อภิชาต ศักดิเศรษฐ์ หารือเรื่องการบริหารจัดการสื่อของรัฐ โดยเรียกร้องให้รัฐบาลเคารพเสรีภาพของสื่อมวลชน และไม่เข้าไปบริหารจัดการสื่อของรัฐโดยตรง
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ ผู้แทนราษฎรจากจังหวัดนครศรีธรรมราช เขต ๑ พรรคประชาธิปัตย์ ต้องขอบคุณท่านรัฐมนตรีที่กรุณาชี้แจงข้อซักถามตามกระทู้ถาม แต่เพื่อให้เกิดความชัดเจนก็ขอเอกสารที่ท่านได้กรุณาอ่านเมื่อสักครู่นี้มอบให้ท่านประธาน แล้วก็ผมขอสักชุดด้วยนะครับ เพราะที่ขอก็เนื่องจากว่านี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้เห็น ท่านรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรีที่กํากับดูแลสื่อแล้วก็พูดถึงเรื่องแนวทาง ในการบริหารจัดการสื่อ เมื่อสักครู่นี้ผมต้องขออนุญาตท่านประธานนิดหนึ่งนะครับ ผมตั้งกระทู้ถามนี่ถามรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรีจริง ๆ นะครับ ในสําเนาที่ผมได้ส่ง เจ้าหน้าที่สภา แต่ว่าเมื่อมาเป็นเอกสารของสภากลายเป็นว่าเป็นกระทู้ถามนายกรัฐมนตรี ผมไม่ได้ตั้งใจจะถามนายกรัฐมนตรี ผมตั้งใจจะถามท่านโดยตรงครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๔๖ ระบุไว้ชัดเจนครับ พนักงานหรือลูกจ้างของเอกชนที่ประกอบกิจการ หนังสือพิมพ์วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ หรือสื่อมวลชนอื่น ย่อมมีเสรีภาพในการเสนอข่าว และแสดงความคิดเห็นภายใต้ข้อจํากัดตามรัฐธรรมนูญ โดยไม่ตกอยู่ภายใต้อาณัติ ของหน่วยราชการหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือเจ้าของกิจการนั้น แต่ต้องไม่ขัดต่อจริยธรรม แห่งการประกอบวิชาชีพ และมีสิทธิตั้งองค์กรเพื่อปกป้องสิทธิเสรีภาพและความเป็นธรรม รวมทั้งมีกลไกควบคุมกันเองของวิชาชีพ เมื่อสักครู่ท่านรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี สนับสนุนให้ผู้ประกอบการทางด้านนี้มีกลไกในการควบคุมกันเอง แล้วก็เป็นเรื่องน่ายินดี ที่ท่านสนับสนุนให้ช่อง ๙ ได้มีโอกาสได้เข้าไปเป็นสมาชิกในสภาวิชาชีพ แต่ท่านประธาน ในวรรคสองของมาตรา ๔๖ เขาบอกว่า ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ ในกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ หรือสื่อมวลชนอื่น ย่อมมีเสรีภาพเช่นเดียวกับพนักงานหรือลูกจ้างของเอกชนของวรรคหนึ่ง และในวรรคสาม การกระทําใด ๆ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อมของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง เจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือเจ้าของกิจการอันเป็นการขัดขวางหรือแทรกแซงการเสนอข่าว หรือแสดงความเห็น ในประเด็นสาธารณะของบุคคลตามวรรคหนึ่ง วรรคสอง ให้ถือว่าเป็นการจงใจใช้อํานาจหน้าที่ โดยมิชอบและไม่มีผลใช้บังคับ เว้นแต่เป็นการกระทําเพื่อเป็นไปตามกฎหมาย หรือจริยธรรมแห่งการประกอบวิชาชีพ ผมยกเรื่องรัฐธรรมนูญขึ้นมาอ่านให้ท่านประธานได้ฟังก็เนื่องจากว่ารัฐธรรมนูญมาตรานี้ เป็นหัวใจสําคัญของการพัฒนาวิชาชีพสื่อและเป็นบทบัญญัติที่มีมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ยกมาทั้งเค้าทั้งกระบิมาอยู่ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แสดงให้เห็นว่าต้องการที่จะให้ ผู้ประกอบวิชาชีพด้านนี้ ไม่เฉพาะแต่ภาคเอกชนเท่านั้น แต่สื่อมวลชนของรัฐก็ต้องได้รับ การคุ้มครองอันนี้ด้วย สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือว่าที่ผ่านมาเราไม่เห็นรัฐบาลในช่วง ๔-๕ เดือน ที่ผ่านมาได้พยายามที่จะยกระดับคุณภาพสื่อในการกํากับดูแลของรัฐให้สามารถเติบโตขึ้นมาได้ เพื่อที่จะแข่งขันกับสื่ออื่น ๆ ซึ่งอยู่ในตลาดเสรี เมื่อรัฐบาลพยายามเข้าไปบริหารจัดการสื่อของรัฐ โดยการเอาคนของตัวเองเข้าไปนั่งทํางานแทน มันก็ทําให้การพัฒนาองค์กร พัฒนาคน อย่างน้อยที่สุดในสถานีโทรทัศน์ ๒ ช่อง คือ ช่อง ๑๑ และช่อง ๙ ของ อสมท. ถูกครอบงํา ถูกบริหารจัดการโดยคนข้างนอกเสียเป็นส่วนใหญ่ ปัญหานี้ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่มีความสําคัญ เมื่อเอาคนข้างนอกเข้าไปทํามาก ๆ คนที่อยู่ในองค์กรเดิมของเขาก็กลายเป็นพลเมืองชั้นสอง ไม่มีโอกาสได้แสดงบทบาท ถามว่าคนในช่อง ๑๑ มีโอกาสได้ออกหน้าจอสักกี่คนครับ แทบจะไม่มี ช่วงที่ประเทศเราเผชิญกับปัญหาวิกฤติรุนแรงที่สุดคือวิกฤติอุทกภัย ตั้ง ศปภ. มา คนของช่อง ๑๑ ได้มีโอกาสออกหน้าจอทีวี มีบทบาทไหมครับ ทั้ง ๆ ที่ใน ศปภ. อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์เข้าไปนั่งบริหารเรื่องข่าวสาร มีนักข่าว มีคนไปทํางานของช่อง ๑๑ มากมาย แต่คนออกหน้าจอกลายเป็นคนในรัฐบาล เป็นพรรคพวกของท่านทั้งนั้น นี่ชี้ให้เห็นว่าการพัฒนายกระดับคุณภาพคนของรัฐที่ทําหน้าที่ในองค์กรสื่อสารมวลชน เหล่านั้นไม่ได้รับการดูแลเท่าที่ควร ตัวของท่านรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรีเอง ก็ต้องยอมรับว่ามีปัญหานะครับ ตั้งแต่ท่านได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีดูแลทางด้านนี้มา คนเขาก็วิจารณ์ คนเขาก็นินทากันทั้งในช่องสื่อของรัฐทั้ง ๒ ช่อง เขาก็บอกว่ารัฐมนตรี ไม่ได้บริหารจัดการเองหรอก มีคนใกล้ชิดเข้าไปบริหารจัดการ มีอดีตรัฐมนตรีประจําสํานัก นายกรัฐมนตรีบางคนเป็นรัฐมนตรีตัวจริงไปดูแลช่อง ๑๑ อยู่ในเวลานี้ สําคัญไปกว่านั้น ท่านไม่ได้มีบทบาทในการบริหารจัดการสื่ออย่างแท้จริงแล้ว ท่านเองก็ยังมีปัญหา ในเรื่องของการใช้อํานาจอีก อํานาจที่ว่านั้นก็คือว่าเกิดกรณีมีความขัดแย้งกันภายใน บริษัท อสมท. จํากัด (มหาชน) ขัดแย้งกันระหว่างกรรมการผู้อํานวยการใหญ่กับบอร์ด อสมท. ชุดที่เพิ่งลาออกไปจนเกิดการร้องเรียนของพนักงานใน อสมท. ทําหนังสือถึงท่าน ท่านเองถ้าจะพูดกันตรง ๆ ก็คือ ฟังความข้างเดียว ไม่ดูข้อกฎหมายให้ละเอียด ท่ำนทํำจดหมายเลยครั บ ทํำหนั งสื อเลย ลงวั นที่ ๓๐ กั นยายน ๒๕๕๔ ถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังบอกว่าให้กระทรวงการคลังในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ ของบริษัท อสมท. (มหาชน) จํากัด แจ้งไปยังประธานกรรมการบอร์ดว่า ๑. ให้ระงับการประกาศและดําเนินการปรับปรุงแก้ไขโครงสร้างของบริษัทตามมติ ที่ประชุมกรรมการบริษัทจนกว่าการสอบสวนที่ท่านได้ร้องเรียนจะแล้วเสร็จ แล้วก็รายงาน ให้กับรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรีที่กํากับดูแล บมจ. อสมท. ได้ทราบ เมื่อรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรีเห็นชอบแล้วจึงดําเนินการต่อไปได้ ในหนังสือข้อที่ ๒ ท่านบอกอีกว่าให้ระงับการแต่งตั้งโยกย้ายผู้บริหารและพนักงานตามมติที่ประชุม คณะกรรมการ เมื่อวันที่ ๑๖ กันยายน ๒๕๕๔ จนกว่าการสอบสวนจะแล้วเสร็จ แล้วรายงาน รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรีที่กํากับดูแล เห็นชอบแล้วจึงดําเนินการได้ ดูเผิน ๆ ปกติการทําหนังสือไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังก็เป็นเรื่องที่ปกตินะครับ เพราะกระทรวงการคลังถือหุ้นใหญ่ในบริษัท อสมท. และก็รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รับหนังสือแล้วก็แทงเรื่องให้กับสํานักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจให้ผู้อํานวยการ ทําหนังสือถึงประธานบอร์ด อสมท. ว่าให้ทําตามอย่างที่ท่านได้ขอไป ประเด็นปัญหา มันเกิดขึ้นอย่างนี้ครับว่าสิ่งที่ท่านทํามีอํานาจไหม ขัดต่อกฎหมายหรือไม่ ต้องไม่ลืมเป็นอันขาดว่า บริษัท อสมท. จํากัด (มหาชน) นี่เป็นกิจการด้านสื่อสารมวลชน และเป็นบริษัทที่จดทะเบียน ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย การกํากับดูแล อสมท. ทําได้ก็ผ่านทางที่ประชุมผู้ถือหุ้น ท่านจะเปลี่ยนแปลง ท่านจะแก้ไข ท่านจะเห็นด้วย ไม่เห็นด้วยกับการกระทําของกรรมการบริษัท เป็นสิทธิของผู้ถือหุ้นที่จะถอดถอน ที่จะดําเนินการ ท่านไม่มีสิทธิที่จะไปทําดังนั้น แล้วก็ที่น่าสนใจก็คือประธานบอร์ด อสมท. ในขณะนั้นคือท่านศาสตราจารย์สุรพล นิติไกรพจน์ ก็ได้ทําหนังสือ ได้แทงหนังสือกลับมาบอกว่ารับทราบสิ่งที่ผู้อํานวยการสํานักงาน คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจได้แทงเรื่องไป แล้วก็ขอให้ทําหนังสือเรื่องนี้ แจ้งกลับไปยังท่านเพื่อไม่ให้เป็นปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี่ละครับเป็นประเด็น