พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เสนอขอบคุณรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมที่นำร่างกฎหมายมาประชุมพิจารณา และหารือเรื่องการดำเนินการตามแผนป้องกันการสนับสนุนทางการเงินผู้ก่อการร้าย พร้อมเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการดำเนินการอย่างจริงจังและรวดเร็ว เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ นอกจากนี้ ยังหารือเรื่องการเพิ่มความผิดฐานลักทรัพย์ในพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และขอให้ตรวจสอบให้แน่ใจว่าความผิดฐานนั้นไม่จุกจิกลงไปเกินไปและไม่ส่งผลกระทบต่อสังคม
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์
อันดับแรก ต้องขอขอบคุณท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมที่ได้กรุณา นำร่างกฎหมายทั้ง ๒ ฉบับนี้ คือ ร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... กับร่างพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงิน แก่การก่อการร้าย พ.ศ. .... เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร จะเร็วหรือช้า ไม่เป็นประเด็นเท่ากับว่าได้เข้ามาพิจารณาหรือเปล่า
ประเด็นต่อไปก็คือว่า เราต้องทำให้เสร็จตามกำหนดเวลา ไม่ว่าเราอยากจะให้มี หรือไม่มี เพราะว่ามันเป็นผลประโยชน์โดยรวมของประเทศชาติของประชาชนคนไทยทั้งมวลเลย เพราะฉะนั้นการดำเนินการตรงนี้หลายท่านหรือบางท่านอาจจะคิดว่าเป็นการละเมิด หรือเป็นการทำตามสั่งหรืออะไรก็สุดแล้วแต่ แต่ว่าสุดท้ายถ้าเราไม่ดำเนินการในขณะที่ เรายังคงต้องอยู่ในสังคมของนานาประเทศก็จะทำให้คนไทยโดยรวมเกิดปัญหา แล้วก็ จะส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศของเราได้ เพราะฉะนั้นวันนี้ก็เป็นวันเริ่มต้น ที่เราจะต้องเริ่มดำเนินการกันในส่วนนี้ แต่ก่อนที่ผมจะขออนุญาตท่านประธานพูดไป ในรายละเอียดที่ผมอยากจะฝากข้อสังเกตไว้ ก็ขออนุญาตทำความเข้าใจสักเล็กน้อย เพราะว่าก่อนหน้านี้ที่ท่านรัฐมนตรีได้ขึ้นมาชี้แจงจากการที่ท่านได้ฟังท่านอลงกรณ์ พลบุตร ขออภัยเอ่ยนามท่าน แล้วท่านก็เข้าใจว่าท่านอลงกรณ์ไปต่อว่าว่า ๒ ปีที่แล้วไม่ได้ทำอะไร ทำอะไรอยู่ แล้วท่านก็เลยบอกว่าให้ดูว่าเป็นรัฐบาลไหนอะไรก็แล้วแต่ ผมขอเรียนครับว่า ในประเด็นเรื่องนี้มันมีความเป็นมามานาน ไม่ใช่ว่าเริ่มต้นในรัฐบาลสมัยที่แล้ว ของท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แต่ว่ามันมีการพัฒนาดำเนินการกันมาก่อนหน้านั้นหลายรัฐบาลแล้ว แล้วก็ต้องถือโอกาสนี้ขอบคุณทางสำนักงาน ปปง. นะครับ โดยเฉพาะท่านเลขาธิการปัจจุบัน ซึ่งรับผิดชอบเรื่องนี้มาตั้งแต่ท่านยังดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการ แล้วก็เป็นรักษาการ เลขาธิการ แล้วก็ในส่วนที่เป็นฝ่ายประจำท่านก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ แล้วก็ดำเนินการเรื่องนี้ต่อมา ในทุกรัฐบาล ผมขออนุญาตเรียนว่าในสมัยที่ผมรับผิดชอบเป็นรัฐมนตรียุติธรรม แล้วก็กำกับ ดูแลสำนักงาน ปปง. ในสมัยรัฐบาลท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ท่านรัฐมนตรีได้พูดถึงนั้น ผมก็ได้รับการประสานงาน แล้วก็ได้รับรายงานจากท่านเลขาธิการ ปปง. ท่านปัจจุบัน ว่าในฐานะที่ผมเข้ามารับตำแหน่งนี้ ปัญหาส่วนหนึ่งซึ่งรัฐบาลในขณะนั้นควรจะต้องเร่ง ดำเนินการก็คือปัญหาเรื่องที่ทางเอฟเอทีเอฟ หรือที่เรียกกันว่าแฟตเอฟ เขาขอให้ ทางรัฐบาลไทยเข้ามาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการที่ต้องพัฒนาไปสู่กฎหมายป้องกัน ปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินผู้ก่อการร้าย มิเช่นนั้นก็จะก่อให้เกิดปัญหาอย่างที่เรา ได้ทราบ ๆ กันอยู่ทุกวันนี้ แต่ว่าการดำเนินการมันไม่ใช่มาถึงก็ดำเนินการได้ทันที เพราะว่า ไม่ได้มีแต่เพียงแค่ต้องออกกฎหมาย แต่ว่ามันมีมาตรการ แล้วก็แผนงานอื่นที่ต้องดำเนินการ ควบคู่กันไป ซึ่งจะต้องมีการยกร่างแผนขึ้นมาก่อน ซึ่งในการยกร่างแผนตรงนี้ ทางสำนักงาน ปปง. จะต้องดำเนินการร่วมกับคณะผู้แทนของเอฟเอทีเอฟหรือแฟตเอฟนี้ แล้วก็ได้มีการดำเนินการกันมาก่อนที่ท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะมาเป็นรัฐบาลเป็นนายกรัฐมนตรี แล้วก่อนที่ผมจะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เพียงแต่ว่าสิ่งที่ ท่านเลขาธิการ ปปง. ซึ่งขณะนั้นท่านมีตำแหน่งเป็นรักษาการ อยากจะให้ผมในฐานะ เป็นรัฐมนตรีได้ร่วมเข้ามามีบทบาท มีส่วนเกี่ยวข้องในฐานะเหมือนกับประหนึ่งเป็นตัวแทน รัฐบาล เพื่อที่จะได้ทำให้ทางฝ่ายของแฟตเอฟเขามีความมั่นใจ แล้วมีความเชื่อมั่นมากขึ้นว่า นโยบายของรัฐบาลในขณะนั้นจะให้การสนับสนุนในสิ่งเหล่านี้ แล้วก็จะเป็นประโยชน์ กับหน่วยงานต่าง ๆ ของ ปปง. ในการทำงานประสานงานกับเขาด้วย ผมจึงได้เข้าไป ทำหน้าที่ร่วมกับทางท่านเลขาธิการ ปปง. ในการประชุมร่วมกับคณะผู้แทนของแฟตเอฟ ได้มีการประชุมหารือแล้วก็กำหนดแนวทาง กำหนดแผน สุดท้ายทางสำนักงาน ปปง. ก็ได้ไป ดำเนินการยกร่างแผน แล้วก็มีการทบทวนร่างกันหลายรอบ จนสุดท้ายก็ได้ฉบับที่เรียกว่า สมบูรณ์ แล้วเราก็ได้นำแผนนั้นเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีในสมัยท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จนคณะรัฐมนตรีได้มีมติคณะรัฐมนตรีเห็นชอบรับตามแนวทางนั้น นั่นคือ จุดเริ่มต้นครับ และหลังจากนั้นทางสำนักงาน ปปง. โดยท่านเลขาธิการก็ได้เอาจริงเอาจัง แล้วก็ไปเริ่มต้นที่จะศึกษาแนวทางที่จะเอาแผนที่ได้ผ่านคณะรัฐมนตรีแล้วไปดำเนินการ ในการยกร่างกฎหมายขึ้นมาเพื่อที่จะให้เห็นว่าปัจจุบันรัฐบาลของประเทศไทยเรา ได้ดำเนินการตามแผนตามขั้นตอนทั้งหมดเป็นการเอาจริงเอาจัง แล้วตรงจุดนี้ครับถ้าหากว่า ท่านรัฐมนตรีได้กรุณาไปดูในคำแถลงของแฟตเอฟที่เขาได้ประกาศออกมาเมื่อต้นปี แล้วทำให้เรามีปัญหาในวันนี้จะเห็นได้ชัดว่าในนั้นเขาเขียนไว้ชัดว่าในรัฐบาลที่แล้วได้ให้ ความร่วมมือ แล้วก็ดำเนินการในเรื่องนี้อย่างจริงจัง ก็เลยเป็นประโยชน์ที่อย่างน้อยเขาก็เห็น ความร่วมมือความเอาจริงเอาจัง แต่เหตุที่เขาต้องมาประกาศวันนั้นก็เพราะว่ากระบวนการ หลังจากที่คณะรัฐมนตรีในสมัยท่านอภิสิทธิ์ได้มีมติไปแล้วนั้น มันก็เกิดความล่าช้า ในการเสนอกฎหมายต่อสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งวันนั้นมันพ้นมือรัฐบาลของท่านอภิสิทธิ์ ซึ่งผมรับผิดชอบแล้ว ซึ่งผมเห็นใจท่านรัฐมนตรีครับ ที่พูดนี่คือเล่าข้อเท็จจริงไม่ได้ต่อว่าครับ เพราะว่าเผอิญในช่วงเดียวกันนั้นท่านเข้ามารับตำแหน่งไม่นานก็เกิดปัญหาน้ำท่วมใหญ่ อย่างที่ท่านพูดไปเมื่อสักครู่ ก็เลยทำให้เกิดปัญหาความล่าช้านะครับ แต่ว่าในส่วนของ สำนักงาน ปปง. เท่าที่ผมทราบ เจ้าหน้าที่ทุกระดับที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะท่านเลขาธิการ ก็ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง แล้วก็ประสานงานกับหน่วยงานของต่างประเทศคือแฟตเอฟ อย่างต่อเนื่องให้เห็นถึงว่าในส่วนประจำนั้นไม่ได้นิ่งนอนใจ แล้วก็ได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ แต่ว่าปัญหาที่มันเกิดขึ้นเล็กน้อยก็คือว่า ที่ผมเองก็แปลกใจ หลังจากที่สำนักงาน ปปง. ได้ยกต้นร่างของกฎหมายฉบับนี้เสร็จ ก็เกิดข้อท้วงติงจากคณะกรรมการ ปปง. แล้วก็มี การไปตั้งคณะคล้าย ๆ คณะทำงานหรืออนุกรรมการก็ไม่แน่ใจนะครับ ไปศึกษาทบทวน เนื้อหาสาระของกฎหมาย ซึ่งความจริงแล้วในส่วนผม ผมคิดว่าตรงนี้เป็นเรื่องโดยตรง ของท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมนะครับ ซึ่งควรที่จะเป็นผู้ที่จะพิจารณาเนื้อหาสาระ ร่วมกับทางสำนักงาน ปปง. เพื่อที่จะนำเข้าสู่คณะรัฐมนตรี แล้วก็ให้ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาในวาระแรกเริ่มต้น ในวาระรับหลักการ ตรงนั้นละครับคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เกิด กระบวนการที่ทำให้การนำเสนอกฎหมายมันยืดออกไป แล้วก็มีคนที่เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้ง ๆ ที่พูดกันตรงไปตรงมาคือไม่ใช่หน้าที่ เลยทำให้กระบวนการการเสนอกฎหมายอันนี้ ของสำนักงาน ปปง. ผ่านท่านรัฐมนตรีเข้าสู่คณะรัฐมนตรีเกิดความล่าช้า เพราะฉะนั้นอันนี้ ก็คือข้อเท็จจริง ซึ่งผมไม่ได้ต่อว่าท่านรัฐมนตรี แต่ข้อเท็จจริงมันเป็นมาอย่างนี้ เพราะฉะนั้น ในส่วนนี้ผมถึงเรียนว่า จะเร็วจะช้าผมก็ขอขอบคุณครับที่กฎหมายนี้ท่านรัฐมนตรีได้ผลักดัน จนสามารถเอาเข้าสู่สภาได้ในวันนี้ครับ แต่สิ่งที่ผมต้องขออนุญาตกราบเรียนก็คือว่า ในเนื้อหาสาระในร่างที่ท่านรัฐมนตรีได้นำเข้าสู่ที่ประชุมในวาระแรกในวันนี้ มีอยู่ ๒ ฉบับ ความจริงกฎหมายที่เป็นปัญหาและควรจะต้องเร่งออกจริง ๆ เลย ก็คือฉบับเรื่องของ การสนับสนุนทางการเงินแก่ผู้ก่อการร้าย อันนั้นที่เป็นปัญหาที่ทำให้เราเกิดปัญหา แต่ผม ไม่ได้ติดใจว่าท่านได้เสนอรวมกันมาอีกฉบับหนึ่ง คือการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายป้องกัน และปราบปรามการฟอกเงินมาด้วย ซึ่งในฐานะที่เป็นนักกฎหมายด้วย ผมพูดมานานแล้วว่า การปรับปรุงแก้ไขกฎหมายบางครั้งต้องเสนอเป็นชุดเป็นพวง ถ้าเสนอเป็นฉบับ ๆ บางครั้ง มันไม่สามารถบังคับใช้ได้เต็มตามเจตนารมณ์ เพราะว่ากฎหมายอื่นไม่ได้ปรับปรุงแก้ไข ให้สอดคล้องกัน เพราะฉะนั้นวันนี้แม้กฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ที่เป็นฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับปี ๒๕๔๒ ได้นำเสนอเข้ามาด้วย โดยที่จริง ๆ แล้ว เหมือนกฎหมายพ่วงเข้ามานะครับ ผมไม่ได้ติดใจ เพียงแต่คิดว่าในการพิจารณา ในรายละเอียดของชั้นกรรมาธิการในวาระต่อไปนั้น ก็อยากจะฝากท่านรัฐมนตรีกับท่าน เลขาธิการ ปปง. ต้องดูด้วยว่าเนื้อหาข้างในของกฎหมาย ๒ ฉบับนี้ให้มันส่งเสริมกันด้วย เพราะว่าแรกเริ่มเดิมทีของการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน มันเป็นวัตถุประสงค์เป้าหมายคนละส่วน คนละเรื่องกับการนำเสนอกฎหมายฉบับใหม่ คือพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่ผู้ก่อการร้าย แต่เมื่อมันมาด้วยกัน แล้วก็จะเป็นกฎหมายซึ่งจะอยู่ในการบังคับใช้หรือความรับผิดชอบ ของสำนักงาน ปปง. เหมือนกันทั้งคู่ ผมคิดว่าจะต้องดูให้เนื้อหาสาระมันเกื้อหนุน และสนับสนุนในการปฏิบัติหน้าที่การทำงานซึ่งกันและกัน มันก็จะเป็นประโยชน์ แก่เจ้าหน้าที่โดยรวม
เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นประเด็นที่ ๑ ที่ผมขออนุญาตนำเรียนว่า ในส่วนที่ผม อยากจะขอฝากไว้ครับ ท่านประธานขออนุญาตใช้เวลาสักนิดเดียวนะครับ เพราะว่า เป็นประเด็นที่สำคัญและผมไม่ได้เป็นกรรมาธิการครับ ผมก็เลยขออนุญาตเรียนท่านประธาน ผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีกับท่านเลขาธิการครับว่า ในพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปราม การฟอกเงิน ในพระราชบัญญัติฉบับนี้มันมีการเพิ่มกฎหมายความผิดมูลฐานขึ้นมา ๑๑-๑๒ มูลฐานท่านประธานครับ ผมไม่ได้ติดใจครับ เพราะว่าความจริงในต้นร่างสมัยก่อน ถ้าหากว่าท่านประธานจำได้เราก็อยู่ในสภากันมา ต้นร่างจริง ๆ ในอดีตก็มีการพยายามจะใส่ ความผิดมูลฐานมากกว่าที่เป็นอยู่อยู่แล้ว แต่ว่าเราก็บอกว่าเริ่มต้นเอาน้อย ๆ ก่อน แล้วเมื่อ ใช้ไป ๆ ถ้ามีเหตุผลจำเป็นค่อยปรับเพิ่ม ทีนี้ในส่วนนี้ที่ผมอยากจะฝากเรียนไปก็คือว่า มันมีบางความผิดซึ่งผมเป็นห่วงว่า มันจะจุกจิกลงไปเกินไปไหม ผมยกตัวอย่างเช่นใน (๑๘) ของมาตรา ๓ ของร่างพระราชบัญญัตินะครับท่านประธานครับ ถ้าท่านประธานกรุณาดู ท่านประธานจะเห็นว่ากำหนดว่าความผิดเกี่ยวกับการลักทรัพย์ วิ่งราวทรัพย์ กรรโชก รีดเอาทรัพย์ ชิงทรัพย์ หรือปล้นทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา ในขณะที่ใน (๑๖) ก็ดี (๑๗) ก็ดี (๑๖) เป็นเรื่องการประทุษร้ายต่อชีวิตหรือร่างกายก็กฎหมายอาญา (๑๗) เกี่ยวกับเรื่อง หน่วงเหนี่ยวกักขังก็เหมือนกับเรียกค่าไถ่ก็กฎหมายอาญา แต่ถ้าท่านประธานดูใน (๑๖) กับ (๑๗) ๒ อนุมาตรา ท่านประธานจะเห็นว่าทางต้นร่างร่างพระราชบัญญัติของรัฐบาล ได้กำหนดว่าเฉพาะที่เกี่ยวกับอะไร เช่น กรณีความผิดเกี่ยวกับการประทุษร้ายต่อชีวิต ร่างกาย ก็บอกว่าเฉพาะที่เกี่ยวกับการจัดหาผู้กระทำความผิดหรืออะไรก็ว่าต่อไป แต่ว่า ไม่ทั้งหมด ในขณะที่ (๑๗) ก็บอกว่าความผิดเกี่ยวกับการหน่วงเหนี่ยวกักขังเฉพาะกรณี เพื่อเรียกหรือรับผลประโยชน์หรือเพื่อต่อรอง แต่พอมา (๑๘) ซึ่งถ้าหากว่าท่านประธาน ซึ่งเป็นทนายความเป็นนักกฎหมายอยู่เหมือนกัน ท่านประธานจะดูว่าเห็นว่าความผิด เกี่ยวกับการลักทรัพย์ วิ่งราวทรัพย์ กรรโชก รีดเอาทรัพย์ ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ มันเป็น ความผิดที่เล็กน้อยกว่าความผิดใน (๑๖) (๑๗) เยอะมาก แต่ว่าใน (๑๘) ซึ่งใส่ความผิด ฐานนั้นไว้กลับไม่บอกว่าเฉพาะเรื่องไหน กลายเป็นว่าทุกประการที่เข้ามูลฐานความผิด เป็นความผิดนั้นเข้าหมดเลยครับ ทั้ง ๆ ที่เป็นความผิดเบาและเล็กกว่า (๑๖) (๑๗) ตรงนี้ละครับ ที่ผมอยากจะฝากไว้เป็นประการแรกว่าต้องดูให้ดีในชั้นกรรมาธิการ มิฉะนั้นท่านประธานครับ จะทำให้เกิดการยึดทรัพย์ในกรณีนี้ทั่วประเทศไปหมดเลยครับ ความผิดฐานลักทรัพย์เวลานี้ อยู่ในศาลอาญาตั้งเท่าไร แล้วเร็ว ๆ นี้ผมยกตัวอย่างครับ มีผู้หญิงคนหนึ่งที่ต้องไปเอาข้าว เห็นไหมครับที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งเพื่อเอาไปเลี้ยงลูก ลักทรัพย์ ท่านประธานครับ ไม่มีข้อยกเว้น ถูกยึดทรัพย์หมดอีก อย่างนี้กลายเป็นว่าเราจะไปซ้ำเติมสังคมหรือไม่ เพราะฉะนั้นในอนุมาตรานี้ที่ผมคิดว่าน่าเป็นห่วง ฝากท่านเลขาธิการ ท่านรัฐมนตรีไปดู ในชั้นกรรมาธิการด้วยว่าจำเป็นแค่ไหน ถ้ายังมีความจำเป็นทุกอันไหม ถ้าอันที่ยังคงต้องใส่ไว้ ควรจะมีเงื่อนไขเหมือนใน (๑๖) (๑๗) หรือไม่
ส่วนอีกอันหนึ่งครับในเรื่องนี้ก็คือใน (๒๐) ความผิดเกี่ยวกับการกระทำ อันไม่เป็นธรรมเกี่ยวกับการซื้อขายหลักทรัพย์ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ผมจำไม่ได้ชัด แต่เท่าที่ผมจำได้เพราะผมเคยจับดูเรื่องกฎหมายฉบับนี้มา มันไม่มี ความผิดฐานนี้ครับ มันไม่มีนะครับ ท่านลองไปดูให้ดี แต่มันมีความผิดฐานปั่นหุ้นนะครับ ที่พูดง่าย ๆ ภาษาพูดก็คือปั่นหุ้น มี แต่ไม่เป็นธรรมนี่มันจะเป็นปัญหา เพราะอะไรคือไม่เป็นธรรม แบบไหนคือการไม่เป็นธรรมของการซื้อขายหลักทรัพย์ แต่สิ่งที่กฎหมายหลักทรัพย์ห้ามไว้ แล้วเป็นความผิดไว้ มันไม่ใช่เรื่องของความเป็นธรรมหรือไม่เป็นธรรม แต่มันเป็นเรื่องของ การทุจริต การโกง ใช้ข้อมูลภายใน หรือเป็นลักษณะของการซื้อขายหลักทรัพย์ที่เรียกว่า สร้างราคาหรือปั่นหุ้น ตรงนี้เป็นเรื่องที่ ๒ ที่ผมคิดว่าควรจะไปดูให้ละเอียด แล้วก็ปรับปรุง ในส่วนนี้
ในส่วนที่กฎหมายฉบับนี้ครับ อีกประเด็นที่ต้องขออนุญาตฝากไว้คือเรื่อง การคุ้มครองพยานที่มีการเพิ่มเติมในมาตรา ๓๗/๑ เข้ามา ซึ่งตรงนี้ผมคิดว่าเป็นหลักการที่ดี แต่ขอให้ไปดูเพิ่มเติมนิดหนึ่งครับ อย่าไปคิดว่าพยานทุกคนเป็นพยานที่มีคุณภาพที่ดีหมด อาจจะเป็นพยานเท็จได้ แต่ว่าการเป็นพยานเท็จในความผิดฐานนี้มันสร้างความเสียหาย ให้ประชาชนคนอื่นเขามากพอสมควร ขณะนี้เรากำลังสร้างมาตรการคุ้มครองพยานที่ดีครับ ท่านประธาน แต่เราก็ต้องคิดอีกมุมหนึ่งว่าถ้าพยานคนนั้นเป็นพยานที่สร้างเรื่องขึ้น ปั่นเรื่องขึ้น แต่งเรื่องขึ้น เขาควรจะมีโทษที่สูงขึ้นกว่าการเป็นพยานเท็จปกติเหมือนกับที่เราได้กำหนด ความผิดเพิ่มขึ้นของผู้ที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายนี้ไว้แล้วในกรณีอื่น ตรงนี้ละครับที่คิดว่า ต้องมองอีกมุมหนึ่งด้วยที่ขอฝากไว้
อีกสุดท้ายในกฎหมายฉบับนี้ ท่านประธานครับ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ การทำงานกับสำนักงานกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอ ในส่วนนี้ตั้งแต่สมัยที่ผมรับหน้าที่ เป็นรัฐมนตรียุติธรรมนี่ก็ได้ประสานหารือกับท่านเลขาธิการมาตลอด เพราะว่าลำพังแต่ สำนักงานเลขาธิการ ปปง. และท่านเลขาธิการกับคณะ มีไม่พอ ไม่พูดถึงจำนวนคนนะครับ มือไม้ไปไม่ถึง กรอบกฎหมายที่ให้ไว้ก็ไม่ถึง เพราะฉะนั้นในอดีตที่ผ่านมาต้องใช้ระบบในทาง บริหารที่จะสามารถทำให้กรมสอบสวนคดีพิเศษกับทาง ปปง. สามารถทำงานร่วมกันได้ แต่ก็มีข้อขัดข้องในเชิงของอำนาจหน้าที่ก็ทำให้กล้า ๆ กลัว ๆ เพราะฉะนั้นการเพิ่มมาตรานี้มานี่ ผมคิดว่าผมเห็นด้วยและสนับสนุน เพียงแต่ว่าในการที่จะพิจารณาในชั้นกรรมาธิการ ดูให้ครบถ้วนครับ เพราะว่าผมดูในนี้เห็นว่าท่านให้เขามาสนับสนุนเรื่องของการรวบรวม พยานหลักฐาน แต่ผมคิดว่าสิ่งที่ควรจะต้องเพิ่มเติมไปอีกเรื่องก็คือว่าต้องให้เขาช่วยจับกุม ให้ท่านด้วยครับ เพราะถ้าหากว่าเราพบผู้กระทำความผิดที่มีความผิดมูลฐาน แม้ในส่วนที่เกี่ยวกับ ปปง. เราจะยึดทรัพย์เขา มุ่งในทรัพย์ แต่มันเป็นความผิดตามกฎหมายอาญา ซึ่งผู้ที่กระทำความผิดนั้นในฐานะเราเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยเฉพาะเราอยู่ในกระทรวงยุติธรรม เหมือนกัน ควรจะต้องดำเนินการทางกฎหมายจับกุมคนเหล่านั้นด้วย ซึ่งผมคิดว่าในส่วนนี้ สำนักงาน ปปง. ไม่มีศักยภาพและไม่มีมือมีไม้หรือมีเจ้าหน้าที่พอที่จะทำในส่วนนี้ ถ้าหากว่า เราได้เขียนกฎหมายมาตรานี้เพื่อให้ ปปง. กับดีเอสไอทำงานร่วมกันแล้วอยากให้ทำ ให้ถึงที่สุด ให้เอาหลักฐานที่รวบรวมได้ ไม่ใช่เพียงแค่เอามาเป็นประโยชน์ในเรื่อง ของการยึดทรัพย์ แต่ควรเอาพยานหลักฐานเหล่านี้เป็นประโยชน์ในการจับกุมดำเนินคดี คนเหล่านี้ด้วย ผมก็ขอฝากไว้ในกฎหมายฉบับนี้
สุดท้ายอีกฉบับหนึ่ง นิดเดียวท่านประธานครับ ก็คือกฎหมายว่าด้วย การป้องกันและปราบปรามการสนับสนุนทางการเงินแก่การก่อการร้าย พ.ศ. .... ในส่วนนี้ ผมขออนุญาตเรียนครับว่าในมาตรา ๔ ที่กำหนดไว้ ผมคิดว่าเป็นแนวทางที่ถูกต้อง แต่ก็ จะโยงมากับสิ่งที่ผมเรียนเมื่อสักครู่ในกฎหมายอีกฉบับหนึ่ง ในมาตรา ๔ (๒) ที่ท่านบอกว่า แนวทางหนึ่งที่จะจัดทำบัญชีรายชื่อผู้ก่อการร้ายนี่นะครับ จะต้องดูอะไรครับ ดูว่า มีพยานหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีพฤติการณ์กระทำความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้าย ตามกฎหมายนั้นหรือไม่ เอาง่าย ๆ สั้น ๆ นะครับ แล้วก็ในวรรคสุดท้ายท่านบอกว่า การกำหนดรายชื่อผู้ก่อการร้ายต้องมีเหตุอันควรสงสัยว่าหากมีการสนับสนุนทางการเงิน ก็เข้าข่าย ผมเรียนท่านประธานครับว่ามองดูเผิน ๆ ไม่มีอะไร แต่สำหรับผมในฐานะ นักกฎหมายและคนที่เคยดูแลงานด้านกระบวนการยุติธรรมมา ผมคิดว่าเป็นปัญหาครับ ปัญหาก็คือว่าไม่ใช่ว่าเราเขียน ผมถึงเรียนว่าฉบับนี้กับอีกฉบับหนึ่งต้องโยงกัน แล้วการทำงานของดีเอสไอกับ ปปง. ต้องประสานงานกัน ท่านกำลังดูหลักฐานของท่าน ในเชิงที่จะดำเนินการทางทรัพย์หรือธุรกรรมทางการเงิน แต่หลักฐานที่ว่านี้คือหลักฐาน ของการกระทำความผิดกฎหมายอาญาที่สำคัญ เพราะฉะนั้นหลักฐานที่ว่านี้เมื่อท่าน เป็นถึงระดับที่ว่าอันควรเชื่อหรือว่าควรสงสัยได้ระดับที่ยึดทรัพย์เขาได้ต้องจับกุมได้ด้วย เช่นเดียวกันครับ เพราะฉะนั้นในการดำเนินการในส่วนนี้อย่างน้อยท่านต้องโยงกลับไป กฎหมายฟอกเงิน ให้กรมสอบสวนคดีพิเศษกับท่านสามารถจับกุมดำเนินคดีผู้กระทำ ความผิดฐานนี้ได้ และมันก็จะโยงมาในส่วนที่ผมอยากเรียนเป็นประเด็นสำคัญอีกอันหนึ่ง คือในมาตรา ๘ ของกฎหมายฉบับนี้นะครับ ผมคิดว่าตรงนี้ท่านไปทบทวนนะครับว่า มันถูกหรือไม่ มาตรา ๘ ผู้ที่ถูกระงับการดำเนินการกับทรัพย์สินตามมาตรา ๕ อาจยื่นคำร้อง เป็นหนังสือต่อสำนักงานเพื่อเสนอเรื่องให้คณะกรรมการพิจารณาในเรื่องดังต่อไปนี้ ๑ ๒ ๓ ผมไม่พูดตรงนั้นละครับ เพราะประเด็นที่ผมจะเรียนไม่ใช่เรื่องตรงนั้น ประเด็นที่ผมจะเรียน บอกว่าคนที่อยู่ในข่ายเป็นผู้ก่อการร้ายมีพยานหลักฐานอันควรเชื่อถือได้ตามมาตรา ๔ แปลว่าท่านต้องจับกุมดำเนินคดีทางอาญาด้วย แล้วท่านจะไปบอกว่าให้เขามามีโอกาส มาพิสูจน์ ขอให้ดำเนินการเพิกถอนรายชื่อออกจากบัญชีได้อย่างไรครับ ทันทีที่เขามาติดต่อ ขอเพิกถอนชื่อเขานี่ ท่านต้องจับกุมดำเนินคดีแล้วไปพิสูจน์ในศาลครับ ท่านต้องรอ ให้ศาลพิพากษาตัดสินก่อนว่าเขาเป็นผู้บริสุทธิ์ ท่านถึงจะปล่อยทรัพย์เขาได้ เพราะมันไม่ใช่ ความผิดธรรมดาครับ มันเป็นความผิดก่อการร้ายซึ่งเป็นอันตราย และเป็นความผิดอาญา สำคัญ และเป็นความผิดอยู่ในหมวดความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร เพราะฉะนั้นคนที่อยู่ในข่าย และมีพยานหลักฐานที่น่าเชื่อถือได้ตามที่ท่านเขียนในมาตรา ๔ ท่านให้คนเหล่านี้ มายืนต่อหน้าท่าน มาเขียนคำร้องต่อหน้าท่านว่าเขาไม่ควรอยู่ในนั้นแล้วกลับบ้านได้ ผมว่า ใช้ไม่ได้ครับพรรค์นี้ เขาจะต้องถูกจับกุมและไปพิสูจน์ในศาลครับ ไม่ใช่พิสูจน์กับ ปปง. เพราะ ปปง. มีมูลเหตุ มีหลักฐานควรสงสัยว่าเขาเป็นผู้กระทำความผิดก่อการร้าย เมื่อเขา มาปรากฏตัวต่อหน้าท่าน หรือต่อดีเอสไอที่จะร่วมทำงานกับท่านในกฎหมายโน้น ท่านจะต้องจับกุมดำเนินคดีและให้เขาพิสูจน์ในศาล ไม่ใช่มาพิสูจน์กับท่านว่าเขาไม่ใช่ เพราะว่าข้อหานี้มันเป็นข้อหาที่รุนแรง เพราะฉะนั้นในบทบัญญัติมาตรา ๘ เขียนในเชิง เหมือนกับว่าให้เขามาพิสูจน์กับท่าน แล้วเอาชื่อเขาออก และถ้าอย่างนั้นท่านไปตั้งว่าเขามี หลักฐานอันควรเชื่อถึงขนาดใส่ชื่อเขา แต่ว่าไม่ถึงขนาดจะจับกุมดำเนินคดี ยิ่งไปกันใหญ่ เพราะถ้าหากว่าน้ำหนักหลักฐานไม่ถึงขั้นจะจับกุมดำเนินคดียึดทรัพย์เขาได้อย่างไรครับ ผมเห็นว่ากฎหมายฉบับนี้เรามีอำนาจที่จะละเมิดสิทธิประชาชนได้ตามรัฐธรรมนูญ ด้วยเหตุผลจำเป็น แต่การละเมิดนั้นต้องมีเหตุมีผลรับรองและพอสมควรแก่เหตุ เมื่อเราเห็นว่า เขากระทำผิดฐานก่อการร้าย เราถึงยึดทรัพย์เขาได้ เพราะฉะนั้นต้องดำเนินคดีให้เขาพิสูจน์ในศาล เพราะฉะนั้นรายละเอียดตรงนี้พวกผมก็เลย ขออนุญาตฝากท่านประธานไปถึงท่านรัฐมนตรี แล้วก็ถึงท่านเลขาธิการ เพราะว่าในขณะที่ สรุปยกร่างกฎหมายอันนี้ผมไม่ได้มีโอกาสได้ดูมาก่อน พ้นตำแหน่งมาแล้ว แต่ว่า ในชั้นกรรมาธิการผมก็มีภารกิจเยอะไม่ได้เป็น ผมถึงขออนุญาตท่านประธานพูด ณ โอกาสนี้ เพื่อฝากให้รัฐมนตรีกับท่านเลขาธิการนำประเด็นที่ผมตั้งเป็นข้อสังเกตไปทบทวน พิจารณาในชั้นกรรมาธิการเพื่อให้เกิดประโยชน์อย่างแท้จริงโดยรวมของประเทศ ขอบคุณท่านประธานครับ