ปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ เสนอความเห็นเกี่ยวกับรัฐบาลที่พยายามกระตุ้นเศรษฐกิจและลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน โดยเฉพาะการลดภาษีเงินได้นิติบุคคล ค่าภาษีน้ำมันดีเซล และขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ นอกจากนี้ยังพูดถึงการกู้เงิน 300,000 ล้านบาทที่ลดลง 25% และขอเป็นกำลังใจให้กับรัฐบาลที่มีเป้าหมายในการจัดประมาณแบบสมดุลในปี 2560 และเสนอรถไฟความเร็วสูง และเรียกร้องการสนับสนุนงบประมาณจากภาครัฐเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในภาคกลางและภาคตะวันออก
ท่านครับ ผมได้รับการจัดสรร ๑๐ นาทีนะครับ กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชลบุรี พรรคพลังชล กระผมขออภิปรายเพื่อแสดงความเห็น ต่อร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๖ เป็นงบประมาณรายจ่ายที่ ๒.๔ ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นรายจ่ายประจำถึง ๗๙.๒ เปอร์เซ็นต์ และงบลงทุน ๑๘.๗ เปอร์เซ็นต์ ในส่วนของการประมาณการรายได้ที่ ๒.๑ ล้านล้านบาทนั้น กระผมขอแสดงความห่วงใยแล้วก็เป็นกำลังใจให้กับรัฐบาล เนื่องจากว่าเศรษฐกิจ ของประเทศไทยนั้นได้รับผลกระทบทั้งภายในและภายนอกประเทศ ภายในประเทศนั้น ทุกท่านก็ทราบดีอยู่แล้วว่าเราได้รับปัญหาจากมหาอุทกภัยน้ำท่วมใหญ่เมื่อปี ๒๕๕๔ จนกระทั่งรัฐบาลนั้นด้วยความตั้งใจที่จะบริหารประเทศจึงต้องออกพระราชกำหนด ในการกู้ยืมเงินถึง ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพื่อที่จะมาช่วยบูรณะ แล้วก็มาบริหารจัดการน้ำ รวมถึงการสร้างกองทุนเพื่อการประกันภัยของภัยพิบัติ ตรงนี้นั้นถือว่าเป็นสิ่งที่ต้องการที่จะ สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน ให้กับพี่น้องประชาชน และวันนี้นั้นครับเศรษฐกิจของเราก็ยัง ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจของต่างประเทศนะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการก่อหนี้สาธารณะ ที่มากกว่า ๖๐ เปอร์เซ็นต์ในประเทศแถบยุโรป ประเทศกรีซ ประเทศอิตาลี เป็นต้น และยังเป็นอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจลดลงในประเทศจีน ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นคู่ค้าที่สำคัญกับประเทศไทย ดังนั้นรัฐบาลจึงได้มีนโยบายในหลากหลายนโยบาย เพื่อที่จะมาสร้างขวัญและกำลังใจกระตุ้นเศรษฐกิจ รวมทั้งลดภาระค่าใช้จ่าย ของพี่น้องประชาชน อย่างเช่นนโยบายในการลดหย่อนภาษีสำหรับผู้ซื้อบ้านหลังแรก ก็ให้ผู้ที่ มีกำลังที่จะซื้อบ้านหลังแรกได้สามารถนำไปลดหย่อนในจำนวนเงิน ๕๐๐,๐๐๐ บาททุกปี เป็นเวลา ๕ ปี นโยบายคืนภาษีสำหรับผู้ซื้อรถยนต์คันแรก ก็ให้ลดหย่อนได้ไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท สำหรับผู้ที่ซื้อรถในราคาปลีกไม่เกิน ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ไม่เกิน ๑,๕๐๐ ซีซี (CC) นโยบายในการลดภาษีเงินได้นิติบุคคล เพื่อสร้างให้ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ จากภาวะเศรษฐกิจนั้นมีรายได้เหลือมากขึ้น นั่นก็คือการลดภาระในการต้องเสียภาษีจาก ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ในปี ๒๕๕๕ ให้เหลือ ๒๓ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ให้เหลือ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ในปี ๒๕๕๖ การลดค่าภาษีน้ำมันดีเซล ซึ่งถือว่าเป็นน้ำมันที่ใช้ในภาคอุตสาหกรรม เพื่อลดต้นทุน ให้กับผู้บริโภค การสร้างขวัญกำลังใจให้กับพี่น้องข้าราชการ โดยการขึ้นเงินเดือนให้กับผู้ที่ มีวุฒิปริญญาตรี ๑๕,๐๐๐ บาทต่อเดือน โครงการรับจำนำข้าวเปลือกซึ่งถือว่าเป็นโครงการ ที่ได้ประกันความเสี่ยงให้กับพี่น้องเกษตรกรในวงเงินไม่เกินรายละ ๕๐๐,๐๐๐ บาท โดยใช้งบประมาณมากถึง ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ ๓๐๐ บาทต่อวัน ซึ่งเริ่มต้นแล้วนะครับเมื่อวันที่ ๑ เมษายนที่ผ่านมา โดยนำร่องในกรุงเทพมหานคร และในจังหวัดใกล้เคียง ๗ จังหวัด รวมถึงการสร้างภูมิปัญญา การสร้างโลกทัศน์ให้กับ ลูกหลานของเรา โดยการจัดให้มีคอมพิวเตอร์แท็บเล็ต (Tablet) ให้กับนักเรียนประถมปีที่ ๑ ๘๕๐,๐๐๐ เครื่อง โดยจะเริ่มต้นเทอมแรกในเดือนพฤษภาคม ๔๕๐,๐๐๐ เครื่อง เป็นต้น ซึ่งนโยบายต่าง ๆ เหล่านี้นั้นถือว่าเป็นนโยบายที่ทำให้รายรับของรัฐบาลลดลง แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าทางรัฐบาลสามารถบูรณาการนโยบายต่าง ๆ ให้เกิดความเชื่อมั่นกับพี่น้องประชาชน ประกอบกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างมีเสถียรภาพและลดภาระค่าใช้จ่าย นโยบายต่าง ๆ เหล่านี้นั้นก็จะถือว่าจะทำให้รายรับนั้นจะเป็นไปตามเป้าหมาย ๒.๑ ล้านล้านบาท ผมก็ขอเสนอให้รัฐบาลนั้นช่วยไปดูในเรื่องของการจัดเก็บภาษี ซึ่งต้องมีการเพิ่ม ขีดความสามารถในการบริหารจัดเก็บภาษีของรัฐบาล เพื่อชดเชยภาษีที่ลดลงเนื่องจาก นโยบายดังกล่าวที่ผมได้กล่าวมาให้เป็นระบบการจัดเก็บภาษีที่มีประสิทธิภาพ ลดช่องโหว่ ในการหนีภาษี แล้วก็การลดหย่อนภาษีที่ซ้ำซ้อน
ท่านประธานครับ ในส่วนที่ ๒ เป็นส่วนของการกู้เงิน ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ตรงนี้ถ้าเปรียบเทียบกับปี ๒๕๕๕ ที่ผ่านมา ที่ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ก็ลดลง ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ลดลงถึง ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ก็ถือว่าเป็นกรอบวินัยการคลังที่ทางรัฐบาลเองก็ยังจัดงบแบบขาดดุลอยู่ ถ้ามีการตั้งงบกู้เงินที่น้อยลงเรื่อย ๆ ก็คาดว่ากระทรวงการคลังที่เคยตั้งเป้าหมายว่าจะเป็น การจัดประมาณแบบสมดุลในปี ๒๕๖๐ ก็จะได้บรรลุเป้าหมายนะครับ ก็ขอเป็นกำลังใจ ให้กับรัฐบาล
ในส่วนของยุทธศาสตร์ทั้ง ๘ ยุทธศาสตร์ผมก็มาเปรียบเทียบกับปี ๒๕๕๕ ก็เห็นถึงสัดส่วนของการจัดสรรงบประมาณก็มีความใกล้เคียงกัน
ในเวลาที่จำกัด จะขอเข้าไปถึงในเรื่องของแผนยุทธศาสตร์ ๓.๗ นะครับ นั่นคือแผนงานพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งได้ระบุถึงการศึกษาและพัฒนารถไฟความเร็วสูง ไม่ว่าจะเป็นสายทางกรุงเทพฯ-พิษณุโลก-เชียงใหม่ กรุงเทพฯ-นครราชสีมา กรุงเทพฯ-หัวหิน สุวรรณภูมิ-ชลบุรี-พัทยา ซึ่งตรงนี้ผมมีความเห็นด้วยอย่างยิ่งแล้วก็ขอบคุณรัฐบาลที่ได้ จัดงบผูกพันมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๕ จนถึงปีนี้ อยากจะเห็นรถไฟความเร็วสูงได้วิ่งในประเทศไทย เสียที เพราะว่าเป็นสิ่งที่พวกเรารอคอยมาอย่างยาวนาน ถ้าพูดถึงจังหวัดชลบุรีเรามาดูรายได้ ที่จำแนกตามภาค จะเห็นได้ว่ากรุงเทพมหานครทำรายได้ให้กับในวงเงิน ๒.๑ ล้านล้านบาท ถึง ๖๕ เปอร์เซ็นต์ แล้วเป็นภาคกลางถึง ๒๙ เปอร์เซ็นต์ แล้วภาคที่เหลือรวมกัน ๖ เปอร์เซ็นต์ จะเห็นได้ว่าเฉพาะอย่างพัทยาทำรายได้ให้กับประเทศถึง ๗๐,๐๐๐ ล้านบาท มีนักท่องเที่ยวเข้ามาถึง ๗.๓ ล้านคน แล้วก็มีโรงแรมถึง ๗๐๐ แห่ง มีห้องพักถึง ๗๐,๐๐๐ ห้อง สามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้ไม่ต่ำกว่า ๑๐ ล้านคน ตรงนี้อยากจะมองให้เห็นว่า หากจังหวัดไหนที่มีศักยภาพในการทำรายได้ให้กับพี่น้องประชาชนเพื่อมาใช้จ่ายให้กับ พี่น้องประชาชนทั้งประเทศเราก็ควรจะสนับสนุนงบประมาณให้มากขึ้น โดยดูแล้วนี่ ภาคกลางก็เหมือนจะเป็นพี่ชายคนโต กรุงเทพฯ คือคุณพ่อ ดังนั้นถ้าเราจะให้เครื่องมือให้เขา ไปสามารถทำรายได้ให้มากยิ่งขึ้นก็จะทำให้สิ่งต่าง ๆ เป็นงบประมาณชดเชยกลับมา เพื่อใช้จ่ายให้กับน้อง ๆ ในจังหวัดต่าง ๆ ได้ ก็ขอให้ทางรัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณให้ได้ มีความสมดุลอย่างมากขึ้น จังหวัดชลบุรีนั้นก็เป็นจังหวัดที่มีความเจริญเติบโต ทั้งอุตสาหกรรม เกษตรกรรม และการท่องเที่ยว ดังนั้นผมคิดว่าถ้ารถไฟความเร็วสูงที่จะ ไปถึงจังหวัดชลบุรีแล้วก็ไปถึงภาคตะวันออกต่อไป นี่ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดระยอง จังหวัดจันทบุรี จังหวัดตราด ก็ถือว่าเป็นสายทางที่สั้นที่สุดถ้าเปรียบเทียบกับภาคอื่นนะครับ ก็อยากจะให้ ทำพร้อม ๆ กันไป แล้วก็คิดว่าสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จะทำให้การจัดสรรงบประมาณ จะเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนอย่างที่สุดนะครับ
สุดท้ายท่านก็ขอให้กำลังใจรัฐบาลในภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัว อยากให้ ขับเคลื่อนนโยบายต่าง ๆ ที่ท่านได้นำเสนอมาให้มีประสิทธิภาพที่สุด แล้วก็ให้การทุจริต คอร์รัปชัน (Corruption) ไม่มี ให้เกิดความโปร่งใส เพื่อจัดสรรงบประมาณที่เกิดจากภาษี พี่น้องประชาชนให้ถึงพี่น้องประชาชนอย่างเต็มที่นะครับ แล้วก็เป็นประสิทธิภาพ ของงบประมาณของเรา ขอบคุณครับ