยู่ที่เท่าใด ผมขอเรียนกับท่าน ประธานนะครับว่า ณ ปัจจุบันต้นทุนเฉลี่ยของรัฐบาลอยู่ที่ ๔.๘ เปอร์เซ็นต์ หนี้สาธารณะทั้งหมดมีมูลค่าโดยรวมประมาณ ๔,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ดอกเบี้ยทุก ๑ เปอร์เซ็นต์ ที่เพิ่มขึ้นในอนาคตเท่ากับภาระงบประมาณที่เพิ่มขึ้นถึง ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท เพิ่มขึ้น ๒ เปอร์เซ็นต์ก็ ๘๐,๐๐๐ ล้านบาท คำถามก็คือรัฐบาลเตรียมที่จะรองรับกรณีที่มี ความผันผวนอัตราดอกเบี้ยหรือต้นทุนการกู้ยืมของรัฐบาลแล้วหรือยัง ส่วนเรื่องของรายได้ เช่นเดียวกันครับ รายได้ของรัฐบาลมีแนวโน้มอาจจะต้องปรับลดลงอยู่แล้วจากนโยบาย การปรับลดภาษีประเภทต่าง ๆ นอกเหนือจากนั้นแม้แต่ภาษีที่ในแผนงบประมาณมี ความจำเป็นที่จะต้องกลับมาจัดเก็บใหม่ อย่างเช่นภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลรัฐบาลก็มี นโยบายผลัดการจัดเก็บกลับคืนออกไปอย่างน้อย ๑ เดือน พ้น ๑ เดือนก็อาจจะผลัดไปอีก เพื่อเอาใจผู้ใช้น้ำมันดีเซลเราก็ไม่สามารถที่จะประเมินได้ แต่ทุก ๆ ครั้งที่มีการผลัด ภาระหน้าที่ในการจัดเก็บภาษีออกไป ก็จะมีผลต่อความเสี่ยงในแง่ของรายได้ของรัฐบาล ที่อาจจะไม่เพียงพอในการรองรับหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น

ส่วนข้อที่ ๓ ก็คือการใช้เม็ดเงินที่กู้ยืมมาต้องมีความคุ้มค่าต่อเศรษฐกิจและ ต่อพี่น้องประชาชน ก็ต้องขอเรียนเป็นการเปรียบเทียบนะครับว่า ในส่วนของรัฐบาลของท่าน นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ท่านได้ดูหมิ่นดูแคลนในเรื่องของการกู้ยืมเพื่อแก้ไข ปัญหาเศรษฐกิจในช่วงปี ๒๕๕๒ เราก็ได้กู้ยืมด้วยการขาดดุลงบประมาณประมาณ ๓ เปอร์เซ็นต์เศษ ๆ เทียบกับจีดีพีหรือเทียบกับเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ แต่ผลของ การกู้ยืมและใช้เม็ดเงินที่เรากู้ยืมมานั้นก็คือเศรษฐกิจในปีนั้นมีอัตราขยายตัวสูงถึง ๗.๘ เปอร์เซ็นต์ สูงที่สุดในเอเชียและหนึ่งในประเทศที่มีอัตราขยายตัวที่สูงที่สุดในโลกในปีนั้น นั่นคือความหมายของผม เมื่อผมบอกว่ารัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าในเม็ดเงิน เงินกู้โดยเฉพาะที่นำไปใช้เปรียบเทียบกับสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันของรัฐบาลชุดนี้ ณ วันที่ ท่านเข้ามารับอำนาจมีการคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจในปี ๒๕๕๔ น่าที่จะมีอัตราขยายตัว แน่นอน อย่างน้อยที่สุด ๔ เปอร์เซ็นต์ สุดท้ายตัวเลขล่าสุดหลังจากที่ท่านเข้ามาบริหารเพียง แค่ ๔ เดือน กระทรวงการคลังประมาณการว่าอัตราขยายตัวทางเศรษฐกิจปี ๒๕๕๔ จะลดลงเหลือเพียงแค่ ๑.๑ เปอร์เซ็นต์ เหตุผลสำคัญก็เพราะการบริหารผิดพลาด เนื่องมาจากปัญหามหาอุทกภัยที่ผ่านมา นี่คือสาเหตุที่ท่านต้องพึงระวัง ว่านโยบายการใช้ เม็ดเงินของท่านนั้นจะส่งผลทำให้มีผลตอบแทนกลับคืนมาเป็นการลดความเสี่ยงจาก การกู้ยืมเงินของรัฐบาล แต่ที่ผ่านมาก็ต้องบอกนะครับว่า ผลงานในการบริหารเศรษฐกิจของ ท่านปรากฏตัวเลขอัตราการขยายตัวที่ชัดเจนว่าปรับลดลงอย่างมาก ถ้าผมขออนุญาต ท่านประธานเปรียบเทียบกับบริษัท ก็จะเป็นอย่างนี้นะครับ คล้าย ๆ กับว่ามีบริษัทแห่งหนึ่ง บริหารเงินทุนของผู้ถือหุ้นจนขาดทุนป่นปี้ หลังจากนั้นผู้บริหารชุดเดียวกันก็เป็นคนที่มา ขอยืมเงินจากผู้ถือหุ้นเพิ่มเติมเพื่อจะนำไปแก้ปัญหาที่ตนเองได้สร้างไว้ ถ้าเป็นบริษัททั่วไป ผมยืนยันได้ครับว่าผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่คงไม่ยอมหรอกครับ คงต้องปลดผู้บริหารออกแล้วก็ หาผู้บริหารชุดใหม่มาบริหารกิจการ แต่ของเรา ระบบของเราไม่ได้เป็นเช่นนั้น ท่านเป็นผู้ที่มี อำนาจ เพราะฉะนั้นผมก็หวังอย่างยิ่งเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติว่าท่านจะเรียนรู้จาก ประสบการณ์ความผิดพลาดของท่านในช่วง ๔-๕ เดือนที่ผ่านมา และดำเนินการแก้ไข แต่ต้องมีความชัดเจนว่าท่านจะนำเงินกู้นั้นไปใช้ให้มีผลตอบแทนอย่างคุ้มค่าอย่างไร

ประเด็นที่ ๔ ก็คือต้องมีความชัดเจน ซึ่งผมได้แตะ ๆ ไปแล้วเมื่อสักครู่ นะครับว่า เมื่อไรท่านจะหยุดกู้ ตรงนี้ยังไม่มีความชัดเจนใด ๆ ทั้งสิ้น เพียงแต่มีแผนว่าจะกู้ เพิ่มเติมเท่านั้น

ประเด็นที่ ๕ ที่ต้องมีความชัดเจน ต้องมีคำตอบก็คือ ต้องมีความชัดเจนว่า เมื่อท่านกู้แล้วท่านจะเอาเงินกู้ในแต่ละปีนั้นไปทำอะไร ประเด็นนี้นะครับก็คงจะมีเพื่อน สมาชิกอีกจำนวนมากที่จะอภิปรายในมาตราที่เกี่ยวกับงบกลางของท่านนายกรัฐมนตรี เพราะงบกลางเพียงแค่ตัวอย่างเดียวคืองบฟื้นฟูน้ำท่วม ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น พวกเราก็ได้ ขอให้กับทางรัฐบาลได้นำรายละเอียดมาเสนอต่อกรรมาธิการงบประมาณแล้ว ว่า ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาทที่ท่านบอกต้องใช้อย่างเร่งด่วน ท่านจะเอาไปใช้ทำอะไรบ้าง ปรากฏว่า จนถึงวันนี้มีรายละเอียดโครงการมูลค่าโดยรวมเพียงแค่ ๔๘๐,๐๐๐ ล้านบาท และเพื่อนกรรมาธิการผมได้เล่าให้พวกเราฟังว่ารายละเอียดโครงการ ๔๘,๐๐๐ ล้านบาท จาก ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท กรรมาธิการก็ได้รับเมื่อวันที่ ๒๙ ธันวาคม มานี้เอง ไม่มีโอกาส ที่ได้พิจารณาในรายละเอียดเลย ส่วนอีกประมาณ ๘๐,๐๐๐ ล้านบาท รายละเอียดโครงการ ยังไม่มี พูดง่าย ๆ ก็คือจนถึงวันนี้เหลืออีกเพียง ๘ เดือน ที่จะเบิกจ่ายงบประมาณประจำปี ๒๕๕๕ ท่านยังไม่ทราบเลยว่าเงินเร่งด่วนที่ท่านบอกต้องใช้นั้นท่านเอาไปใช้ทำอะไรบ้าง เพราะฉะนั้นความชัดเจนต้องมีครับ ว่าท่านจะไปกู้เพื่อไปทำอะไร อันนี้ยังไม่นับรวมถึง ถ้ากรณีท่านจะกลับมาขออำนาจจากสภาในการที่จะออกพระราชกำหนดกู้ยืมเพิ่มเติมอีก ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ตามข่าวที่ปรากฏว่าท่านทำไมถึงจะต้องมีความเร่งด่วนและท่านจะนำเม็ดเงิน ส่วนนั้นที่จะเป็นภาระหนี้สาธารณะเพิ่มเติมให้กับประเทศชาติและพี่น้องประชาชน ไปใช้ทำอะไร นั่นคือ ๕ ข้อแรก ที่ท่านต้องปฏิบัติ ถ้าท่านคิดจะกู้ยืมแล้วจะเพิ่มหนี้สินให้กับ ประเทศชาติและพี่น้องประชาชน

ส่วนข้อที่ ๖ ก็คือมีความสำคัญอย่างยิ่งที่ฝ่ายเศรษฐกิจของรัฐบาลจะต้อง ประสานกับหน่วยงานที่ดูแลทางด้านเศรษฐกิจทุก ๆ หน่วยงานของประเทศ ไม่ว่าจะเป็น สำนักงบประมาณ หรือจะเป็นธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งตามหลักฐานที่ปรากฏที่ผ่านมานั้น การทำงานของท่านเหมือนกับเป็นการชวนทะเลาะกับหน่วยงานที่เขามีอำนาจหน้าที่ที่เป็น อิสระจากท่าน ด้วยเหตุผลว่าเขามีหน้าที่ที่จะดูแลเสถียรภาพในขณะที่พวกเรามอบหมาย การดูแลทางด้านของการพัฒนาเศรษฐกิจให้กับรัฐบาล แนวทางการทะเลาะเบาะแว้งกันเช่นนี้ นอกจากจะมีผลกระทบบั่นทอนความเชื่อมั่นทั้งในส่วนของพี่น้องประชาชนและนักลงทุน ต่อการบริหารเศรษฐกิจของประเทศแล้วยังจะสร้างความสับสนในแง่ของการกำหนดนโยบาย อีกต่าง ๆ เพียงแค่เรื่องของการแก้ไขปัญหาหนี้กองทุนฟื้นฟูก็ปรากฏว่ามีความขัดแย้งไม่ใช่ เพียงแค่ระหว่างรัฐบาลกับทางธนาคารแห่งประเทศไทยเท่านั้น แต่แม้แต่ภายในรัฐบาล กันเอง ซึ่งทำให้ผมนำไปสู่ประเด็นสุดท้ายที่เป็นข้อพึงปฏิบัติที่ผมอยากที่จะฝากไว้กับรัฐบาล

ข้อ ๗ ก็คือการบริหารงานโดยเฉพาะการเบิกจ่ายเงินที่รัฐบาลได้กู้ยืมมาต้องมี ความโปร่งใสและมีความชัดเจนในแง่ของหลักธรรมาภิบาล ผมต้องขออนุญาตนะครับ ท่านประธานที่จะกลับมาพูดถึงเรื่องของแนวคิดการโอนเงินกู้กองทุนฟื้นฟูกลับไปสู่ ธนาคารแห่งประเทศไทยว่านอกจากจะขัดหลักธรรมาภิบาลแล้ว ในแง่ของความโปร่งใส ก็จะหายไปด้วย เพราะหนี้ไม่ว่ามันจะอยู่ที่แบงก์ชาติหรือมันจะอยู่ที่รัฐบาล อย่างไร ๆ ก็เป็นหนี้ ของประชาชนคนไทย แต่สาเหตุที่มันมีความโปร่งใสเมื่อมันอยู่ในบัญชีของรัฐบาลก็เพราะทุก ๆ ปี รัฐบาลต้องจัดสรรงบประมาณเพื่อไปชำระดอกเบี้ย แต่การที่รัฐบาลต้องการที่จะโอนหนี้ส่วนนี้ ไปซุกอยู่ที่บัญชีของธนาคารแห่งประเทศไทยนั้น ก็เพื่อทำให้รัฐบาลมีความรู้สึกว่าปลอดหนี้ เพราะท่านรองนายกรัฐมนตรีที่ดูแลทางด้านเศรษฐกิจท่านก็ให้สัมภาษณ์เองว่าถ้ามีการโอนหนี้ ส่วนนี้ไปที่แบงก์ชาติ หนี้สาธารณะของประเทศก็จะลดลงจากประมาณ ๔๑ เปอร์เซ็นต์ เหลือเพียงแค่ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ก็จะทำให้รัฐบาลกู้ยืมได้เพิ่มเติม ผมอยากจะทราบจริง ๆ ว่า รัฐบาลตั้งหน้าตั้งตาที่จะกู้ยืมมากมายถึงขนาดนั้นเอาไปทำอะไร เพราะฉะนั้นการที่รัฐบาลสร้างภาพ ลวงตาว่าหนี้สาธารณะของประเทศนั้นลดลงด้วยการโอนหนี้ไปสู่ธนาคารแห่งประเทศไทยนั้น เป็นการดำเนินการที่ขาดความโปร่งใสและผิดหลักธรรมาภิบาล ที่ผิดหลักธรรมาภิบาล ผมจะอธิบายให้ฟังอีกประเด็นหนึ่งครับ สั้น ๆ แบงก์ชาติเขาไม่มีรายได้ เขาไม่มีอำนาจในการ จัดเก็บภาษีเหมือนรัฐบาล เพราะฉะนั้นแบงก์ชาติไม่มีช่องทางที่จะชำระหนี้ส่วนนี้ในขณะที่ รัฐบาลนั้นสามารถที่จะเก็บภาษีและมีรายได้อื่น ๆ มาชำระหนี้ส่วนนี้ได้ วิธีเดียวถ้าท่านบังคับ ให้แบงก์ชาติรับภาระหนี้ส่วนนี้ก็คือท่านก็ไปบังคับให้แบงก์ชาติพิมพ์ธนบัตรให้กับรัฐบาล เพราะสุดท้ายวิธีเดียวที่แบงก์ชาติชำระหนี้นี้ได้ก็คือต้องพิมพ์แบงก์โน้ต (Bank note) ออกมา ชำระให้กับผู้ถือพันธบัตร ณ ปัจจุบัน ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้เข้ามาในห้อง ประชุมแล้ว ต้องขอบคุณท่านด้วยนะครับ และผมตระหนักว่าจังหวะที่ท่านเข้ามาก็พอเหมาะพอดี เพราะว่าสิ่งที่ผมพูดนี้ท่านเห็นด้วยกับผม ผมขออนุญาตพูดอย่างนี้เลยนะครับ เกือบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เท่าที่ผมฟังคำสัมภาษณ์ของท่านในเรื่องนี้ครับ ผมก็ขอเป็นกำลังใจให้กับท่านในการที่จะยืนหยัดในหลักการที่ท่านมี ในเรื่องของการรักษา ความโปร่งใสและหลักธรรมาภิบาลในการบริหารระบบเงิน ระบบการคลังของประเทศต่อไปใน ตำแหน่งนี้ แต่อย่างไรก็แล้วแต่มันมีอีกแนวความคิดหนึ่งที่มีความอันตราย ซึ่งก็สะท้อนอีก ครั้งหนึ่งนะครับว่าการบริหารจัดการของรัฐบาลอาจจะขาดความโปร่งใสและขาดหลัก ธรรมาภิบาลที่ดี ก็คือแนวความคิดว่าท่านจะไปเอาเม็ดเงินจากสถาบันคุ้มครองเงินฝากมา ชำระดอกเบี้ยแทน คือตอนนี้ท่านควานหาไปหมดละครับ เมื่อท่านตั้งโจทย์นี้ขึ้นมาว่า ท่านต้องการที่จะสร้างภาพลวงตา ลดหนี้สาธารณะลงมาจะได้กู้ยืมได้เพิ่มเติม ท่านก็ต้องไป หาดูว่าท่านหาเงินจากที่ไหนมาได้บ้าง ท่านก็เลยไปพบว่ามันมีกองทุนนี้ คือกองทุนสถาบัน คุ้มครองเงินฝากจัดตั้งขึ้นจาก พ.ร.บ. ปี ๒๕๕๐ ณ ปัจจุบันมีเงินสะสมอยู่ในกองทุนประมาณ ๘๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินของผู้มีบัญชีเงินฝากทุกคนในประเทศ ท่านก็บอกว่าอยากที่จะ เอาเงินส่วนนี้มาชำระหนี้แทน และจากนี้ไปเงินที่ธนาคารพาณิชย์ต้องจ่ายเข้าสถาบันคุ้มครอง เงินฝาก ๐.๔ เปอร์เซ็นต์ ของเงินฝากในระบบ ก็ขอให้เอามาชำระหนี้กองทุนฟื้นฟูแทน ผมจริง ๆ แล้วก็อยากที่จะบอกว่าตอนที่รัฐบาลโดยสภา คมช. ได้ออกพระราชบัญญัติจัดตั้งสถาบัน คุ้มครองเงินฝาก ผมเองไม่ได้เห็นด้วยในหลักการกับการจัดตั้งสถาบันนี้ สาเหตุที่ผมไม่ได้เห็นด้วย ก็เพราะผมคิดว่าในกรณีที่ธนาคารพาณิชย์ในระบบธนาคารของไทยมีปัญหา สุดท้ายก็คง หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่รัฐบาลจะต้องเข้ามาอุ้มชู แต่อย่างไรก็แล้วแต่เมื่อมีการจัดตั้งสถาบัน คุ้มครองเงินฝากแล้ว ภาระหน้าที่ตามกฎหมายในการที่จะดูแลผู้มีบัญชีเงินฝากทุกคน ก็คือ จะต้องดูแลผ่านสถาบันคุ้มครองเงินฝาก ไม่ได้ดูแลผ่านแบงก์ชาติ และไม่ได้ดูแลผ่านรัฐบาล ดังนั้นเมื่อรัฐบาลเอาเงินส่วนนี้ซึ่งเป็นเงินค้ำประกันให้กับผู้มีบัญชีเงินฝากที่เป็นประชาชน คนไทยทุกคนออกมาใช้ในการชำระหนี้ของรัฐบาล ผมมีคำถามคำถามเดียวครับต่อรัฐบาล ผ่านท่านประธาน ก็คือในกรณีที่มีสถาบันการเงิน ธนาคารพาณิชย์เกิดประสบปัญหาสภาพคล่อง ผู้ที่มีบัญชีเงินฝากจะเอาเงินจากใคร หรือความหมายของท่านคือ ท่านกำลังจะบอกว่าไม่เป็นอะไร ไม่มีสถาบันคุ้มครองเงินฝาก ถ้าในอนาคตธนาคารพาณิชย์ธนาคารไหนเกิดมีปัญหาขึ้นมาก็ไปเอาเงิน จากรัฐบาล ก็คือท่านกำลังเสนอให้ยกเลิกสถาบันคุ้มครองเงินฝาก ท่านกำลังเสนอหรือไม่ว่า จากนี้ไปรัฐบาลจะกลับเข้าไปคุ้มครองเงินฝากของพี่น้องประชาชนเต็ม ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ทุกคนเหมือนสมัยก่อนที่เคยดำเนินการมา และถ้าท่านทำเช่นนั้น ผมก็อยากจะเรียนรัฐบาล ผ่านท่านประธานด้วยนะครับว่าท่านอีกครั้งหนึ่งกำลังอุ้มคนรวย ทุก ๆ ครั้งที่ท่านออกนโยบาย ในช่วงที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องนี้ เรื่องของการยกเลิกภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง