สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓๔ · ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๕

กรณ์ จาติกวณิช หารือเรื่องงบประมาณและเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการขยายตัวของภาคการเกษตรที่ยังไม่ฟื้นตัวจากผลกระทบของน้ำท่วม และเรียกร้องให้คณะรัฐมนตรีแก้ไขปัญหานี้ด้วยการเตรียมงบประมาณที่มีประสิทธิภาพและตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน นอกจากนี้ยังหารือเรื่องนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและประชาชน และเรียกร้องให้รัฐบาลปรับปรุงยุทธศาสตร์ในการลงทุนและการจัดสรรเงินงบประมาณเพื่อการลงทุนในสาธารณูปโภค

นายกรณ์ จาติกวณิช บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม กรณ์ จาติกวณิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ วันนี้ เป็นวันที่ ๒ ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๖ และเมื่อวานนี้พวกเราก็ได้รับฟังคําชี้แจงแล้วก็การอภิปรายจากท่านรองนายกรัฐมนตรี ทั้ง ๒ ท่านที่ได้กรุณามาร่วมประชุมกับพวกเราในวันนี้ และเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในฝั่งของรัฐบาล ทุก ๆ ท่านได้อภิปรายและชี้แจงงบประมาณ ฉบับปี ๒๕๕๖ ในทํานองว่าเป็นงบประมาณที่สะท้อนให้เห็นถึงการเคารพต่อวินัยทางการคลังโดยรัฐบาล แต่ในข้อเท็จจริงผมคิดว่าท่านรองนายกรัฐมนตรีทั้ง ๒ ท่านพูดความจริงเพียงไม่ถึงครึ่ง เพราะในการที่จะพิจารณาการขาดดุลงบประมาณตามที่ทุก ๆ ท่านได้อ้างไว้ว่ามีการขาดดุล ในงบประมาณ ปี ๒๕๕๖ เพียง ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท น้อยกว่างบประมาณ ปี ๒๕๕๕ ก็คือการขาดดุลในปีนี้อีก ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เมื่อเทียบกับการขาดดุล ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ในปีที่แล้ว ท่านควรที่จะต้องนับรวมการกู้ยืมที่ท่านยังจะต้องดําเนินการในปี ๒๕๕๖ จากการใช้พระราชกําหนดทั้ง ๒ ฉบับอีกด้วย กล่าวคือพระราชกําหนด ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็นอํานาจการกู้ยืมพิเศษให้กับทางกระทรวงการคลังเพื่อฟื้นฟูความเสียหายที่เกิดขึ้น จากน้ําท่วมแล้วก็ป้องกันไม่ให้เกิดอุทกภัยขึ้นอีกในปีนี้และในอนาคต และ พ.ร.ก. การจัดตั้ง กองทุนประกันภัยอีก ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท รวมทั้งสิ้นเป็นเงินกู้ที่จะต้องกู้เพิ่มเติมอีก ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งเป็นการกู้นอกระบบงบประมาณ การกู้ยืมนอกระบบงบประมาณ หมายถึง การปราศจากการตรวจสอบโดยสภา การปราศจากการตรวจสอบ โดยคณะกรรมาธิการงบประมาณที่จะต้องมีการจัดตั้งขึ้นหลังจากที่เราได้มีการพิจารณา ในวาระแรกแล้ว รวมทั้งสิ้นรัฐบาลจะกู้ยืมเงินเป็นเม็ดเงินโดยรวม ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาท โดยที่เพียงแค่ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่เป็นการขาดดุลในงบประมาณจะมีการตรวจสอบ โดยสภา เพราะฉะนั้นท่านจะอ้างว่าทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นถึงการรักษาวินัยทางการคลัง ผมคิดว่าท่านพูดไม่ถูกต้อง นอกเหนือจากนั้นที่สําคัญก็คือการออก พ.ร.ก. นั้นยังขาด ประสิทธิภาพในการใช้เงินอีกต่างหาก วันนั้นพวกเราคงจํากันได้นะครับว่ารัฐบาลขอใช้ อํานาจฝ่ายบริหารในการที่จะตรากฎหมายในเรื่องของพระราชกําหนด ทางรัฐบาลได้อ้าง ความเร่งด่วนในความจําเป็นในการใช้เงิน อ้างถึงความพร้อมของโครงการในการที่จะนําไปสู่ การเบิกจ่าย และที่สําคัญก็คือได้เอาความหวาดกลัวของพี่น้องประชาชนต่อเหตุการณ์ น้ําท่วมในขณะนั้นไปขู่แม้กระทั่งกับศาล ขู่ประชาชนและขู่พรรคประชาธิปัตย์ว่าถ้าเกิด เหตุการณ์น้ําท่วมเพราะไม่มีการอนุมัติให้รัฐบาลใช้อํานาจในการตรา พ.ร.ก. นั้นจะเป็นโทษ ของพวกเรา แต่จนถึงวันนี้ครับท่านประธาน ข้อเท็จจริงก็คือ พ.ร.ก. ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทนั้น ท่านผู้นําฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวานได้ชี้แจงไว้แล้ว มีการจัดสรรงบประมาณไป เพียงประมาณ ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือไม่ถึง ๕ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณโดยรวม และที่สําคัญเมื่อลงมาดูในรายละเอียดว่าจากที่จัดสรรแล้วมีการเบิกจ่ายไปแล้วกี่บาท จะพบว่า ณ วันนี้เวลาผ่านไป ๓ เดือนหลังจากที่ท่านมีอํานาจใช้พระราชกําหนดฉบับนี้ ยังไม่มีการเบิกจ่ายแม้แต่บาทเดียว แต่วันนี้ท่านกลับมาหาสภาขออํานาจในการที่จะกู้ยืม เพื่อชดเชยการขาดดุลเพิ่มเติมอีกถึง ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ตอนนี้ยังไม่นับรวม พ.ร.ก. อีก ๒ ฉบับ ซึ่งเช่นเดียวกันท่านได้อ้างถึงความจําเป็นเร่งด่วนแต่จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีความคืบหน้า ในการดําเนินการแต่อย่างใด พ.ร.ก. ซอฟต์โลน (Soft loan) หรือการปล่อยสินเชื่ออัตรา ดอกเบี้ยถูก ที่ท่านได้ออกให้อํานาจกับธนาคารแห่งประเทศไทยช่วยเหลือผู้ประกอบการ ขนาดเล็ก ขนาดกลางและพี่น้องประชาชน ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท วันนี้มีรายงานว่าจนถึงวันนี้ มีการปล่อยกู้ผ่านโครงการนี้เพียงไม่ถึง ๑ เปอร์เซ็นต์ ไม่ถึง ๓,๐๐๐ ล้านบาทจากวงเงิน โดยรวม ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่ท่านอ้างว่าด่วนนักด่วนหนา ส่วนกองทุนประกันภัย ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท จนถึงวันนี้เช่นเดียวกันครับ ก็ยังไม่ได้เริ่มดําเนินการ เพราะฉะนั้น ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นถึงการขาดประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ และที่สําคัญ ไม่สามารถที่ท่านจะนํามาอ้างในเรื่องของวินัยทางการคลังได้ นั่นคือประเด็นแรก

ส่วนประเด็นที่ ๒ ที่ท่านได้พูดถึงด้วยความภาคภูมิใจก็คือเรื่องของตัวเลข การขยายตัวทางเศรษฐกิจ คือ จีดีพี (GDP) ประเด็นนี้ผมถือว่าเป็นประเด็นสําคัญครับ ในสมมุติฐาน ในงบประมาณของท่านที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้กรุณาอ่านให้สภาได้รับทราบ เมื่อวานนี้ กล่าวถึงสมมุติฐานการขยายตัวทางเศรษฐกิจ วัดโดยจีดีพี ที่ประมาณ ๔-๕ เปอร์เซ็นต์ ในปี ๒๕๕๖ ผมก็มั่นใจครับว่าทางรัฐบาลทําได้ แล้วอยากที่จะเรียนด้วยว่าการขยายตัว ทางจีดีพีนั้นเป็นสัญญาณที่สําคัญ สะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาทางเศรษฐกิจ แต่ข้อเท็จจริง ก็คือรัฐบาลควรที่ต้องใส่ใจในรายละเอียดด้วย เพื่อนสมาชิกฝั่งพรรคประชาธิปัตย์เมื่อวานนี้ อภิปรายกันหลายท่าน อภิปรายกันถึงความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกรโดยเฉพาะที่รายได้ตกต่ําเนื่องจากราคา สินค้าการเกษตรตกต่ํา วันนี้เราจะได้เห็นคําแถลงของสํานักงานคณะกรรมการพัฒนาการ เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สศช. ปรากฏตามหน้าหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ ไทยรัฐเองขึ้น หัวข่าวว่าผลิตส่งออกฟื้น แต่รายได้ภาคเกษตรยิ่งทรุด อันนี้คือข้อเท็จจริงครับ เพราะถ้าเรา เพียงแต่ดูตัวเลขจีดีพี โดยรวมเราจะเห็นว่าในไตรมาสแรก มีการฟื้นตัวเมื่อเทียบกับไตรมาสที่ ๔ คือไตรมาสสุดท้ายของปีที่แล้ว ซึ่งอยู่ในช่วงน้ําท่วม ๐.๓ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งในส่วนของตรงนี้ สะท้อนให้เห็นว่าการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจนั้นเป็นเพียงแค่การเติมให้เต็มจากความสูญเสียและ ความเสียหายที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา แต่ในขณะเดียวกันถ้าเรามาดูในรายละเอียดว่า ในช่วงระยะเวลาเดียวกันเกิดอะไรขึ้นกับภาคการเกษตร เราจะเห็นว่าราคาสินค้าการเกษตร ในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ปรับลดลงถึง ๑๒.๒ เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับระยะเวลาเดียวกัน ในปีที่แล้ว และรายได้ภาคการเกษตรติดลบถึง ๑๐.๙ หรือเกือบ ๑๑ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นในขณะที่ท่านอ้างถึงตัวเลขจีดีพีกับอัตราขยายตัวของเศรษฐกิจโดยรวม ของประเทศ ท่านควรที่จะต้องตระหนักด้วยว่าผู้ที่ได้รับประโยชน์คือผู้ประกอบการ ผู้ส่งออก ผู้ที่มีอํานาจเหนือทุนการผลิต แต่พี่น้องเกษตรกรยังเดือดร้อนและเดือดร้อนต่อเนื่อง ผมขออนุญาตท่านประธานกลับมาที่ประเด็นเรื่องของงบประมาณ โดยสรุปผมจะขออนุญาต ที่จะต้องเรียนท่านประธานผ่านไปสู่คณะรัฐมนตรีว่างบประมาณหรือร่างงบประมาณ ปี ๒๕๕๖ นี้เป็นงบประมาณที่ไร้ยุทธศาสตร์ เป็นงบประมาณที่ไร้ทิศทางและที่สําคัญก็คือ เป็นงบประมาณที่ไร้ทางออกให้กับพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะพี่น้องประชาชนที่ยากจน เพราะนอกจากขาดความโปร่งใสในหลายส่วนแล้ว งบประมาณที่ดีก็ต้องสามารถตอบโจทย์ ให้กับประเทศชาติและพี่น้องประชาชนได้ ๒ โจทย์ด้วยกัน

โจทย์แรก ก็คือจะต้องตอบคําถามให้ได้ว่าจะนําพาประเทศชาติไปสู่ การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศได้อย่างไร จะสร้างภูมิคุ้มกันให้กับ ประเทศจากวิกฤติที่กําลังปรากฏในเศรษฐกิจต่างประเทศได้อย่างไร และที่สําคัญในช่วง ระยะเวลานี้ก็คือจะช่วยให้ประเทศไทยของเรามีความพร้อมสู่การรวมพลังเศรษฐกิจอาเซียน หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่าเออีซี (AEC) อย่างไร ท่านประธานครับ นโยบายเศรษฐกิจของ รัฐบาลนั้นสัญญาณที่น่าเป็นห่วง ทางรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับการบริหารเศรษฐกิจ ได้พูดถึงนโยบายที่อยากที่จะสนับสนุนให้ค่าเงินบาทอ่อนเพื่อที่จะช่วยเหลือภาคส่งออก ผมขออนุญาตเรียนนะครับว่าภาคส่งออกเป็นภาคที่มีความสําคัญต่อประเทศชาติ แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นที่รู้กันว่าประเทศชาติของเรา ณ วันนี้พึ่งพารายได้จากการส่งออก มากขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งเกิดสถานะที่เรียกว่า ขาดความสมดุล เมื่อประมาณ ๒๐ ปีก่อน รายได้จากภาคส่งออกเมื่อเทียบกับผลผลิตมวลรวมของประเทศอยู่ในระดับประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ แต่หลังจากวิกฤติเศรษฐกิจเมื่อปี ๒๕๔๐ ค่าเงินบาทอ่อนค่าลง ทําให้ ผู้ส่งออกของเรามีความสามารถในการแข่งขันทางด้านราคาเพิ่มขึ้น จึงทําให้รายได้ จากภาคส่งออกเมื่อเทียบกับเศรษฐกิจโดยรวมขยับขึ้นมาเป็น ๓๕ เปอร์เซ็นต์ แต่ท่านประธานครับ ณ วันนี้รายได้จากภาคส่งออกเมื่อเทียบกับเศรษฐกิจมวลรวม ของประเทศอยู่ในระดับที่สูงที่สุดก็คือ ๗๒ เปอร์เซ็นต์ นี่คือสาเหตุที่อัตราการขยายตัว ทางเศรษฐกิจของประเทศเราจึงมีความผันผวนอย่างมาก เมื่อเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้า ของเราพบกับปัญหาก็จะมีผลกระทบกับเราโดยตรงและทันที ดังนั้นจึงมีความจําเป็นที่เรา จะต้องสร้างภูมิคุ้มกัน นอกจากนั้นท่านประธานครับ ตลอดช่วง ๑๐ กว่าปีที่ผ่านมา ที่เศรษฐกิจของเราดูเหมือนว่ามีอัตราขยายตัวในทางบวก ปรากฏว่าพี่น้องประชาชน ที่ยากจนก็ยังยากจนอยู่เหมือนเดิม ทางรัฐบาลได้กรุณาเพิ่มค่าแรงให้กับพี่น้องประชาชน บางส่วน ๗ จังหวัดตอนนี้ได้รับ ๓๐๐ บาทแล้ว แต่ขณะเดียวกันค่าครองชีพของ พี่น้องประชาชน ผมคิดว่าพวกเราก็คงไม่มีใครปฏิเสธปรับสูงขึ้นเช่นเดียวกัน ดังนั้นพี่น้องประชาชน ส่วนนี้ก็ยังมองไม่เห็นอนาคตว่าจะสร้างฐานะของตนเองได้อย่างไร ในขณะที่ผลประโยชน์ที่ได้จากอัตราเศรษฐกิจที่ขยายตัวโดยรวม มักจะตกอยู่ในมือ ของเจ้าของทุน และนี่คือสาเหตุที่ถ้าเรายังมีนโยบายที่จะส่งเสริมภาคส่งออกอยู่ต่อเนื่อง ก็จะเป็นการส่งเสริมให้ความรวยนั้นกระจุกอยู่ในวงแคบของผู้ที่มีอํานาจเหนือทุน ณ ปัจจุบัน เท่านั้น ดังนั้นนโยบายหรือยุทธศาสตร์ของรัฐบาลที่ควรที่จะมีการสะท้อนผ่านงบประมาณ ที่เรากําลังพิจารณาอยู่ ควรที่จะต้องมียุทธศาสตร์ที่สนับสนุนการลงทุน การลงทุนก็มี หลายประเภท ในส่วนของรัฐบาลเองก็มีภาระหน้าที่สําคัญในการที่ต้องจัดสรรเม็ดเงิน งบประมาณเพื่อนําไปสู่การลงทุน การลงทุนโดยเฉพาะในส่วนที่จะเพิ่มขีดความสามารถ ในการแข่งขันของประเทศ เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงทุนโดยประชาชนในวงกว้างมากยิ่งขึ้น ณ ปัจจุบันประเทศเรามีกรุงเทพมหานครเป็นศูนย์กลาง เป้าหมายที่สําคัญก็คือการขยาย ความเจริญไปสู่เมืองต่าง ๆ ซึ่งวิธีการที่จะต้องทําดําเนินการก็คือการสร้างการเชื่อมโยง ระหว่างกรุงเทพมหานครและหัวเมืองต่าง ๆ เหล่านี้ หรือศัพท์ภาษาอังกฤษผมขออนุญาตพูด ว่าการเสริมเรื่องของคอนเนคทิวิตี (Connectivity) การเสริมเรื่องของการเชื่อมโยงหรือ คอนเนคทิวิตีนี้เกิดขึ้นด้วยการลงทุนในระบบคมนาคมและโทรคมนาคม แต่ในเม็ดเงินลงทุน โดยรวมของรัฐบาลอยู่ที่ประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทหรือประมาณ ๑๘.๗ เปอร์เซ็นต์ ของงบประมาณนั้น มีงบประมาณที่ได้จัดสรรในการพัฒนาระบบราง ถนนหรือการขนส่งทางน้ํา อยู่เพียงแค่ประมาณ ๑๐๖,๐๐๐ ล้านบาท หรือถ้าเทียบกับงบประมาณโดยรวมอยู่ในอัตรา เพียงแค่ประมาณ ๔ เปอร์เซ็นต์ ต้องถือว่าต่ําครับ สําหรับประเทศที่มีความต้องการอย่างสูง ในการเสริมสาธารณูปโภคประเภทนี้อย่างเช่นประเทศไทยเรา ที่ประเทศจีนถ้าจะพูด ในเชิงเปรียบเทียบ เขามีการจัดสรรงบประมาณในส่วนของเขาเพื่อการลงทุน ในสาธารณูปโภคประเภทนี้สูงถึงประมาณ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณโดยรวมนะครับ เพราะฉะนั้นในส่วนของตรงนี้ยังเป็นยุทธศาสตร์ที่รัฐบาลยังควรที่จะต้องปรับปรุงและ ดําเนินการต่อไป

นอกจากนั้นโจทย์ที่ ๒ ของงบประมาณที่ดี คือจะต้องเป็นงบที่สามารถที่จะ แก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้กับประชาชน เช่นเดียวกันครับ ถ้าเรามาถามประชาชนในช่วงนี้ว่า พี่น้องประชาชนเดือดร้อนเรื่องอะไร ก็คงไม่พ้นเรื่องของค่าครองชีพเรื่องของราคาสินค้า ก็คือ เรื่องของของแพง แต่ก็ต้องบอกอีกนะครับว่าในส่วนของงบประมาณนี้ ยังไม่ได้สะท้อน ถึงนโยบายหรือยุทธศาสตร์ที่ถูกต้องในการที่จะตอบโจทย์ของพี่น้องประชาชนแก้ปัญหาเรื่อง ของค่าครองชีพ ถ้าทางรัฐบาลคิดว่าผมคิดไปเองในเรื่องนี้ ผมอยากที่จะให้รัฐบาลเข้ามาดู ตัวเลขข้อมูลในเรื่องของการเข้าถึงแหล่งเงินของพี่น้องประชาชนที่ยากจน พี่น้องประชาชน ที่ยากจนไม่สามารถที่จะกู้ยืมผ่านระบบธนาคารได้ ยังจําเป็นที่จะต้องพึ่งพาสถานธนานุบาล หรือสถานธนานุเคราะห์หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่าโรงรับจํานํา ท่านประธานครับ ในช่วงที่ ผ่านมาสด ๆ ร้อน ๆ ก็คือช่วงเปิดเทอมเดือนพฤษภาคมนี้ ปรากฏรายงานจากโรงรับจํานํา ทั่วประเทศว่ามีพี่น้องประชาชนเข้ามาใช้บริการมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ ผมยกตัวอย่างขึ้นมา บางจังหวัดนะครับ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นจังหวัด ความจริงโดยบังเอิญที่เป็นจังหวัด ที่มีพรรคเพื่อไทยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเต็มจังหวัดแทบทุกจังหวัด แต่จริง ๆ แล้ว การเข้าถึงโรงรับจํานําของพี่น้องประชาชนไม่ได้จํากัดอยู่จังหวัดพวกนี้ ทางภาคใต้ เช่นเดียวกันครับพี่น้องประชาชนก็เดือดร้อน แห่เข้ามาใช้บริการของโรงรับจํานําเพิ่มเติม เช่นเดียวกัน แต่ที่เชียงใหม่ครับ สาขาธนานุบาลที่ท่าแพ ช้างเผือก ประตูเชียงใหม่โดยเฉลี่ย ในช่วงเดือนพฤษภาคมคือช่วงปัจจุบัน มีพี่น้องประชาชนเข้ามาใช้บริการถึง ๕๐๐ คนต่อวัน เทียบกับประมาณ ๒๐๐ คนต่อวันโดยเฉลี่ยในช่วงสภาวะปกติ ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับช่วงระยะเวลาเดียวกันในปีที่แล้ว จังหวัดขอนแก่น จังหวัดอุดรธานีตัวเลข เหมือนกันครับ มีอัตราการเพิ่ม การใช้บริการประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ที่จังหวัดนครพนมครับ ท่านประธาน พี่น้องประชาชนมาใช้บริการโรงรับจํานําเพิ่มขึ้นถึงเท่าตัวหรือ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ในขณะเดียวกันบริษัทบัตรเครดิต ซึ่งเป็นบัตรเครดิตคนจนอย่างเช่นอิออน (Aeon) อย่างเช่น เฟิร์สช้อยส์ (First Choice) ก็ได้รายงานครับว่ามีพี่น้องประชาชนกู้ยืมผ่านบัตรเครดิตเหล่านี้ มากขึ้นด้วยการกู้ไปซื้อของเพื่อนําสินค้าเหล่านั้นไปขาย นําเงินสดไปใช้ในช่วงเปิดเทอม นี่คือข้อเท็จจริงครับ และหลักวิชาการจากการวิเคราะห์ของมหาวิทยาลัยหอการค้าก็ได้ประเมินไว้นะครับว่าปีนี้ ค่าใช้จ่ายช่วงเปิดเทอมเฉลี่ยต่อนักเรียนสูงถึง ๖,๙๓๙ บาทต่อคน หรือเพิ่มขึ้นถึง ๔๒ เปอร์เซ็นต์ จากระยะเวลาเดียวกันในปีที่แล้ว เพราะฉะนั้นนี่คือเรื่องจริง และพี่น้องประชาชนส่วนนี้ยังไม่ สามารถที่จะกู้ยืมในระบบได้ ไปใช้โรงรับจํานําบ้าง ถ้ายังมีทรัพย์สินเพียงพอที่จะเอาไปเป็น หลักประกัน นอกจากนั้นก็ต้องไปกู้ยืมนอกระบบ ซึ่งทางรัฐบาลก็ยังไม่มีนโยบายในการที่จะ ช่วยลดภาระให้กับพี่น้องประชาชนที่เป็นหนี้เป็นสินกับเจ้าหนี้นอกระบบ แน่นอนครับ นโยบายพักหนี้ของรัฐบาลมีส่วนในการที่จะลดภาระให้กับพี่น้องประชาชน แต่อีกสักครู่ เพื่อนสมาชิกของผม คุณอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ก็จะชี้ให้รัฐบาลได้เห็นว่าผลประโยชน์ ที่ประชาชนได้รับจากโครงการนี้เมื่อเทียบกับผลประโยชน์ที่ประชาชนเคยได้รับจากโครงการ แก้หนี้นอกระบบของรัฐบาลที่แล้วนั้นต่างกันมาก เพราะฉะนั้นรัฐบาลยังควรที่จะต้อง ทบทวนนโยบายว่าจะช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในเรื่องหนี้เรื่องสิน เรื่องของค่าครองชีพ อย่างไร ที่สําคัญก็คือโครงการพักหนี้ของรัฐบาลนั้นก็เสมือนกับโครงการคืนกําไรโดย ธ.ก.ส. เพราะ ธ.ก.ส. ปกติกําไรประมาณ ๗,๐๐๐-๘,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี ผ่านนโยบายนี้ ของรัฐบาล ก็คือการคืนกําไรประมาณครึ่งหนึ่ง คือ ๔,๐๐๐-๔,๕๐๐ ล้านบาท ต่อปี ให้กับ ลูกค้าที่เป็นพี่น้องประชาชน ผมก็มีคําถามกับรัฐบาลผ่านท่านประธานครับว่าถ้าท่านให้ รัฐวิสาหกิจคือ ธ.ก.ส. คืนกําไรให้กับประชาชนได้ และในขณะเดียวกันท่านตระหนักว่าพี่น้อง ประชาชนเดือดร้อนจากเรื่องของน้ํามันแพง จากเรื่องของก๊าซแพง ทําไมท่านถึงไม่ให้ ปตท. คืนกําไรให้กับพี่น้องประชาชนบ้าง ธ.ก.ส. กําไรแค่ปีละ ๘,๐๐๐ ล้านบาทครับ ท่านเอากําไร ไปครึ่งหนึ่ง ปตท. กําไรปีละนับแสนล้านบาท แต่ท่านกลับสนับสนุนให้ ปตท. มีแต่กําไร เพิ่มขึ้น ไม่มีนโยบายที่สนับสนุนให้ ปตท. คืนกําไรให้กับพี่น้องประชาชนเลย เพราะฉะนั้น ผมถือว่างบประมาณ ฉบับปี ๒๕๑๖ ของรัฐบาลนั้นไม่ได้ตอบโจทย์ทั้ง ๒ ข้อว่า สร้างภูมิคุ้มกันให้กับประเทศอย่างไร เสริมขีดความสามารถในการแข่งขันในประเทศอย่างไร และตอบโจทย์ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนอย่างไร ผมอยากจะสรุปครับ ท่านประธานว่างบที่ดีจะต้องสร้างอนาคต งบที่ดีต้องมียุทธศาสตร์ให้ทุกคนเห็นทิศทาง การพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ และโดยเฉพาะในช่วงระยะเวลาปัจจุบันต้อง ตอบโจทย์ว่าจะทําอย่างไรให้พี่น้องประชาชนสบายทั้งแผ่นดิน ที่สําคัญต้องตอบโจทย์ให้กับ พี่น้องประชาชนด้วยว่าในอนาคตเขาจะมีโอกาสรวยทั้งแผ่นดินอย่างไร แทนที่จะต้อง รับภาระความเดือดร้อนจากสภาวะสินค้าแพงทั้งแผ่นดิน หรือแม้แต่ความพยายาม ของรัฐบาลที่จะทําให้ประเทศชาติเป็นประเทศที่แดงทั้งแผ่นดิน เพราะฉะนั้นในส่วนของตรงนี้ ผมคิดว่ารัฐบาลยังสามารถที่จะปรับปรุงงบประมาณฉบับนี้ได้นะครับ เพื่อที่จะตอบโจทย์ว่า จะสร้างอนาคตให้กับพี่น้องประชาชนอย่างไร เวลาผมจํากัด ผมขออนุญาตท่านประธานนะครับ ที่จะยกตัวอย่าง ๑ โครงการที่จะมีผลอย่างยิ่งต่อความมั่นคงในชีวิตของพี่น้องประชาชน ที่รัฐบาลยังไม่ให้ความสําคัญเพียงพอ นั่นก็คือกองทุนการออมแห่งชาติ กองทุนการออมแห่งชาติ เป็นกองทุนที่สภาแห่งนี้ได้มีมติเห็นชอบตราในรูปของพระราชบัญญัติในสมัยรัฐบาลที่แล้ว เพื่อเปิดโอกาสให้กับพี่น้องประชาชนที่มีอาชีพอิสระ ณ วันนี้ที่มีสิทธิก็น่าจะอยู่ในระดับประมาณ ๓๐ ล้านชีวิตทั่วประเทศ คือเกือบครึ่งประเทศ กลุ่มนี้ก็คือกลุ่มที่ไม่ได้เป็นสมาชิกกองทุน ประกันสังคม มีอาชีพอิสระเป็นชาวไร่ ชาวนา เป็นพ่อค้าแม่ขาย เป็นแท็กซี่ เป็นวินมอเตอร์ไซค์ กระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศ ณ วันนี้ไม่มีบําเหน็จบํานาญเหมือนลูกจ้างบริษัท เหมือนข้าราชการ นี่คือสาเหตุที่พวกเราได้ร่วมกันคิดจัดตั้งกองทุนการออมแห่งชาติขึ้นมา เปิดโอกาสให้ประชาชนกลุ่มนี้สามารถที่จะเปิดบัญชีเพื่อออมทรัพย์ผ่านกองทุนนี้ได้ โดยที่รัฐบาล มีหน้าที่ตามกฎหมายครับท่านประธาน ที่จะสมทบเงินออมให้กับพี่น้องประชาชน ตัวอย่างสั้น ๆ ก็คือถ้าหากประชาชนอายุวัย ๕๐ ปี ออมเดือนละ ๑๐๐ บาท รัฐบาลต้องเติมให้อีก ๑๐๐ บาท เป็น ๒๐๐ บาท แถมมีหน้าที่ที่ต้องเอา ๒๐๐ บาทนั้นไปลงทุนให้กับประชาชน ขาดทุนแล้ว ทางรัฐบาลรับ แต่ถ้ากําไรทุกบาททุกสตางค์ยกเป็นประโยชน์ของพี่น้องประชาชนในฐานะ เจ้าของบัญชี

ประเด็นสําคัญครับท่านประธาน ก็คือกฎหมายนี้มีผลบังคับใช้มาแล้วกว่า ๑ ปี และในบทบัญญัติของกฎหมายระบุชัดเจนว่าภายใน ๓๖๐ วัน หลังจากที่กฎหมายมีผลบังคับใช้ รัฐบาลต้องดําเนินการเพื่อให้ประชาชนสามารถใช้สิทธินี้ได้ แต่รัฐบาลนี้กลับเมินที่จะปฏิบัติ ตามภาระหน้าที่ตามกฎหมาย และหน้าที่ที่จะดูแลสร้างความมั่นคงให้กับพี่น้องประชาชน ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเองผมได้รับรายงานว่ายังไม่ได้ลงนามในประกาศ กระทรวงหลายฉบับที่จะสามารถเปิดทางให้กับหน่วยราชการดําเนินการในเรื่องนี้ต่อไปได้ เพราะฉะนั้นการจัดสรรงบประมาณก็ตามก็ต้องจัดสรรงบประมาณสะท้อนความเป็นจริง และความต้องการของกองทุนนี้ ในกฎหมายระบุว่าต้องจัดสรรงบประมาณให้กองทุนนี้ ๑,๐๐๐ ล้านบาท ปีที่แล้วท่านตอนแรกจะไม่จัดงบประมาณให้เลย สุดท้ายจัดให้ ๒๕๐ ล้านบาท ปีนี้จัดให้อีก ๕๐๐ ล้านบาท แม้แต่ ๒๕๐ ล้านบาทของปีที่แล้วก็ยังไม่สามารถใช้ได้ ผมขอให้ รัฐบาลเอาจริงกับเรื่องเหล่านี้ครับ และรัฐบาลก็จะสามารถที่จะตอบโจทย์ได้ว่างบประมาณ ฉบับนี้แก้ปัญหาและสร้างความมั่นคงในชีวิตให้กับพี่น้องประชาชนอย่างไร

ผมขอสรุปนะครับท่านประธาน เป็นกําลังใจให้กับรัฐบาลในการที่จะปฏิบัติ หน้าที่ดูแลพี่น้องประชาชนต่อไป ขออนุญาตเรียนด้วยความเคารพนะครับว่าสื่อมวลชนเอง หรือแม้แต่เพื่อนสมาชิกของพรรคท่านเอง ก็จะเรียกคณะรัฐมนตรีชุดนี้ว่าเป็นคณะรัฐมนตรี เกรดซี (C) ส่วนตัวผมขออนุญาตเรียนท่านรองนายกรัฐมนตรีผ่านท่านประธานว่าผมไม่เห็นด้วย ผมมองว่าเกือบทุกท่านที่เป็นรัฐมนตรีอยู่ ณ ปัจจุบันเป็นผู้มีความรู้ความสามารถ แต่จะพิสูจน์ตัวท่านเองนี่ก็คือท่านใช้ความรู้ความสามารถนั้นอย่างไร เพราะฉะนั้นถ้าท่าน ใช้ความรู้ความสามารถที่ผมทราบว่าท่านมีในการที่จะตอบโจทย์ความต้องการของ ประเทศชาติ และของพี่น้องประชาชนผ่านการแก้ไขร่างงบประมาณฉบับนี้ที่ท่านนําเสนอต่อสภา ผมเชื่อว่านั่นคือภูมิคุ้มกันที่ดีที่สุด ท่านอย่ากังวลในเรื่องของการถูกปรับออกจากตําแหน่ง ท่านอย่ากังวลเพียงแค่ว่ากระทรวงของท่านได้รับโควตางบประมาณเพียงพอแล้วหรือยัง ขอให้ยึดหลักสําคัญนะครับว่างบประมาณที่ดีต้องตอบโจทย์ประเทศในเรื่องใดบ้าง ต้องตอบโจทย์ การแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนอย่างไรบ้าง นั่นคือภูมิคุ้มกันที่ดีที่สุดครับ ขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ