เหวง โตจิราการ หารือเรื่องร่างกฎหมายสาธารณสุข โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างกระบวนการเรียนรู้ให้กับประชาชน และการพัฒนาศักยภาพของสมาชิกสภาสาธารณสุข พร้อมเรียกร้องการสนับสนุนจากภาครัฐในการจัดสรรเงินและเครื่องมือทางการแพทย์อย่างมีประสิทธิภาพ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์เหวง โตจิราการ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ท่านประธานครับผมดีใจมากครับที่เห็นร่างพระราชบัญญัติวิชาชีพการสาธารณสุขทั้ง ๔ ฉบับ เข้ามาพิจารณาในสภาแห่งนี้ ผมต้องกราบเรียนท่านประธานนะครับว่าผมสนับสนุนครับ เพราะว่าตรงนี้เท่ากับทำให้โครงสร้างในการดูแลสุขภาพอนามัยของประเทศไทยแข็งแรง ยิ่งขึ้นอีกบาทก้าวหนึ่ง อย่างที่ผมเคยได้กราบเรียนท่านประธานแล้วนะครับว่าหลักการ ในการดูแลสุขภาพของประชาชนต้องวางน้ำหนักอยู่ที่การป้องกัน และนี่คือข้อที่ ๑ นะครับ
ข้อที่ ๒ ก็คือโครงสร้างในการรองรับการดูแลสุขภาพอนามัยของประชาชน ทั้งประเทศต้องเป็นระบบครับ ต่างคนต่างทำไม่ได้ หมอทำไปลำพังเฉพาะหมอ พยาบาลทำไป ลำพังเฉพาะพยาบาล หรือว่าแขนงต่าง ๆ ของวิชาชีพทางการแพทย์ต่างคนต่างทำหน้าที่ ไปไม่ได้ครับ ต้องถักทอ แล้วกลายเป็นโครงสร้างที่เชื่อมร้อยเป็นระบบกันทั้งประเทศ แล้วตรงนี้ก็คือโครงสร้างแรกที่สำคัญก็คือเป็นฐานของปิรามิด ฐานปิรามิดต้องแข็งแรง ถึงจะสามารถที่จะรองรับยอดปิรามิดได้ หากว่าฐานปิรามิดไม่แข็งแรงก็ไม่สามารถที่จะ รองรับยอดปิรามิดได้ แล้วก็ไม่สามารถที่จะมีปิรามิดที่งดงามที่ถาวรได้ เพราะผมเห็นแล้วครับ ฐานของปิรามิดจะแข็งแรง นั่นก็คือว่าโครงสร้างทางการแพทย์ระบบปฐมภูมิจะแข็งแรง เพราะว่าร่างพระราชบัญญัติทั้ง ๔ ฉบับจะเข้ามารองรับ
ท่านประธานครับ ผมมีเวลานิดเดียวเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นผมก็จะเข้าสู่ ประเด็นที่สำคัญที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธาน ก็คือว่าผมเห็นทั้ง ๔ ฉบับ มีทั้งข้อดี และข้อด้อยอยู่ในตัวของเขาเอง ดังนั้นผมต้องขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานในสิ่งที่ ผมอยากจะนำเสนอ ก็คือว่าถ้าไปดูร่างของทางคณะรัฐมนตรีของรัฐบาลก็จะมีข้อดีในมาตรา ๓ เพราะว่าในส่วนอื่นดูเหมือนจะไม่มี หรือมีไม่ดีเท่ากับทางของคณะรัฐมนตรี ของทาง ภาคประชาชนก็ดูเหมือนจะขาดรายละเอียดเรื่องการประกอบวิชาชีพการสาธารณสุข แต่ว่า ของคณะรัฐมนตรีจะมีว่าการประกอบวิชาชีพทางสาธารณสุขชุมชนหมายความว่าอะไร และขณะเดียวกันก็ไปปรากฏว่าอยู่ที่ร่างของนางสาวปาริชาติ ชาลีเครือ กับคณะ ขออนุญาต ที่เอ่ยนาม แต่ว่าอีก ๒ ร่างก็จะไม่มี ดังนั้นก็จะเห็นได้อย่างชัดเจนนะครับว่า ทั้ง ๔ ร่าง ก็มีจุดแข็งและจุดอ่อนของตัวเอง ดังนั้นหลังจากที่เรารับหลักการในวาระที่หนึ่งแล้ว ในชั้นกรรมาธิการก็อยากให้กรรมาธิการนำไปศึกษาในรายละเอียดโดยไม่ทอดทิ้งทั้ง ๔ ร่าง ไปพิจารณาดูสิว่าอะไรดีของร่างไหนก็เก็บเอาไว้ สมมุติว่าถ้าเราจะใช้ร่างของคณะรัฐมนตรี เป็นหลักเราก็ยึดโยงของคณะรัฐมนตรีเป็นหลักแล้วไปดูสิว่าอันอื่นที่เขามี แต่ของ คณะรัฐมนตรีไม่มีมีอะไรบ้าง ซึ่งผมขออนุญาตที่จะกราบเรียนท่านประธานเป็นตัวอย่าง อาทิเช่นในมาตรา ๖ ของฝ่ายประชาชนก็คือนายไพศาล บางชวด ก็มีในข้อที่ ๔ คือช่วยเหลือ แนะนำ เผยแพร่ให้การศึกษาและสร้างกระบวนการเรียนรู้ให้แก่ประชาชน ซึ่งผมดีใจมาก ที่ภาคประชาชนได้สนใจในเรื่องนี้ ก็คือว่าประชาชนจะต้องไม่ใช่เป็นฝ่ายตั้งรับหรือฝ่ายรับ แต่เพียงอย่างเดียว คือเรื่องสุขภาพไม่ใช่ว่าประชาชนจะเป็นฝ่ายรับ ประชาชนเองต้องเป็น ฝ่ายรุกด้วย คือเขาต้องมีกระบวนการเรียนรู้ด้วย ดังนั้นเป็นหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง ของเจ้าหน้าที่ทางด้านการสาธารณสุขต้องไปสร้างกระบวนการเรียนรู้ให้กับประชาชน เพื่อให้ประชาชนเขารู้จักสร้างเสริมสุขภาพของเขาให้แข็งแรง จริง ๆ ในวันนี้ที่ประชากร ในโลกนี้มีอายุยืนขึ้น ทั้งนี้เนื่องจากวิถีชีวิตและการปฏิบัติตัวให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตที่ถูกต้อง ก็เลยทำให้อายุโดยเฉลี่ยของประชาชนในโลกนี้ยาวขึ้น ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เกิดขึ้นเนื่องจาก ประชาชนเขามีกระบวนการเรียนรู้ ตรงนี้ร่างของประชาชนมี แต่ร่างของคณะรัฐมนตรีไม่มี ตรงนี้ไม่ได้หมายถึงว่าไปตำหนิฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพียงแต่กราบเรียนท่านประธานนะครับว่า อะไรที่เป็นข้อดีของร่างอื่นซึ่งอีกร่างหนึ่งไม่มี ก็ควรจะต้องหยิบยกข้อดีของร่างอื่น สมมุติว่า ของคณะรัฐมนตรีเป็นหลัก ถ้าของคณะรัฐมนตรีไม่มีก็ควรจะเสริมจากร่างอื่นเข้ามา อีกอันหนึ่งก็คือว่ามาตรา ๗ ที่ผมเห็น ร่างของประชาชนสภาวิชาชีพการสาธารณสุขมีอำนาจ หน้าที่ดังต่อไปนี้ ข้อแรกของเขาก็คือพัฒนาศักยภาพของสมาชิกสภา อันนี้ผมชอบใจมากเลยครับ ตรงนี้ทางด้านประชาชน ฝ่ายประชาชนก็บอกแล้วให้สร้างกระบวนการเรียนรู้ให้แก่ประชาชน คือไม่ใช่ให้ประชาชนเป็นฝ่ายสนองรับอย่างเดียว ตอบรับอย่างเดียว หรือเฝ้าถามหา อย่างเดียว มันก็จะกลายเป็นไม่ต่างอะไรกับเด็กน้อยที่ถามหาจากผู้ปกครองแต่เพียงประการเดียว แต่ว่าประชาชนไม่ใช่เด็กน้อยนะครับ เพราะฉะนั้นเป็นหน้าที่ของเราในการที่จะสร้าง กระบวนการเรียนรู้ ขณะเดียวกันสมาชิกของสภาการสาธารณสุขของเราเราก็ต้องพัฒนา ศักยภาพให้กับเขาด้วยเช่นกัน อันนี้เป็นเพียงตัวอย่างนะครับ
ทีนี้ผมเหลือเวลาแค่นาทีเดียว อยากจะกราบเรียนประธานในประเด็นสุดท้าย ก็คือในวันนี้ผมเห็นองค์กรต่าง ๆ ซึ่งจำเป็นต่อการสร้างเสริมความแข็งแรงให้กับระบบ สุขภาพอนามัยของประเทศไทยของประชาชนทั้งประเทศขึ้นมาแล้ว เกิดขึ้นมาหลายองค์กรแล้ว ทีนี้ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานไปยังรัฐบาลนะครับว่ารัฐบาลในฐานะที่เป็นองค์กร รวมองค์กรศูนย์กลางรัฐบาลจะต้องบูรณาการทุกองค์กรที่เกิดขึ้นแล้ว เพื่อเอามาใช้เป็น ประโยชน์ในการที่จะสร้างสุขภาพของประชาชนในประเทศไทยให้แข็งแรงขึ้น คือเราต้อง วางน้ำหนักในการสร้างสุขภาพของประชาชนให้แข็งแรง เพื่อจะทำให้ค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ของเรา ไม่สิ้นเปลืองไปโดยเปล่าประโยชน์ จริง ๆ เราสามารถที่จะใช้เงินให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เพราะในวันนี้ผมเห็นมีการไปซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ที่วิลิศมาหรามากมาย อาทิเช่น ในกรุงเทพมหานครมีเอ็มอาร์ไอ (MRI) ผมจำไม่ได้กี่เครื่องแล้ว อาจจะกว่า ๖ เครื่อง อยู่ในกรุงเทพมหานครรวม ๆ กันอย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นเป็นการจัดสรรเงินและเป็นการ จัดสรรเครื่องไม้เครื่องมือทางการแพทย์ที่ไม่สอดคล้องกับหลักวิทยาศาสตร์ที่เป็นจริง ดังนั้น รัฐบาลจะต้องเป็นตัวกลางในการที่จะบูรณาการทุกองค์กรเข้ามาหากันรวมทั้งเอกชน เพื่อให้ ประชาชนทั้งประเทศไทยได้รับบริการทางด้านสาธารณสุขที่แข็งแรง ขอบคุณมากครับ โดยสรุปแล้วก็คือว่าผมสนับสนุนทั้ง ๔ ร่าง และอยากให้เอา ถึงแม้ว่าถ้าเอาร่างรัฐบาลเป็นหลัก อยากให้เอาข้อดีของร่างอื่นเข้ามาเสริมเติมของรัฐบาลด้วย ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ