สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓๕ · ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๕๕

อภิชาต ศักดิเศรษฐ์ หารือเรื่องการกระจุกกระจายงบประมาณในภาคใต้ โดยเฉพาะจังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งประสบปัญหาการบริหารจัดการน้ำอย่างรุนแรง และไม่มีงบประมาณในการแก้ไขปัญหานี้ในงบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๕๖ นอกจากนี้ อภิชาต ศักดิเศรษฐ์ ยังวิพากษ์วิจารณ์การใช้เงินงบประมาณที่จัดสรรเพื่อปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ และเรียกร้องให้หน่วยงานความมั่นคงของรัฐเตรียมพร้อมในการรับมือและเพิ่มงบประมาณในการดูแลปัญหาการก่อการร้ายและอาชญากรรมข้ามชาติ

นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ นครศรีธรรมราช

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ ผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ กระผมได้อ่านรายละเอียดในร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๕๖ ของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ด้วยความไม่สบายใจอยู่อย่างน้อยที่สุด ๒ เรื่อง

เรื่องแรก เรื่องของการกระจุกกระจาย ก็เหมือนกับทุกปีครับ เมื่อรัฐบาล พรรคของท่านขึ้นมาบริหารประเทศทีไรภาคใต้ของกระผมประสบปัญหาเรื่องการกระจุก กระจายของงบประมาณทุกครั้ง แล้วภาคใต้ก็ขาดโอกาสในการพัฒนาจากการใช้ ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีในยุครัฐบาลของท่านทุกครั้ง ต้องเรียน กับท่านประธานว่าในรอบ ๑๐ กว่าปีมานี้ภาคใต้เราสูญเสียโอกาสในการพัฒนาทุกครั้งจริง ๆ ดัชนีชี้วัดในเรื่องนี้ก็คือไม่ต้องดูมากหรอกครับ ดูเรื่องถนนกับเรื่องน้ำ เรื่องถนนก็อยู่ ในการดูแลของกรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบท เรื่องน้ำก็กรมชลประทานเป็นหลัก ๒ กรม ๓ กรมนี้ละครับไปพลิกดูในรายละเอียดงบประมาณที่จัดสรรลงไปในภาคใต้ โครงการที่ลงไปในภาคใต้น้อยมาก พวกเราสูญเสียโอกาสแบบนี้มาครั้งแล้วครั้งเล่า ก็อยากจะเรียนกับท่านประธานว่าต้องทบทวนกัน งบสร้าง งบซ่อมทั้งหลายซึ่งกว่าจะ กระเด็นลงไปภาคใต้สักโครงการหนึ่งยากมาก วันนี้จังหวัดนครศรีธรรมราชพลิกดูโครงการ ของกรมทางหลวงได้ถนนมาเส้นเดียว เส้นนครศรีธรรมราช-ปากพนัง ๑๑๐ ล้านบาท นี่ขอกันมากี่ปีครับท่านประธานเป็น ๑๐ ปีเลย เป็นถนนเข้าสู่โครงการพระราชดำริ โครงการ ลุ่มน้ำปากพนังก็เพิ่งได้ในปีนี้ จังหวัดนครศรีธรรมราชต้องเผชิญกับปัญหาวิกฤติภัยธรรมชาติ รุนแรงที่สุดนะครับ และการบริหารจัดการเรื่องน้ำเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด หลายหน่วยงาน ที่ร่วมนั่งประชุมปรึกษาหารือกันบอกว่าต้องใช้งบประมาณถึง ๓,๒๐๐ ล้านบาท ไปพลิกดู ไม่มีเรื่องนี้อยู่ในงบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๕๖

เรื่องที่ ๒ ที่บาดความรู้สึกผมอย่างมาก แล้วผมเข้าใจว่าพี่น้องประชาชน ก็คงจะคิดเหมือนกันก็คือ พลิกเข้าไปดูงบของกระทรวงมหาดไทยในส่วนของสำนักงานปลัด กระทรวงมหาดไทยมีอยู่รายการหนึ่ง เป็นงบก่อสร้างศาลากลางจังหวัด ๔ แห่ง คือ จังหวัดอุดรธานี จังหวัดขอนแก่น จังหวัดอุบลราชธานี จังหวัดมุกดาหาร รวมงบประมาณแล้ว ๑๔๒,๒๗๔,๐๐๐ บาทเป็นงบผูกพันครับ ตั้งแต่ปี ๒๕๕๔-๒๕๕๗ ถ้ารวมถึงปี ๒๕๕๗ ๔ ศาลากลางนี้ต้องใช้งบประมาณถึง ๖๙๐ กว่าล้านบาท เกือบ ๗๐๐ ล้านบาทนะครับ น่าเสียดายว่าทำไมเราต้องสูญเสียเงินไปกับเรื่องแบบนี้เหตุผลเพราะอะไรเรารู้กันแล้วครับ ผมไม่อยากจะพูด ใครเผาและใครจะต้องออกเงินสร้าง คนออกเงินสร้างก็คือภาษีอากร ของพี่น้องประชาชนนะครับ คำถามว่าเราจำเป็นต้องใช้เงินในส่วนนี้ไป ถ้าหากว่าไม่ต้อง ใช้เงินในส่วนนี้ไปเพื่อก่อสร้างศาลากลาง ๔ แห่ง เราไปพัฒนาสร้างโรงพยาบาล สร้างพัฒนา ระบบคุณภาพการศึกษาของเด็กนักเรียนได้เป็นหมื่นเป็นแสนคน น่าเสียดายนะครับ นี่คือ ความรู้สึกที่เจ็บปวดบาดลึกในการจัดสรรงบประมาณ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมตั้งใจ ที่จะอภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๖ นี้ ในยุทธศาสตร์เรื่องความมั่นคงของรัฐ ซึ่งก็อยากจะลงไปในรายละเอียดที่ผมคิดว่าจะเป็น ประเด็นที่ตั้งข้อสังเกตไว้เพื่อไปสู่การพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญต่อไป รัฐบาล ได้ตั้งงบประมาณยุทธศาสตร์ความมั่นคงของรัฐไว้ ๒๐๔,๕๐๐ กว่าล้านบาท ถ้าคิดแล้วก็ ร้อยละ ๘.๕ ของงวงเงินงบประมาณทีเดียวนะครับ ต้องเรียนกับท่านประธานว่าความมั่นคงของรัฐ เป็นเรื่องใหญ่ แล้วก็ขยายมิติไปกว้างขวางมาก รวมถึงความมั่นคงของเอกราช อธิปไตยของชาติ เรื่องความสงบเรียบร้อย เรื่องของความมั่นคงของสถาบันพระมหากษัตริย์ เรื่องของ ความอยู่ดีมีสุข ความปลอดภัยจากภัยพิบัติ แต่ท่านประธานครับ ลองไปดูในยุทธศาสตร์ ความมั่นคงของรัฐใน ๒ แผนงาน เฉพาะ ๒ แผนงานนี้ผมมีข้อสังเกตอย่างนี้นะครับ แผนงาน เทิดทูนพิทักษ์และรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์มีวงเงินรวมทั้งหมด ๑๒,๕๐๖.๘ ล้านบาท ผมไปไล่ดูว่างบ ๑๒,๐๐๐ กว่าล้านบาทนี้ไปอยู่ในหน่วยงานไหนบ้างครับ ปรากฏว่า ไปกระจายอยู่ทั้งหมด ๑๓ หน่วยงาน สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักเลขาธิการ นายกรัฐมนตรี สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม อะไรต่าง ๆ ไล่มานะครับ ๑๓ หน่วยงาน แต่ท่านประธานที่เคารพครับ ตัวเลขเหล่านี้ต้องบอกว่าเป็นตัวเลขที่สูง แต่ว่าไม่ได้มี การบูรณาการให้เห็นภาพกันจริง ๆ จัง ๆ ว่าการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ในภาวะ ที่สถาบันถูกล่วงละเมิด ถูกจาบจ้วง ถูกท้าทายอย่างเปิดเผยและรุนแรงในแบบนี้จะทำกัน อย่างไร วันนี้รัฐบาลเองก็มีศูนย์ติดตามแต่ว่าก็ทำหน้าที่ได้เพียงการวิ่งไล่ปิดเว็บไซต์ (Web site) เท่านั้น แล้วก็ปิดได้ไม่หมด เข้าไปดูในอินเตอร์เน็ต (Internet) เวลานี้ทั้งเว็บไซต์ ทั้งยูทูบ (YouTube) มีข้อความ มีคลิป (Clip) ต่าง ๆ ที่หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ปรากฏอยู่มากมาย แต่เงิน ๑๒,๐๐๐ กว่าล้านบาทที่จัดให้กับหน่วยงานต่าง ๆ นั้น ไปดูในรายละเอียดเถอะครับ เป็นงบก่อสร้าง เป็นงบจัดซื้อ เป็นงบประจำ เป็นงบดำเนินงาน ทั้งสิ้น แต่ไม่มีลักษณะการทำงานในเชิงรุกเพื่อการปกครองสถาบันพระมหากษัตริย์ กระทรวงมหาดไทย ซึ่งมีกลไกเฝ้าระวังในเรื่องนี้อยู่ ทราบว่ามีกลไกในการเฝ้าระวังเรื่องนี้อยู่ ผมไม่ทราบว่า ทำอะไรอยู่ เพราะกระบวนการในการบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์นั้นได้ปรากฏตัว และเคลื่อนไหวอยู่ในหลายพื้นที่ ก่อนหน้านี้เคยมีข่าวว่าในต่างจังหวัด หลายจังหวัด ทั้งภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคอีสาน รวมถึงภาคใต้ด้วยมีการเคลื่อนไหวของกลุ่มบุคคล ที่มีลักษณะบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ หรือแม้กระทั่งคนในฝ่ายการเมืองเอง ที่มีพฤติกรรมปากพาไปครับ จงใจพูดจาฉวัดเฉวียนเพื่อที่จะไปกระทบกระทั่งกับสถาบัน พระมหากษัตริย์ แต่ดูเหมือนว่ารัฐบาลจะเอาหูเอานาเอาตาไปไร่กับเรื่องนี้ งบประมาณ ๑๒,๐๐๐ กว่าล้านบาทที่จัดสรรไปตามยุทธศาสตร์นี้เอาไปใช้ทำอะไร ผมก็ต้องตั้งข้อสังเกต ไว้นะครับว่าเขียนไว้สวยหรูจริง แต่ว่าไม่เอาจริงในทางปฏิบัติ

แผนงานอีกแผนงานหนึ่งซึ่งมีความสำคัญก็คือแผนงานรักษาความสงบ เรียบร้อยภายในประเทศ ในยุทธศาสตร์ความมั่นคงของรัฐตั้งไว้ ๑๔,๗๗๒.๙ ล้านบาท ท่านประธานครับ รัฐบาลเองก็ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ แล้วก็ยอมรับว่าภัยการก่อการร้าย และอาชญากรรมข้ามชาติเป็นปัญหาใหญ่ แต่ต้องยอมรับว่าเป็นปัญหาใหม่สำหรับประเทศไทยด้วย ประเทศของเราเผชิญกับปัญหาเรื่องการก่อการร้ายมากขึ้นเรื่อย ๆ นะครับ แล้วก็ต้อง ยอมรับว่าปัญหานี้เกิดขึ้นแล้วดำรงอยู่จริง การก่อเหตุร้ายที่รุนแรงมากขึ้นโดยมีเมือง เป็นเป้าหมาย ผมคิดว่าเรื่องนี้หน่วยงานความมั่งคงของรัฐจะต้องกลับมาทบทวนและต้อง เตรียมพร้อมในการรับมือ ต้องยอมรับว่าเมืองใหญ่หลาย ๆ เมืองทั่วโลกเป็นเป้าหมาย ของการก่อการร้าย ประเทศของเราที่มีเมืองใหญ่หลายเมืองก็ต้องทำใจไว้ด้วยว่าหลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่จะเป็นเป้าหมายของการก่อการร้าย เพราะเราไม่รู้ว่าใครเป็นผู้ก่อการร้ายบ้าง แต่สิ่งที่ น่ากังวลก็คือประเทศเราไม่ค่อยยอมรับว่าการก่อการร้ายกำลังเกิดขึ้นในประเทศนี้ เพราะ ๑. เชื่อว่าประเทศเราไม่ได้มีความสัมพันธ์กับปัญหานี้ ไม่ได้เกี่ยวข้อง หรือมี ความขัดแย้งกับประเทศที่จะก่อการร้าย เราถึงคิดว่าเราปลอดภัย เราเป็นเพียงแค่เมืองทางผ่าน เป็นเมืองที่ผู้ก่อการร้ายอาจจะเข้ามาแล้วแวะแต่ไม่ใช่พื้นที่ปฏิบัติการ ๒. ก็คือเราไม่มี ประสบการณ์เรื่องนี้มากพอ แต่ว่าเหตุเกิดระเบิดที่อำเภอหาดใหญ่ เหตุระเบิดสนามบิน เหตุเกิดในเมืองยะลา หรือเหตุเกิดในกรุงเทพมหานคร ชี้ให้เห็นว่าเราหลีกเลี่ยงปัญหานี้ ไม่ได้อีกแล้ว แต่ว่าผมเมื่อได้ดูงบ ๑๔,๗๐๐ กว่าล้านบาทแล้ว พอกระจายไปตามหน่วยงานต่าง ๆ แล้ว มองไม่เห็นว่าได้ทำอะไรบ้างนะครับ ไปดูงบของ กอ.รมน. ในเรื่องนี้นะครับ มีงบ ในการทำงานเรื่องนี้ ๕๐๐ กว่าล้านบาทไปดูที่เกี่ยวข้องกับการดูแลปัญหานี้ จะมีงบ ในการพัฒนาเครือข่ายมวลชนในการเฝ้าระวังติดตามสถานการณ์ด้านการก่อการร้าย อาชญากรรมข้ามชาติ ตั้งไว้เท่าไรครับ ๑๕๖,๙๐๐ บาท โครงการเสริมสร้างเครือข่าย ความตระหนักรู้ จิตสำนึกในการเฝ้าติดตามตรวจสอบด้านการก่อการร้ายและอาชญากรรม ข้ามชาติ ตั้งไว้ ๘๙๙,๐๐๐ บาท มันไม่เพียงพอครับ เพราะฉะนั้นงบประมาณหลาย ๆ ส่วน ที่จะต้องเข้ามาบูรณาการในการดูแลการรักษาความสงบเรียบร้อยตามยุทธศาสตร์ ความมั่นคงของรัฐจะต้องทำกันอย่างจริงจังเพื่อให้เกิดผลประโยชน์ที่แท้จริง กับพี่น้องประชาชน ขอบคุณครับ