สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๕ · ๔ มกราคม ๒๕๕๕

อลงกรณ์ พลบุตร หารือเรื่องงบประมาณรายจ่ายประจำปีและความสำคัญของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของประเทศไทย

นายอลงกรณ์ พลบุตร เพชรบุรี

ท่านประธานที่เคารพ กระผม อลงกรณ์ พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ กระผมได้สงวนคำแปรญัตติตัด ปรับลดงบ ๕ เปอร์เซ็นต์ในมาตรา ๖ ซึ่งเป็นของกระทรวงกลาโหมและหน่วยงานในกำกับ โดยที่กระทรวงกลาโหมนั้นมีหน่วยงานในกำกับทั้งสิ้น ๗ หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงาน ปลัดกระทรวงกลาโหม กรมราชองครักษ์ กองบัญชาการกองทัพไทย กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ สถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ สาเหตุที่กระผมได้เสนอขอปรับลด ดังกล่าวนั้นก็ด้วยเห็นว่าคณะกรรมาธิการได้ไปทำหน้าที่ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจำปี ก็เชื่อว่าได้มีการเชิญตัวแทนของกระทรวงกลาโหมมาชี้แจง ถึงความจำเป็นในการใช้จ่ายงบประมาณในปีงบประมาณที่สภากำลังพิจารณาอยู่ขณะนี้ ความจริงกระผมต้องเรียนท่านประธานว่ากระผมเป็นรองประธานคณะกรรมาธิการ การทหารของสภาผู้แทนราษฎร แล้วได้เห็นถึงความสำคัญของงบประมาณในแต่ละปีว่า จะมีผลอย่างไรต่อความเข้มแข็งของกระทรวงกลาโหม ของกองทัพไทย และหน่วยงานอื่น ๆ รวมทั้งอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ในแต่ละปีเรามีการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ รวมทั้ง มีการจัดซื้อชิ้นส่วนเพื่อการซ่อมแซมบำรุงเพื่อความพร้อมรบของแสนยานุภาพของประเทศไทย แต่จะกล่าวได้ว่าหลายสิบปีที่ผ่านมาเราอยู่ในภาวะที่พึ่งพาการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ จากต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่หรือทั้งหมด ในขณะเดียวกันอาเซียนเองได้มีการพัฒนาไปสู่ ความเป็นประชาคมความมั่นคงแห่งอาเซียนเป็น ๑ ใน ๓ เสาหลักของการเป็นประชาคม อาเซียน ซึ่งกำลังจะเกิดขึ้นในอีก ๒ ปี ๑๑ เดือนข้างหน้า นอกเหนือจากการมีประชาคม เศรษฐกิจอาเซียนและประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน ตรงนี้เองคือโอกาสที่ ๑๐ ประเทศอาเซียนนั้นได้มีความร่วมมือในเรื่องของความมั่นคงร่วมกัน มีการประชุม ร่วมกันระหว่างรัฐมนตรีกลาโหมของ ๑๐ ประเทศอาเซียน มันเริ่มมีแนวทางของการสร้าง ยุทธศาสตร์ร่วมของอาเซียน มีการพูดถึงการแบ่งภาระความรับผิดชอบในการสร้าง แสนยานุภาพและการป้องกันตนเองร่วมกันของอาเซียน ทั้งทางบก ทางน้ำ ทางอากาศ และทางอิเล็กทรอนิกส์ ถ้าย้อนดูจะเห็นว่างบประมาณที่ใช้จ่ายแต่ละปีนั้นเรายังให้ ความสำคัญน้อยมากต่อการส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศที่เรียกว่าดีเฟนซ์ อินดัสทรี (Defense industry) ท่านประธานเชื่อไหมครับ เหตุผลที่ผมได้เสนอปรับลด เพราะว่าต้องการกระตุ้นเตือนเพื่อนำงบส่วนหนึ่งของการที่จะต้องพึ่งพาการเสียเงินในการ ซื้อหาอาวุธยุทโธปกรณ์และยุทธปัจจัยต่าง ๆ จากต่างประเทศมาสู่การปรับเปลี่ยน งบประมาณ ซึ่งหวังว่ากรรมาธิการจะมีคำตอบ เพราะเชื่อว่าท่านจะได้มีการซักถาม ต่อกระทรวงกลาโหมในประเด็นที่ผมได้ตั้งคำถามต่อท่าน ปีที่ผ่านมาตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ ประเทศมาเลเซีย ถ้าใครไปลังกาวีก็จะพบว่ามีการจัดงานที่เรียกว่า ลิมา ทู เธาซัน อีเลฟเวน (LIMA 2011) จัด ๒ ปีต่อครั้งหรือว่าลังกาวี อินเตอร์เนชั่นแนล มาริไทม์ แอนด์ แอโรสเปซ (Langkawi International Maritime and Aerospace) นั่นเป็นหนึ่งในกิจกรรมส่งเสริม อุตสาหกรรมป้องกันประเทศของมาเลเซีย ถามผมว่าเพิ่งเริ่มต้นหรือไม่ ไม่ใช่ เริ่มมาตั้งแต่ ปี ๑๙๙๗ หรือ ๑๐ กว่าปีที่ผ่านมา จนกระทั่งขณะนี้อาจกล่าวได้ว่าการขับเคลื่อนในการ ส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศทำให้มาเลเซียเริ่มที่จะไม่ใช่แต่เพียงงดการพึ่งพา การนำเข้าอาวุธยุทโธปกรณ์จากต่างประเทศเท่านั้น แต่มีอีกส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทาน ในการผลิตชิ้นส่วนอาวุธทั้งการต่อเรือและเครื่องบินรบ และรวมไปถึงการได้ถ่ายทอด เทคโนโลยีภายใต้นโยบายที่ว่า ออฟเซต โพลิซี (Offset policy) ก็คือนโยบายในการที่จะให้มี การชดเชยให้กับประเทศมาเลเซีย กรณีที่ประเทศมาเลเซียซื้ออาวุธ เช่น เครื่องบินรบมิก จากรัสเซียภายใต้นโยบายออฟเซต โพลิซี คือการชดเชยด้วยการต้องมีการถ่ายทอด เทคโนโลยีทางด้านของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศในการผลิตชิ้นส่วนบางชิ้นส่วน จนขณะนี้มาเลเซียได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการห่วงโซ่การผลิตชิ้นส่วนในการผลิต เครื่องบินรบ แล้วได้ตั้งนิคมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศขึ้น มีบริษัทยักษ์ใหญ่ของโลก เช่น ฮันนี่เวลล์ หรือว่าบริษัทอย่าง จี หรือแม้แต่บริษัททางพลเรือนอย่าง แอร์บัส โบอิ้ง เพราะว่า เทคโนโลยีในการผลิต ยกตัวอย่างเช่น เครื่องบินรบกับเครื่องบินพลเรือนนั้นมีพื้นฐาน ที่ใกล้เคียงกันมาก