พีรยศ ราฮิมมูลา หารือเรื่องปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยชี้ว่าปัญหานี้ไม่ใช่ปัญหาศาสนา แต่เป็นปัญหาที่ต้องใช้แนวทางสันติวิธีในการแก้ไข และยินดีเป็นกลางในการประสานกับกลุ่มขบวนการต่าง ๆ โดยยังเรียกร้องการสนับสนุนจากองค์กรระหว่างประเทศ เช่น องค์กรความร่วมมือระหว่างอิสลาม (โอไอซี) ในการแก้ไขปัญหา
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายพีรยศ ราฮิมมูลา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ การพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๖ ของรัฐบาลวันนี้เป็นวันที่ ๒ แล้วนะครับ สําหรับตัวกระผม เองเวลามีจํากัดมากนะครับ ผมจะไม่ลงรายละเอียดเกี่ยวกับงบประมาณแต่จะพูดถึง เรื่องประเด็น ๗.๑ ซึ่งมีความสัมพันธ์ระหว่างการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้กับ การต่างประเทศนะครับ ท่านประธานที่เคารพ สถานการณ์ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นที่ทราบ กันโดยทั่วไปแล้วนะครับ มันมีความรุนแรงมาหลายสิบปีนะครับ และรัฐบาลทุกยุคทุกสมัยก็มี ความพยายามที่จะแก้ไขปัญหาให้เกิดความสงบ สันติสุข แม้รัฐบาลชุดปัจจุบันนี้ก็มีความ พยายามเช่นเดียวกัน แต่สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะพูดตรงนี้มันเกี่ยวข้องกับองค์กรระหว่างประเทศ ที่มันมีบทบาทสําคัญในการที่จะแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ท่านประธานครับ องค์กร ที่กล่าวนี้ก็คือองค์กรความร่วมมือระหว่างอิสลาม หรือโอไอซี (OIC) เดิมทีเราจะเรียกว่า ออร์กาไนเซชั่น ออฟ เดอะ อิสลามิก คอนเฟอเรนซ์ (Organization of the Islamic Conference) แต่ปัจจุบันนี้ได้เปลี่ยนเรียกว่า ออร์กาไนเซชั่น ออฟ อิสลามิก โคออเปอเรชั่น (Organization of the Islamic Cooperation) ก็คือความร่วมมือองค์กรต่าง ๆ ปัจจุบันนี้ มีประเทศสมาชิกทั้งหมดของประเทศมุสลิม ๕๗ ประเทศ และโอไอซีนี้ได้ก่อตั้งขึ้นมา เดือนพฤษภาคม ค.ศ. ๑๙๗๑ หรือ พ.ศ. ๒๕๑๔ ซึ่งได้มีการจัดตั้งครั้งแรก ๓๕ ประเทศที่กรุงราบัต ราชอาณาจักรโมร็อกโก ที่มีการประชุมระหว่างวันที่ ๒๒-๒๕ กันยายน ค.ศ. ๑๙๖๙ การประชุมสุดยอดอันนี้โดยมีเป้าหมายต้องการแสวงหาจุดร่วมระหว่างประเทศหรือรัฐมุสลิม ในการที่จะแก้ไขปัญหากรณีบริเวณมัสยิดอัลอักซอ ในกรุงเยรูซาเลมถูกวางเพลิง เพราะฉะนั้น บรรดาผู้นําประเทศมุสลิมจึงมีการประชุมขึ้นมาเพื่อที่จะแก้ไขปัญหาเหล่านี้ การจัดตั้งนั้น แน่นอนครับ ผู้ที่มีบทบาทสําคัญที่สุดก็คือกษัตริย์ไฟซาล แห่งประเทศซาอุดิอาระเบีย และ กษัตริย์ฮัสซันแห่งโมร็อกโกเป็นผู้มีบทบาทสําคัญในการที่สนับสนุนกําหนดหลักการของความ เป็นประชาชาติมุสลิม เพราะฉะนั้นบทบาทสําคัญอันนี้ที่ได้ตั้งขึ้นมาก็มีสถาบันการศึกษา แห่งหนึ่ง ผมคิดว่าท่านสมาชิกผู้มีเกียรติและท่านประธานก็อาจจะทราบแล้วนะครับ คือมหาวิทยาลัยคิงอับดุลอาซิสในประเทศซาอุดิอาระเบียได้จัดตั้งสถาบัน ผมขออนุญาตใช้ ภาษาอังกฤษนะครับ คือ อีซี จูส ออฟ มุสลิม ไมนอริตี้ อะแฟรส์ (EC Jesus of muslim minority affairs) สถาบันอันนี้เป็นการรวบรวมข้อมูลของบรรดากลุ่มมุสลิมชาติพันธุ์ส่วนน้อย ทั่วโลก ข้อมูลเหล่านี้จะรวบรวมอยู่ที่นั่น เพราะฉะนั้นเป้าหมายของโอไอซีนั้นต้องการที่จะ เข้าไปช่วยเหลือบรรดาประเทศมุสลิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มประชาชาติมุสลิมส่วนน้อยที่ ไม่ได้รับความเป็นธรรม ไม่ได้รับการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นประเทศไทยของเราต้อง ขอบคุณนะครับ ในอดีตรัฐบาลของคุณชวน หลีกภัย สมัยชวน หลีกภัย ๒ ได้มีการประชุม หารือภายในคณะรัฐมนตรีในขณะนั้น ภายใต้แกนนําของรัฐมนตรีว่าการกระทรวง การต่างประเทศ ฯพณฯ สุรินทร์ พิศสุวรรณ ดํารงตําแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวง การต่างประเทศขณะนั้น กระผมเองก็ได้รับแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาของรัฐมนตรีสุรินทร์ พิศสุวรรณ ได้เดินทางไปที่ประเทศสหรัฐอเมริกาในการประชุมโอไอซี แอนนวล โคออร์ดิเนชัน มีทติ้ง (Annual Coordination Meeting) ที่กรุงนิวยอร์ก ในวันนั้นทางโอไอซี ได้ประกาศให้ ๔ ประเทศสามารถมีที่นั่งอยู่ในฐานะเป็นผู้สังเกตการณ์ ประกอบด้วย ๑. ประเทศไทย ๒. สาธารณรัฐแอฟริกากลาง บอสเนีย เฮอร์เซโกวินา และประเทศรัสเซีย วัตถุประสงค์อันนี้เพื่อที่การที่ประเทศไทยพยายามเข้าไปสู่มีบทบาทในองค์กรนี้เพื่อที่จะ ทํางานร่วมกันกับองค์กรระหว่างประเทศของอิสลามในการที่จะสร้างความเข้าใจ ชี้แจงข้อมูลต่าง ๆ ให้โลกมุสลิมได้เข้าใจว่าสถานการณ์ต่าง ๆ ในจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น เป็นอย่างไรว่ารัฐบาลมีแนวคิดในการแก้ไข ท่านประธานที่เคารพครับ ก่อนวันที่ ๑ ตุลาคม ปี ๒๕๔๑ การประชุมโอไอซีได้ดําเนินไปหลายประเทศมุสลิม ปรากฏว่ากลุ่มขบวนการแบ่งแยกดินแดน กลุ่มหนึ่งที่รู้จักกันในพื้นที่คือขบวนการพูโล (PULO) ได้พยายามที่จะส่งเอกสารร้องเรียน ประเด็นปัญหาต่าง ๆ ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากอํานาจรัฐในสมัยนั้นในจังหวัด ชายแดนภาคใต้นะครับ ทางโอไอซีเองก็ยังไม่ได้บรรจุวาระแต่เปิดโอกาสให้เข้าไปร่วมนั่งฟังเฉย ๆ แต่เมื่อประเทศไทยของเราสามารถต่อสู้ผลักดันเข้าไปอยู่ในฐานะเป็นผู้สังเกตการณ์ตั้งแต่ ปี ๒๕๔๑ เป็นต้นมา เราจะเห็นว่าประเด็นปัญหาความขัดแย้งความรุนแรงในพื้นที่จังหวัด ชายแดนภาคใต้ของเราโดยกลุ่มขบวนการหลายขบวนการพยายามผลักดันส่งรายงาน การร้องเรียนเข้าไปสู่องค์กรโอไอซี แต่ก็ได้รับการยับยั้งจากประเทศเพื่อนบ้านของเรา เราต้องขอบคุณประเทศเพื่อนบ้านของเราคือประเทศมาเลเซีย ประเทศอินโดนีเซีย จนกระทั่งปัจจุบันนี้เราจะเห็นว่าขบวนการต่าง ๆ ไม่สามารถที่จะเอาประเด็นความขัดแย้ง ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของเราเข้าไปในการประชุมโอไอซี ท่านประธานที่เคารพ เราต้องยอมรับว่าในอดีตที่ผ่านมาสถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ของเรานั้น ทุกหน่วยงาน ทุกฝ่ายก็มีการพูดว่ามันเป็นปัญหาภายในของประเทศ เป็นความขัดแย้งของเรา ไม่ได้เกี่ยวข้องกับอะไร แต่เราต้องยอมรับความจริงครับ ท่านประธานที่เคารพครับ หลังเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ตั้งแต่ปี ๒๕๔๔ มัสยิดกรือเซะและเหตุการณ์ตากใบ ปัญหาที่เราคิดว่าไม่น่าจะออกไปสู่ในสายตาของต่างประเทศ แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์เหล่านี้ มันเป็นจุดสนใจของบรรดาประเทศมุสลิมและไม่ใช่มุสลิมโดยเฉพาะโอไอซี ได้ให้ความสําคัญ ด้วยความเป็นห่วงว่าพี่น้องมุสลิมชนกลุ่มน้อยที่อยู่ในประเทศไทยนั้น ไม่ได้รับความเป็นธรรม เราจะเห็นว่าระยะ ๓ ปีที่ผ่านมาเลขาธิการโอไอซีก็ได้เดินทางมา ประเทศไทย ก็ได้มาพบรัฐบาลไทยในขณะนั้น โดยพูดในเชิงที่ว่าเราต้องช่วยกันแก้ไขปัญหา ของพี่น้องมุสลิมในประเทศไทย ปัญหาไม่มีอะไรนอกจากกระตุ้นให้เขาได้รับการศึกษา แต่ก็ฝากการบ้านไว้ เมื่อ ๒ สัปดาห์ที่แล้วท่านประธานที่เคารพ เราจะเห็นว่ามีตัวแทนพิเศษ ของเลขาธิการโอไอซี คือท่านไซยิด กาซิม อัลมัสรี่ ได้เดินทางมาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อติดตามการบ้านที่ได้ฝากไว้ในรัฐบาลก่อน ๆ ได้ดําเนินการอย่างไรในการแก้ไข จึงได้มีข้อสรุป จากท่านอัลมัสรี่อยู่ ๓-๔ ประเด็นครับประธาน
๑. ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่ใช่ปัญหาศาสนา อันนี้ผมสบายใจ ผมขอเวลานิดหนึ่งท่านประธานครับ อันนี้มีความสําคัญครับ
๒. ขอประณามการใช้ความรุนแรงไม่ว่าจะเกิดจากฝ่ายใด ฝ่ายหนึ่ง อันนี้ ชัดเจนนะครับ
๓. ไม่สนับสนุนกระบวนการแบ่งแยกดินแดน ๓ จังหวัดไปเป็นรัฐอิสระ
๔. การใช้แนวทางสันติวิธีในการแก้ปัญหา
๕. ยินดีเป็นกลางในการประสานกับกลุ่มขบวนการต่าง ๆ
ผมจึงเน้นตรงนี้ว่าประเด็นที่ ๕ น่าเสียดายผู้ที่มีความรับผิดชอบในเรื่องนี้ โดยเฉพาะผมจะฝากผ่านท่านประธานไปยังรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง คือท่าน พลเอก ยุทธศักดิ์ ศศิประภา ท่านในฐานะเป็นประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนกระบวนการ แก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ท่านควรจะเอาประเด็นนี้มาพิจารณาครับ มันเป็นโอกาส ดีแล้ว โอไอซีไม่ได้มาแทรกแซงกิจการภายในของประเทศไทย มันเป็นโอกาสที่ดีที่เขาเสนอ ตัวและเราเองต้องตัดสินใจว่าจะเอากันอย่างไรประเด็นปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะหลายกลุ่มหลายฝ่ายพยายามไปเจรจากับกลุ่มขบวนการต่าง ๆ ซึ่งไม่ได้รับความสนใจ นําไปสู่ความรุนแรงบ้างในบางครั้ง เพราะฉะนั้นนี่คือโอกาสที่เราฝ่ายไทยควรจะตั้ง คณะกรรมการกลุ่มหนึ่งขึ้นมาให้มีอํานาจให้ไปร่วมกันทํางานกับโอไอซีที่เขายินดีที่จะเป็น ผู้ประสานงานในการที่จะพบปะกลุ่มขบวนการ เพราะทุกวันนี้เรายังไม่รู้เลยครับ หัวหน้า ขบวนการที่แท้จริงคือใคร แต่ผมคิดว่าถ้าโอไอซีเปิดทางตรงนี้แล้วมันจะเป็นประโยชน์แก่ ประเทศไทย และที่ผ่านมาเมื่อไม่กี่วันที่ผ่าน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีและคณะได้เดินทางไป เยี่ยมประเทศตะวันออกกลาง ผมก็แสดงความยินดีครับ ก็ท่านไปที่ประเทศบาห์เรน ประเทศบาห์เรนนั้นเป็นประเทศเสมือนน้องชายของซาอุดิอาระเบีย เรามีปัญหาความขัดแย้ง ในเรื่องการขโมยเพชรที่ผ่านมา และฆ่านักการทูต ฉะนั้นประเทศบาห์เรนจะเป็นสื่อ ช่วยให้แก่เรานะครับ เพราะผมเคยเป็นประธานกลุ่มมิตรภาพระหว่างประเทศไทยกับ ประเทศบาห์เรน เวลามันจํากัดครับท่านประธาน ขอบคุณครับ