อภิชาต ศักดิเศรษฐ์ หารือเรื่องนโยบายด้านสื่อสารมวลชน โดยถามรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับการดำเนินการตามนโยบายที่ระบุไว้ในคําแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี และส่งเสริมจรรยาบรรณและความรับผิดชอบของสื่อมวลชน
กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพกระผม นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ ผู้แทนราษฎรจากจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ กระผมได้ตั้งกระทู้ถาม เรื่อง นโยบายด้านสื่อสารมวลชน ไม่ได้ถาม นายกรัฐมนตรี ถามรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรีโดยตรง เหตุผลที่ตั้งคําถาม กับรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรีโดยตรง ก็เนื่องจากว่าคณะรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรีทําหน้าที่กํากับดูแลองค์กรและรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวข้องกับสื่อ รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับสื่อของรัฐจึงต้องตั้งคําถามกับท่านโดยตรงนะครับ และต้องขอขอบพระคุณท่านเป็นอย่างสูงที่ท่านได้ให้เวลามาตอบกระทู้ถามนี้ให้ความสําคัญ กับกระทู้ถามนี้ ผมตั้งคําถามนี้ขึ้นมาก็เนื่องจากว่า ในคําแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี ฯพณฯ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้มีการระบุนโยบายทางด้านสื่อสารมวลชนไว้ชัดเจนมาก แล้วก็เป็นครั้งแรกที่เขียนนโยบายไว้ค่อนข้างละเอียด หนึ่งในนั้นที่ระบุไว้ก็คือจะส่งเสริม ให้ประชาชนมีโอกาสได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารจากทางราชการ สื่อสารมวลชนและสื่อสาธารณะ ทุกประเภทได้อย่างกว้างขวางรวดเร็ว ถูกต้อง เป็นธรรม จะมีการปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมาย ที่เป็นอุปสรรคต่อการทําหน้าที่ของสื่อสารมวลชน แล้วก็จะส่งเสริมให้สื่อสารมวลชน ทุกประเภทมีอิสระและมีเสรีภาพในการเสนอข้อมูลข่าวสารอย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคม และตระหนักต่อจรรยาบรรณของสถาบันสื่อสารมวลชน รวมทั้งส่งเสริมให้มีการสร้างดุลยภาพ ของข่าวสาร แต่ท่านประธานที่เคารพเวลาผ่านไป ๕ เดือนแล้ว ผมยังไม่เห็นรูปธรรม ของนโยบายนี้เลย ไม่เห็นว่าที่เขียนไว้เป็นนโยบายออกมาเป็นโครงการเป็นแนวทาง เป็นรูปธรรมที่จับต้องได้เลย สําคัญที่สุดก็คือไม่เห็นบทบาทของรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ที่ทําหน้าที่ดูแลกํากับงานด้านสื่อสารมวลชนของรัฐ ท่านประธานที่เคารพ ต้องเรียนท่านประธานว่า รัฐบาลนี้โชคดีที่เข้ามาบริหารประเทศท่ามกลางการบริหารจัดการสื่ออย่างเข้มข้นอย่างต่อเนื่อง มาโดยตลอด ก็ทําให้แรงปะทะแรงเสียดทานที่สื่อมวลชนจะมีกับรัฐบาลใหม่น้อยมาก ซึ่งก็ต้องถือว่าเป็นความโชคดี ขณะเดียวกันสื่อสารมวลชนทั้งของรัฐ ทั้งของเอกชน ทั้งสื่อกระแสหลัก ทั้งสื่อทางเลือก จํานวนไม่น้อยอยู่ในภาวะที่อ่อนเปลี้ยเพลียแรง ไม่อาจจะที่จะเป็นอุปสรรค ไม่อาจที่จะเข้ามาทําหน้าที่ในการตรวจสอบการทํางาน ของรัฐบาลอย่างเข้มข้นได้ ในช่วง ๔-๕ เดือนที่ผ่านมา มีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่เกี่ยวข้องกับ ด้านสื่อสารมวลชนหลายเรื่องหลายราวทีเดียว ถ้าจะใช้โอกาสนี้ในการทบทวนในรอบปี ก็น่าจะได้ ก่อนที่รัฐบาลจะเข้ามาบริหารประเทศก็เกิดปัญหาทางด้านจริยธรรม ทางด้านสื่อที่คนของรัฐบาลเข้าไปมีส่วนในการบริหารจัดการจนก่อให้เกิดความคลางแคลงใจ และเป็นแผลร้ายสําหรับวงการสื่อสารมวลชนมาแล้วตั้งแต่ช่วงเลือกตั้ง การบริหารจัดการ ด้วยการใช้เงินแค่ ๒๐,๐๐๐-๓๐,๐๐๐ บาท ไปแลกกับการเลี้ยงตอบแทนคนทํางานสื่อ แลกกับการเสนอข่าวสารทางด้านบวก นั่นก็เป็นภาพที่ไม่สวยงามที่เกิดขึ้น อันเป็นผลมาจาก การกระทําของคนในรัฐบาลของท่าน ก็นึกว่าเรื่องนั้นจะจบลงด้วยความเข้าใจว่า เพราะมีสภาวิชาชีพของสื่อที่เขาได้หยิบยกขึ้นมาแล้วก็เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ก็นึกว่าเรื่องนี้รัฐบาลจะตระหนักจะเข้าใจ แต่ปรากฏว่าก็กลับไปตั้งคนที่สังคม เคลือบแคลงสงสัย คนในแวดวงวิชาชีพสื่อก็เคลือบแคลงสงสัยเข้ามาทํางานอยู่ข้างตัว รัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรีที่ดูแลสื่ออีก ซ้ําร้ายไปกว่านั้นก็คือผลจากการที่ท่านทํา ในเรื่องนี้ก่อให้เกิดความแตกแยกในวงการสื่ออย่างรุนแรง ทําให้สภาวิชาชีพซึ่งเกิดขึ้น เพื่อควบคุมกันเองของคนในวงการสื่อสารมวลชนด้านหนึ่งก็คือด้านสิ่งพิมพ์นี่แตกแยก สภาวิชาชีพไม่ได้รับการยอมรับ พูดง่าย ๆ ว่าวันนี้สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติกลายเป็น เป็ดง่อยไป ดูแลควบคุมกันเองไม่ได้ เรื่องยังไม่มีเพียงเท่านั้นนะครับ เหตุการณ์อื่นก็ตามมา ขึ้นมาเป็นรัฐบาล นักข่าวโทรทัศน์ไปตั้งคําถามที่ตอบยาก หรือตอบไม่ได้เข้าก็เลยพาล ก่อให้เกิดเหตุการณ์ขู่คุกคามทางโลกไซเบอร์ (Cyber) แล้วก็นําไปสู่คดีความก็ว่ากันไป การบริหารจัดการสื่อในช่วงที่ท่านขึ้นมาดูแลรับผิดชอบ เข้ามาปุ๊บสื่อมวลชนของรัฐ ในกํากับดูแล อย่างน้อยที่สุดกรมประชาสัมพันธ์ที่ดูแลสถานีโทรทัศน์ ช่อง ๑๑ และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยซึ่งมีสาขาอยู่ทั่วประเทศ เข้ามาก็ถอดรายการ โทรทัศน์ที่ไม่เป็นพวกตัวเองออกไป ยกตัวอย่างเช่น รายการของอาจารย์เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ถูกถอดออกจากช่อง ๑๑ ข้อหาก็เพียงว่า มีคนร้องเรียน ร้องเรียนว่าเสนอข่าว เสนอเนื้อหาที่ไม่เป็นธรรม ไม่เป็นกลาง ผมก็สงสัยว่า รายการโทรทัศน์ ๔ รายการของอาจารย์เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ทํารายการมายาวนาน แต่ละรายการก็เป็นไปคนละแนวกัน ถามว่ามีคนร้องเรียนทุกรายการเลยหรือ ใช้มาตรฐานนี้ สําหรับทุกรายการหรือเปล่าถึงถอดออกจากทางผังรายการ รายการทางสถานีวิทยุ กรมประชาสัมพันธ์ เอฟเอ็ม (FM) ๑๐๕ ก็ไปถอดของเขาออกอีก บริหารจัดการกันแบบนี้ละครับ แล้วถามว่าเอารายการที่ความเห็นไม่ตรงกับตัวเองออกแล้วทําอย่างไร ก็พาเหรด (Parade) คนในพรรคพวกของรัฐบาลเองเข้าไปทําแทนเป็นผู้ผลิตรายการร่วม ก็ไปเบียดแทรก คนที่ทํางานอยู่แล้วในช่อง ๑๑ ในกรมประชาสัมพันธ์ เข้าไปทําแทนเขา แล้ววันนี้สถานีโทรทัศน์ที่เป็นของรัฐอย่างช่อง ๑๑ ก็กลายเป็นสถานีโทรทัศน์ของรัฐบาล ภาคส่วนอื่น ๆ ไม่มีโอกาสหรอกครับที่จะเข้ามาทําหน้าที่ ไม่มีหรอกครับ ไม่มีโอกาสจะได้ใช้ พื้นที่สื่ออย่างช่อง ๑๑ หรอกครับ ท่านรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรีเอง ท่านก็พูดมาตั้งแต่รับตําแหน่งใหม่ ๆ ว่า เมื่อมีคนไปถามว่าจะเปิดพื้นที่ให้กับฝ่ายค้านได้มี โอกาสใช้สถานีโทรทัศน์หรือสถานีวิทยุของรัฐ เพื่อถ่วงดุลกับรัฐบาลหรือเพื่อเป็นช่องทาง ในการแสดงความคิดความเห็นหรือไม่ ท่านก็บอกว่าไม่มี ไม่มีรัฐบาลไหนเขามี รัฐบาลที่แล้ว ก็ทําให้เห็นแล้วอย่างไรครับ บอกให้ผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรไปจัดรายการ แต่พรรคของท่านไม่มีผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรก็เอา เอาวิปฝ่ายค้านไปแทนก็ได้ ก็เปิดโอกาสเปิดช่อง แต่ช่อง ๑๑ ของท่านเวลานี้ไม่มีเปิดช่องทางเหล่านี้ให้อีกแล้ว ทําไมถึงเป็นอย่างนั้นครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผลจากการที่ท่านเข้าไปบริหารจัดการสื่อ อย่างค่อนข้างจะเข้มข้นและต่อเนื่อง ทั้งสื่อของรัฐ ทั้งสื่อของเอกชน ทั้งสื่อกระแสหลัก ทั้งสื่อกระแสรอง ท่านมีอยู่ในกํามือของท่าน ครบถ้วน สิ่งที่ตามมาคืออะไรครับ มีข้อกังขา ในเรื่องจรรยาวิชาชีพของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อในประเทศนี้ขึ้นมา หลักจรรยาวิชาชีพพื้นฐาน ก็คือว่า สื่อจะต้องเสนอข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องรอบด้าน เป็นกลางและให้ความเป็นธรรมกับ ผู้เกี่ยวข้อง บัดนี้จริยธรรมพื้นฐานเหล่านั้นถูกละเมิดอยู่ตลอดเวลาด้วยความไม่สํานึกในหน้าที่ เมื่อจริยธรรมพื้นฐานถูกละเมิดความรับผิดชอบต่อสังคมก็ไม่มี ทําไมวันนี้เราถึงได้เห็น ข้อความล่วงละเมิดจาบจ้วงสถาบันหลักของชาติไปปรากฏอยู่ในสื่อมวลชนประเภทต่าง ๆ มากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่เพียงแต่ในอินเตอร์เน็ต (Internet) หรอกครับ ในสื่อกระแสหลักนี่นะครับ ถ้าท่านได้อ่านหนังสือพิมพ์ ได้ตรวจโฆษณา ท่านก็จะได้พบเห็นข้อความเหล่านี้ปรากฏอยู่ ถามว่าท่านได้เข้าไปดูแลสิ่งเหล่านี้บ้างหรือไม่ ความที่สื่อสารมวลชนในประเทศนี้ถูกปู้ยี่ปู้ยํา จากการบริหารจัดการบ่อยครั้งต่อเนื่อง มันทําให้การทําหน้าที่ของสื่อซึ่งสังคมคาดหวังว่า จะเป็นที่พึ่งหวังของสังคม ก็ไม่สามารถที่จะเป็นจริงอย่างนั้นได้ สิ่งที่ผมจะต้องสอบถามจากรัฐบาลก็คือว่ารัฐบาลได้มองภาวการณ์แบบนี้ด้วยความรู้สึกอย่างไร มันดีอยู่แล้วใช่ไหม สื่อมวลชนของประเทศนี้ทําหน้าที่ได้ถูกต้องได้ครบถ้วนดีอยู่แล้วใช่ไหม ผมไม่ได้ตั้งคําถามเพื่อให้ท่านไปแทรกแซงหรือไปก้าวก่ายการทําหน้าที่ของสื่อละครับ แต่บทบาทของรัฐบาลสามารถที่จะนําเสนอได้ สามารถที่จะจัดวาระสังคมเพื่อที่จะให้สื่อ ทั้งระบบได้ปรับปรุงการทํางานได้ อย่าลืมว่าผู้ประกอบวิชาชีพสื่อสารมวลชนปัจจุบันนี้ เพิ่มจํานวนมากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อมีสื่อทางเลือกอื่น ๆ เกิดขึ้นมากมาย ผู้คนที่เข้ามาสู่วิชาชีพนี้ ก็มีมากขึ้นและอยู่กันอย่างอิสระ ท่านจะดูแลและสนับสนุนให้คนเหล่านี้ได้ทําหน้าที่ที่ถูกต้อง อย่างไร
คําถามแรก ก็คือว่ารัฐบาลมีแผนงานใดบ้างหรือไม่ที่จะส่งเสริมให้สื่อมวลชน ตระหนักต่อจรรยาบรรณ และมีความรับผิดชอบต่อสังคมเป็นคําถามแรก