อภิรักษ์ โกษะโยธิน หารือเรื่องร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนา คุณภาพชีวิตคนพิการ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการปรับปรุงสวัสดิการของคนพิการและเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ และเสนอแนะว่าควรแบ่งคนพิการออกเป็น 6 ประเภท โดยเรียกร้องการพิจารณาให้ร่าง พ.ร.บ. ฉบับใหม่ครอบคลุมใน 6 กลุ่มให้มีความเท่าเทียมกันในการเข้าถึงสวัสดิการหรือสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ และเรียกร้องการสนับสนุนจากภาครัฐให้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นไปได้สำหรับผู้พิการ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ผมขอใช้โอกาสนี้ในการที่จะอภิปรายร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมและพัฒนา คุณภาพชีวิตคนพิการ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งทางรัฐบาลและเพื่อนสมาชิกได้เสนอปรับปรุง แก้ไขจากร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. ๒๕๕๐ เพื่อที่จะส่งเสริม ในเรื่องของการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนพิการ รวมถึงในเรื่องของการเข้าถึงประโยชน์ สิ่งอํานวยความสะดวกอันเป็นสาธารณะ ตลอดจนสวัสดิการและความช่วยเหลืออื่น ๆ และส่งเสริมบทบาทในเรื่องขององค์การของผู้พิการต่าง ๆ ท่านประธานครับ จากการสํารวจ ของสํานักงานสถิติแห่งชาติ ล่าสุดพบว่ามีผู้พิการในปัจจุบันในประเทศไทยอยู่จํานวนถึงประมาณ ๑,๘๗๑,๘๖๐ คน ซึ่งเป็นสัดส่วนถึงประมาณ ๒.๙-๓ เปอร์เซ็นต์ของจํานวนประชากร แต่ที่สําคัญกว่านั้นก็คือว่าจํานวนผู้พิการที่มีอยู่ในประเทศไทย แม้ว่าจะได้รับโอกาส ในเรื่องของการที่จะลงทะเบียน มีบัตรตามมาตรา ๑๙ ใน พ.ร.บ. ส่งเสริมและพัฒนา คุณภาพชีวิตคนพิการ ในปี ๒๕๕๐ แต่ว่าก็ยังมีผู้พิการจํานวนหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในต่างจังหวัดซึ่งถ้าเราดูจากผลของการสํารวจก็จะพบว่าพี่น้องผู้พิการในภาคเหนือมีอยู่ สูงกว่าค่าเฉลี่ยถึงประมาณ ๔.๔ เปอร์เซ็นต์ ผู้พิการในภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือ ภาคอีสานสูงกว่าค่าเฉลี่ยคือมีอยู่จํานวนมากถึง ๓.๕ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ผู้พิการในภาคใต้ และภาคกลางจะมีอยู่จํานวนเพียงประมาณ ๒.๒-๒.๓ เปอร์เซ็นต์ ประเด็นสาระสําคัญที่ผม อยากกราบเรียนผ่านไปยังคณะกรรมาธิการที่จะมีการตั้งขึ้นหลังจากที่ผ่านวาระที่หนึ่งแล้ว ก็คือร่างเนื้อหาต่าง ๆ ในร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ แม้ว่าจะมีเจตนารมณ์ที่ดีในการที่จะปรับปรุงสวัสดิการ ของคนพิการ มีการปรับปรุงในเรื่องของการเข้าถึงสิ่งอํานวยความสะดวกต่าง ๆ แต่ว่า ในจํานวนคนพิการทั้งหมดประมาณเกือบ ๒,๐๐๐,๐๐๐ คน จริง ๆ แล้วทางกระทรวง พม. ได้มีการแบ่งผู้พิการออกเป็น ๖ ประเภทด้วยกัน
ประเภทที่ ๑ ที่เรามักจะพบเห็นทั่วไปก็คือผู้พิการทางร่างกาย ซึ่งส่วนใหญ่ก็ มักจะใช้รถเข็นซึ่งโดยปกติในการเดินทาง ในการเข้าถึงสิ่งอํานวยความสะดวกของรัฐบาล หรือของหน่วยงานรัฐก็ดี ภาคเอกชนก็อาจจะมีข้อจํากัดในเรื่องของทางลาด ในเรื่องของ อุปกรณ์ที่จะอํานวยความสะดวก แต่มักจะเป็นประเด็นที่มักจะได้รับการดูแลเพราะว่าเป็นสิ่ง ที่พบเห็นทั่วไป
ประการที่ ๒ ก็จะเป็นกลุ่มของผู้พิการที่มีความบกพร่องทางเรื่องการได้ยิน นะครับ ซึ่งตรงนี้ก็จะเป็นปัญหาอุปสรรคอีกส่วนหนึ่งในการที่ทาง พ.ร.บ. ฉบับใหม่นี้จะต้อง พิจารณาให้ครอบคลุมถึงผู้พิการที่มีปัญหาบกพร่องในเรื่องของการได้ยิน ในเรื่องการสื่อสาร
กลุ่มที่ ๓ ก็คือผู้พิการทางสายตาที่มีปัญหาในเรื่องของการมองเห็นนะครับ ซึ่งก็จะเป็นประเด็นในเรื่องของการเปิดโอกาสให้คนพิการทางสายตาได้มีโอกาสที่จะได้เรียนรู้ ได้มีโอกาสที่จะได้ใช้สื่อต่าง ๆ ซึ่งก็เป็นประเด็นที่อยากฝากไว้ แต่ว่าอีก ๓ กลุ่มมักจะเป็น กลุ่มที่ถูกละเลยก็คือกลุ่มคนพิการทางด้านจิตใจ ซึ่งเรามักจะได้ยินที่เรียกกันว่าออทิสติก (Autistic) ซึ่งอันนี้ก็จะเป็นปัญหาอุปสรรคทั้งในเรื่องของการเข้าถึงสวัสดิการต่าง ๆ ของรัฐนะครับ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการรักษาพยาบาล หรือแม้แต่การ เข้าถึงสิ่งอํานวยความสะดวกต่าง ๆ
กลุ่มที่ ๕ ก็คือคนพิการทางด้านสติปัญญา และกลุ่มสุดท้ายก็คือคนพิการ ทางด้านการเรียนรู้ เพราะฉะนั้นใน ๓ กลุ่มหลังนะครับ ผมอยากฝากไปถึงท่านรัฐมนตรี แล้วก็ทางกรรมาธิการในอนาคตว่าในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ก็อยากให้ครอบคลุมใน ทั้ง ๖ กลุ่มให้มีความเท่าเทียมกันในเรื่องของการเข้าถึงสวัสดิการหรือสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ
แต่ว่าประเด็นต่อไปที่ผมอยากอภิปราย ซึ่งเป็นเรื่องที่ถือว่าจะมีสาระสําคัญ ที่จะช่วยให้คนพิการทั่วทั้งประเทศกว่า ๒,๐๐๐,๐๐๐ คนได้มีโอกาสได้รับประโยชน์จากร่าง พ.ร.บ. ฉบับใหม่นี้ ก็คือประเด็นต่าง ๆ ทั้งหมดประมาณ ๙ ประเด็นด้วยกัน
ประเด็นที่ ๑ ก็คือในเรื่องของการเปิดโอกาสให้คนพิการได้มีส่วนร่วมใน กิจการทางสังคมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการเข้าไปเป็นคณะกรรมการที่จะมีส่วนร่วม ในการพิจารณาการแก้ไข หรือแม้แต่ในเรื่องของสวัสดิการ เพราะว่าผู้พิการเองก็จะเป็นผู้ที่ ตระหนักรับทราบถึงปัญหาอุปสรรค ทั้งในเรื่องของการเข้าถึงการอํานวยความสะดวก หรือแม้แต่สิทธิประโยชน์ต่าง ๆ แต่ว่าที่ผ่านมาก็ต้องขอชื่นชมคนพิการ เพราะว่าจากการ ตรวจสอบในเรื่องข้อมูลเราก็จะพบว่าคนพิการให้ความสําคัญในเรื่องของการใช้สิทธิทางด้าน การเมือง มีการเดินทางไปใช้สิทธิในการเลือกตั้ง ซึ่งในหลายพื้นที่ก็อาจจะสูงกว่าคนปกติ ทั่วไปด้วยซ้ําไป
ประเด็นที่ ๒ ก็คือในเรื่องของการเข้าถึงการใช้ประโยชน์ทางด้านภูมิสถาปัตย์ ซึ่งในช่วงหลังเราจะเห็นคนพิการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านร่างกายออกมารณรงค์ในเรื่อง ของการที่จะให้หน่วยงานของรัฐและเอกชน เวลาจะมีการก่อสร้างสิ่งอํานวยความสะดวก ต่าง ๆ ต้องคํานึงถึงในแนวทางที่เรียกกันว่าอารยะสถาปัตย์ หรือที่เรียกกันว่ายูนิเวอร์ซอล ดีไซน์ (Universal Design) ซึ่งในประเด็นนี้ผมต้องเรียนว่าในประเทศญี่ปุ่นต้องถือว่าเป็น ประเทศที่ให้ความสําคัญ เป็นประเทศในระดับต้น ๆ ของโลกที่ได้ดําเนินการในเรื่องของ ทางลาด ดําเนินการในเรื่องของสิ่งอํานวยความสะดวกต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นรถโดยสาร รถไฟฟ้า หรือแม้แต่ในเรื่องของการเข้าถึงสถานพยาบาล โรงพยาบาล สถานศึกษาต่าง ๆ หรือแม้แต่การไปติดต่อส่วนราชการ อันนี้ก็อยากฝากเป็นประเด็นที่มีสาระสําคัญเป็น อย่างมากนะครับ
ประเด็นต่อไปก็คือในเรื่องของการเขาถึงสิทธิทางด้านการรักษาพยาบาล และการสาธารณสุข จากจํานวนผู้พิการทั้งหมดเกือบ ๒,๐๐๐,๐๐๐ คนก็จะพบว่ามีผู้พิการ รุนแรงที่จําเป็นจะต้องได้รับการดูแลประมาณ ๒๓๙,๐๐๐ กว่าคน แต่ที่สําคัญมากกว่านั้น ก็คือผู้พิการสามารถเข้าถึงสิทธิตามระบบหลักประกันสุขภาพในปัจจุบันเพียง ๕๕๗,๓๔๕ คน ซึ่งก็แปลว่ายังมีผู้พิการอีกเป็นจํานวนมาก อย่างน้อยเกือบประมาณ ๑,๓๐๐,๐๐๐ กว่าคน ที่ยังไม่สามารถเข้าถึงหลักประกันสุขภาพ อันนี้ก็เป็นประเด็นสาระสําคัญนะครับ แม้ว่าอาจจะไม่มีการลงรายละเอียดในร่าง พ.ร.บ. แต่ก็อยากฝากเป็นประเด็นที่ผู้เกี่ยวข้อง หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเข้าไปดูแล
ประเด็นต่อไปก็คือในเรื่องของการเขาถึงสิทธิทางด้านการศึกษา ที่ผ่านมา เรามักจะพบว่าผู้พิการส่วนใหญ่มักจะไม่ได้รับโอกาสในเรื่องของการศึกษาเท่าเทียมกับเด็ก หรือเยาวชนที่ปกติ จากการตรวจสอบในเรื่องของ พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติก็ดี พ.ร.บ. การศึกษาสําหรับคนพิการ พบว่าปัจจุบันมีคนพิการที่เข้าถึงการศึกษาเพียงประมาณ ๒๗๖,๐๐๐ กว่าคน โดยเด็กพิการได้รับการศึกษาในศูนย์การศึกษาพิเศษ ๑๓ เขต ศูนย์การศึกษาพิเศษจังหวัด ๖๓ จังหวัด แล้วก็มีโรงเรียนการศึกษาพิเศษ ๔๓ โรงเรียน แต่ว่ารองรับเด็กพิการได้เพียงแค่ประมาณ ๒๗๒,๐๐๐ กว่าคนนะครับ อันนี้ก็เป็นประเด็น ที่อยากฝากไว้ แล้วก็ที่สําคัญในการที่เราจะเปิดโอกาสให้คนพิการมีสิทธิในเรื่องของการได้รับการศึกษา มีสิทธิในเรื่องของการได้รับโอกาสในเรื่องของการทํางานก็จะพบว่า มีนักศึกษาพิการ ในโรงเรียนอาชีวศึกษาอยู่เพียงประมาณ ๑,๖๗๐ คน เมื่อเทียบกับจํานวนนักศึกษา อาชีวศึกษาปกติกับนักศึกษาพิการที่มีโอกาสได้เรียนต่อในระดับอุดมศึกษาอยู่เพียง ๑,๙๕๓ คน อันนี้ก็จะเป็นประเด็นที่อยากฝากไว้
ประเด็นต่อไปก็คือในเรื่องของการครอบคลุมสิทธิและโอกาสในเรื่องของการจ้างงาน และการประกอบอาชีพ พบว่าปัจจุบันคนพิการที่มีอายุ ๑๕ ปีขึ้นไปมีจํานวนถึง ร้อยละ ๖๕ เปอร์เซ็นต์ เป็นผู้ที่ไม่มีอาชีพ ส่วนใหญ่เรามักจะเห็นคนพิการโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ที่มาประกอบอาชีพขายสลากกินแบ่งรัฐบาลที่เราเรียกกันว่าลอตเตอรี่ เราพบคนพิการ เป็นจํานวนมากที่มาเร่รอนอยู่ตามถนน พูดง่าย ๆ ก็คือว่าตั้งใจที่จะมาประกอบอาชีพ แต่ว่าไม่ได้รับโอกาสในเรื่องของการประกอบอาชีพเหมือนคนปกติทั่วไป และที่สําคัญมากกว่านั้น ในฐานะที่รัฐบาลมีแนวทางที่จะช่วยเหลือพี่น้องประชาชนทั้งในเรื่องของการยกระดับ ในเรื่องค่าแรงขั้นต่ํา ในเรื่องของการปรับเงินเดือนคนที่จบปริญญาตรี แต่ว่าจากการสํารวจ ก็พบว่ามีผู้พิการส่วนใหญ่ที่ทํางานได้รับรายได้เฉลี่ยต่ํากว่า ๗,๐๐๐ บาทต่อเดือน ซึ่งถ้าเทียบกับ ผู้ใช้แรงงานขั้นต่ําก็ยังถือว่าเป็นรายได้ที่น้อยมากนะครับ เพราะฉะนั้นอันนี้ ก็อยากฝากท่านประธานไปด้วย
สุดท้ายแม้ว่าทางกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ จะมีความตั้งใจในเรื่องของการส่งเสริมการฝึกอาชีพในศูนย์ฝึกอาชีพคนพิการ ๙ แห่ง แต่ก็พบว่ามีข้อจํากัดในเรื่องของจํานวนผู้พิการที่สามารถผ่านการอบรมเพียงแค่ ๑,๐๐๐ คน ต่อปี อันนี้ก็เป็นประเด็นที่อยากฝากให้ทางร่าง พ.ร.บ. ได้ครอบคลุม
ประเด็นต่อไป ก็คือในเรื่องสวัสดิการ ปัจจุบันเรามีศูนย์สวัสดิการสงเคราะห์ คนพิการและคนไร้ที่พึ่งเพียง ๒๐ แห่ง สามารถดูแลคนพิการได้ทั้งหมดเพียงประมาณ ๙,๔๐๐ กว่าคน คือพูดง่าย ๆ เมื่อเทียบกับจํานวนคนพิการเป็นหลัก ๑,๘๐๐,๐๐๐ กว่าคน แต่สามารถดูแลเพียงเล็กน้อยก็จําเป็นที่จะต้องส่งเสริมให้คนพิการสามารถที่จะดูแลตัวเอง แม้ว่าปัจจุบันจะมีจํานวนถึงประมาณเกือบ ๖๕ เปอร์เซ็นต์ที่ไม่สามารถที่จะประกอบอาชีพได้ แล้วก็รัฐบาลชุดที่แล้วก็ได้ผลักดันในการที่จะส่งเสริมให้ผู้พิการได้รับสวัสดิการเบี้ยยังชีพ อันนี้เป็นประเด็นที่อย่างน้อยได้แบ่งเบาภาระในเรื่องของการดูแล ในเรื่องของการดํารงชีพ ของคนพิการ
อีก ๒ ประเด็นนะครับ ซึ่งผมถือว่ามีความสําคัญมาก ก็คือในเรื่องของการเข้าถึง การสื่อสารทางด้านเทคโนโลยีสําหรับคนพิการ โดยปกติทั่วไปโดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่ว่าจะเป็น ร่าง พ.ร.บ. กฎหมาย การดําเนินการของกระทรวง หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มักจะคํานึงถึง พี่น้องประชาชนที่มีความปกติทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ ทางด้านสายตา ทางด้านการรับฟัง แต่ว่าผู้พิการโดยส่วนใหญ่โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้พิการทางสายตาหรือการรับฟังก็มักจะได้รับ โอกาสในเรื่องของการที่จะเข้าถึงในเรื่องของสื่อเทคโนโลยีต่าง ๆ ประเด็นตรงนี้ แม้ว่าปัจจุบันจะมีสื่อการเรียนการสอนในหลายรูปแบบ เช่นการนําโปรแกรมสปีดวิวเวอร์ (Program speed viewer) ขออนุญาตที่ใช้ภาษาอังกฤษ มาช่วยในการฝึกออกเสียง ฝึกพูด มีการจัดอุปกรณ์สัญญาณเสียง มีการพัฒนาระบบมัลติมีเดีย (Multimedia) หรือแม้แต่ การพัฒนาภาษามืออย่างที่สภาผู้แทนราษฎรเราก็กําลังดําเนินการในทุกครั้งที่มีการประชุม หรือแม้แต่การพัฒนาหนังสือเสียงเพื่อจะเปิดโอกาสให้ผู้พิการได้มีโอกาสได้เข้าถึงตามสิทธิ ตามรัฐธรรมนูญเปรียบกับพี่น้องประชาชนทั่วไป
และประเด็นอีกเรื่องหนึ่งที่มีความสําคัญ ก็คือในสถานการณ์การเมือง ในปัจจุบันที่เราทราบดี การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารก็เป็นสิ่งที่มีความสําคัญสําหรับพี่น้องประชาชน แต่ส่วนใหญ่เรามักจะไปคํานึงถึงพี่น้องประชาชนที่มีความปกติทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ และสติปัญญา เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็จะฝากในเรื่องของร่าง พ.ร.บ. ที่จะครอบคลุมในเรื่องของ การที่จะเปิดโอกาสให้พี่น้องผู้พิการในทุกประเภททั้ง ๖ ประเภทได้สามารถเข้าถึงข้อมูล ข่าวสารทั้งในรูปแบบสาธารณะและบริการต่าง ๆ สําหรับผู้พิการ
สุดท้ายนะครับ เพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระรัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผมอยากฝากให้ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ ได้มีการครอบคลุมในการที่จะส่งเสริมให้องค์กรเอกชน ส่งเสริมให้องค์กรของผู้พิการได้มีส่วนสําคัญในเรื่องของการผลักดันการปรับปรุงแก้ไข ในเรื่องของสวัสดิการ สิทธิในเรื่องของการส่งเสริมทั้งทางด้านการศึกษา การรักษาพยาบาล การประกอบอาชีพ และการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารให้พี่น้องผู้พิการสามารถที่จะดํารงตน และมีชีวิตอย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดีมีความสุขเหมือนกับพี่น้องประชาชนที่มีความปกติทั่วไป ฉะนั้นก็หวังอย่างยิ่งว่าร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้จะได้ปรับปรุงในเรื่องของสิทธิประโยชน์ และการอํานวยความสะดวกจาก พ.ร.บ. ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ปี ๒๕๕๐ ผมเองก็ขอสนับสนุนร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ เพื่อพี่น้องผู้พิการทั่วประเทศทุกท่านครับ กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ