พลตํารวจโท ชัจจ์ กุลดิลก หารือเรื่องการรถไฟแอร์พอร์ต เรลลิงก์ ซึ่งแม้จะขาดทุนในตอนแรก แต่ปัจจุบันมีผู้โดยสารเพิ่มขึ้นและมีรายได้มากขึ้น นอกจากนี้ยังหารือเรื่องรถไฟตกรางที่ดอนเมืองและที่อําเภอร่อนพิบูลย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช และเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่รถไฟตรวจตราอย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ยังหารือเรื่องตลาดนัดจตุจักรที่กรุงเทพมหานครเช่าตลาดนัดจตุจักรมาเป็นเวลานาน และไม่เช่าต่อ ต้องเข้าไปบริหารตลาดนัดจตุจักร เนื่องจากเป็นตลาดที่คู่บ้านคู่เมือง และเป็นตลาดวีคเอ็น มาร์เก็ต (Weekend market) ที่ใหญ่ที่สุดในโลก
กราบเรียน ท่านประธาน ผม พลตํารวจโท ชัจจ์ กุลดิลก รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้มีท่านสมาชิกได้อภิปรายถึงงบประมาณในการดําเนินการแอร์พอร์ต เรลลิงก์ เรื่อง การรถไฟแห่งประเทศไทย แล้วก็จตุจักร ผมใคร่จะเรียนชี้แจงท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ตามที่ท่านได้กล่าวว่ารถไฟแอร์พอร์ต เรลลิงก์ นั้นขาดทุนไม่มีผู้โดยสาร ไม่มีคนที่สถานีมักกะสัน น่าจะล่มสลายแน่นะครับ ผมใคร่จะขอชี้แจงว่าแอร์พอร์ต เรลลิงก์ นั้นเป็นทางรถไฟ ที่เชื่อมต่อออกจากสนามบินสุวรรณภูมิ วัตถุประสงค์ ความมุ่งหมายเดิมที่ได้จัดสร้างขึ้นก็เพื่อจะ รับผู้โดยสารออกจากสนามบิน แล้วก็รับผู้โดยสารกลางดอนเมืองไปส่งที่สนามบิน ซึ่งจะมี ผู้โดยสารเท่าไรนั้นก็แล้วแต่ ซึ่งการลงทุนนั้นค่อนข้างสูง ผู้โดยสารแน่นอนครับ ปริมาณ ย่อมไม่เพียงพอ ต่อมาทางการรถไฟแห่งประเทศไทยซึ่งได้รับผิดชอบดูแล ก็ได้จัดเป็น ๒ ระบบ คือ
ระบบด่วน คือวิ่งออกจากสถานีมักกะสันไปสถานีสุวรรณภูมิ โดยไม่แวะหยุด ที่สถานีใดเลย ใช้เวลา ๑๕ นาที
แล้วก็อีกแบบหนึ่ง คือรถไฟวิ่งแบบรถไฟชานเมือง หรือซิตี้ ไลน์ City line) ซึ่งจะมีการจอดตามสถานี ๘ แห่ง ใช้เวลาไปถึงสนามบินสุวรรณภูมิจะไปหรือจะกลับก็ตาม แต่ละเที่ยวใช้เวลา ๓๐ นาที เมื่อได้รับจัดการเดินรถแบบนี้ ก็ได้รับผู้โดยสารจากตาม สถานีต่าง ๆ ซึ่งตามรายทางในการสัญจรไปมา ปรากฏว่าได้มีผู้โดยสารเพิ่มขึ้นเป็นอันมาก เส้นที่ขาดทุนก็คือ เอ็กซ์เพรส เรลเวย์ (Express railway) คือการวิ่งด่วน ๑๕ นาทีในช่วงแรก แล้วก็ไม่มีผู้โดยสารเพียงพอ ดังนี้ผู้โดยสารก็ยังน้อยอยู่ แต่เมื่อดูจากวัตถุประสงค์เดิม จุดมุ่งหมายเดิมที่สร้างรถไฟแอร์พอร์ต เรลลิงก์ นี้ขึ้นก็เนื่องจากผู้โดยสารโดยไม่ต้องคํานึงถึง ต้นทุน กําไร เพราะว่าเป็นการบริการเชื่อมต่อจากสนามบินเพื่อให้สนามบินนั้นเป็นสนามบิน ที่ทันสมัย ซึ่งทั่วโลกถ้าเผื่อไม่มีรถไฟฟ้าที่วิ่งออกจากสนามบินนั้นจะได้รับการประเมินค่า ว่าเป็นสนามบินที่ตกต่ํา แล้วก็คะแนนต่ํามากนะครับ ซึ่งเป็นที่เสียชื่อเสียงของสนามบินไปด้วยนะครับ ธรรมชาติของรถไฟนั้นมันต้องมีก่อน มีรถก่อน ลงทุนก่อน วิ่งจนกระทั่งประชาชนได้เห็นว่ามีคุณค่า และได้อพยพมาอยู่ใกล้ จึงมาใช้ทาง อันนี้เป็นธรรมชาติของรถไฟ ท่านจะเห็นว่ารถซึ่งวิ่งอยู่กลางเมือง รถบีทีเอส วิ่งมา ๑๓ ปีแล้ว ปรับโครงสร้างหนี้ ๒ ครั้ง ถ้าไม่ปรับโครงสร้างหนี้ก็ถึงกับเจ๊ง แต่ขณะนี้ เมื่อวิ่งมาครบ ๑๓ ปี ขณะนี้เริ่มมีกําไร เพิ่งจะเริ่มมีกําไร รถไฟฟ้าสายบีเอ็มซีแอล (BMCL) หรือ รฟม. ขณะนี้วิ่งมาก็ยังขาดทุนอยู่ ปีหนึ่งขาดทุนประมาณ ๑,๐๐๐ ล้านบาท ทางผู้ที่ได้ วางแผนในการสร้างรถไฟแอร์พอร์ต เรลลิงก์นี้ได้ประเมินไว้แต่แรกแล้วละครับ วางแผนทาง การเงิน บริษัทรถไฟฟ้า รฟท. จํากัด จะขาดทุนถึง ๕ ปี ปีแรกคือปีที่แล้ว ซึ่งถือว่าเริ่มดําเนินกิจการ ก่อนหน้านั้นเป็นการให้ทดลองวิ่ง และให้โดยสารฟรี เมื่อปีที่แล้วขาดทุน ๑๙๗ ล้านบาท ตามแผนทางการเงินก่อนสร้างนะครับ ในปีนี้ ๒๕๕๕ จะขาดทุน ๓๓๙ ล้านบาท ปีหน้า ปี ๒๕๕๖ ยิ่งหนักใหญ่ คือขาดทุนถึง ๔๒๗ ล้านบาท ปี ๒๕๕๗ ซึ่งเป็นปีที่ ๔ ขาดทุน ๑๙๘ ล้านบาท ปี ๒๕๕๘ จะขาดทุนเหลือ ๒๗ ล้านบาท และปี ๒๕๕๙ จะทํากําไรได้ ๑๖๗ ล้านบาท แผนการนี้เป็นค่อนข้างจะใกล้เคียงความจริงครับ แต่ขณะนี้ที่เดินรถอยู่ก็ปรากฏว่ามีรายได้ เฉลี่ยดีกว่าที่แผนกําหนดไว้เล็กน้อยเราคงขาดทุนไม่ถึง ๓๓๙ ล้านบาท ในปี ๒๕๕๕ นี้ครับ คาดว่าเมื่อถึงสิ้นปี เพราะผู้โดยสารนั้นเริ่มมากขึ้น วันหนึ่งรถที่วิ่งจะมีผู้โดยสารประมาณ ๕๐,๐๐๐ คนในวันธรรมดา และวันเสาร์ วันอาทิตย์ก็จะมีประมาณ ๔๐,๐๐๐ คน ก็เป็นอันว่า มันสูงกว่าประเมินเล็กน้อย ก็มีรายได้ขาดทุนน้อยกว่าที่ประเมินไว้หลายล้านบาทเหมือนกัน ตามที่ท่านสมาชิกได้อภิปรายและได้ถ่ายภาพมา เห็นว่าสถานีนั้นปราศจากผู้คน ว่างเปล่า ขอเรียนว่าขณะนี้เป็นอีกขณะที่ระหว่างปิดเทอม ผู้โดยสารน้อยลงอยู่ แต่ถ้าเผื่อท่านไปดูตอน เวลา ๐๘.๐๐ นาฬิกา หรือตอนเย็น เวลา ๑๖.๐๐ นาฬิกา ท่านจะพบว่ารถไม่พอให้ผู้โดยสารขึ้น หลายคนที่ขึ้นไม่ได้ แล้วก็ต้องรอขบวนต่อไปอีก ๑๕ นาที ซึ่งอันนี้เป็นที่น่าเสียดายอยู่ ถ้าเผื่อเราจะได้บริการให้มีรถวิ่งมากกว่านี้ ขณะนี้รถที่วิ่งเป็นซิตี้ ไลน์หรือรถไฟชานเมืองนั้น ซึ่งจอดทุกสถานีนั้นมีรถใช้งานอยู่ ๕ คัน เรายังต้องการเพิ่มขึ้นอีก ขณะนี้กําลังดําเนินการ จัดซื้ออยู่เพื่อมาเสริม เพื่อให้ประชาชนจะได้ใช้ แล้วก็การรถไฟแห่งประเทศไทยก็จะได้มีรายได้เพิ่มมากขึ้นด้วยครับ คงจะเรียนได้ขณะนี้ว่า ไม่ได้ผิดไปตามแผนเดิมที่มีอยู่ และผู้โดยสารยังมีอยู่วันละ ๕๐,๐๐๐ ราย ๕๐,๐๐๐ คนนะครับ และกําลังเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งเป็นธรรมชาติของรถไฟ รถไฟเมื่อแรกเริ่มนั้นผู้โดยสารจะไม่มี และจะเพิ่มมาก ๆ ขึ้นเรื่อย ๆ จนตามขีดความสามารถของรถไฟและความหนาแน่นของ พลเมืองนะครับ
เรื่องที่ ๒ เรื่องรถไฟตกรางที่ดอนเมืองและที่อําเภอร่อนพิบูลย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ดอนเมืองนั้นก็เป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่าขณะนั้นอากาศร้อนมาก รางรถไฟนั้นความร้อนสูงถึง ๕๐ องศาเซลเซียส ย่อมขยายตัวแล้วก็เนื่องจากรางนั้นเก่าก็บิดเบี้ยวนะครับ การตรวจตรานั้น ก็ถือว่าบกพร่องอยู่ต้องยอมรับว่าผู้ที่ตรวจตรานั้นบกพร่อง แต่ว่ามันเป็นเรื่องที่เผลอไผล และสุดวิสัยอยู่เหมือนกันเนื่องจากอากาศร้อนกะทันหันนะครับ แล้วก็เป็นเหตุให้เกิด ความเสียหายขึ้น
ส่วนที่อําเภอร่อนพิบูลย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช รถไฟตกรางรถไฟขบวนนั้น มีคนขับกับผู้ช่วยคนขับ ๒ นาย แล้วก็มีผู้ที่อยู่ตรงหัวรถขับรถเครื่องจักร แล้วก็ตู้สุดท้ายคือ ตู้ที่ ๑๙ ก็มีพนักงานดูแลรักษารถ ๒ นายเป็น ๔ นาย แล้วก็ได้ตกรางขึ้นเป็นรถขบวน ๑๗ ตู้ ที่บรรทุกยางพาราจากสถานีบางซื่อจะไปส่งที่ประเทศมาเลเซีย เหตุที่เกิดเนื่องจากขณะนั้น ฝนตก ๓ วัน ๓ คืน ในวันที่ ๒ พนักงานรถไฟซึ่งรักษาทางได้ยังออกสํารวจเส้นทางอยู่ ก็ยังไม่พบสิ่งปกติ เมื่อวันที่ ๓ ตอนเช้าเมื่อรถไฟบรรทุกสินค้ายางพาราไป ๑๗ ตู้ตรงกลางนั้น ก็น้ําหนักมากอยู่ ปรากฏว่าตรงนั้นเป็นช่องเขาที่ลงมาแล้วพอออกจากภูเขาก็เป็นทางลาดลงมา พอลาดลงมาและจะมีเลี้ยวโค้งเล็กน้อย แต่ก็ปรากฏว่ารถไฟนั้นน้ําหนักไปอยู่ตรงโค้งมากไป แล้วก็ถนนทรุดทําให้รถตู้ที่ ๓ ปีนราง รถขบวนนั้นเป็นตู้ของประเทศมาเลเซีย ตู้ของ ประเทศมาเลเซียนั้นเวลาเขาล็อกตู้ต่อกันนั้นมันล็อกแน่นไม่เหมือนกับรถตู้รถไฟไทยที่ถ้าเผื่อ ตกตู้หนึ่งอีกตู้ต่อไปก็อาจจะไม่ตกก็ได้ แต่นั่นเป็นการล็อกแน่นทั้งขบวนก็เลยพากันตกลงไป ทั้งขบวนนะครับ แต่อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่รถไฟได้พยายามซ่อมจนกระทั่งได้รับคําชมเชย จากทางประเทศมาเลเซียว่าสามารถทําได้รวดเร็วมาก แต่รวดเร็วนั้นก็คือใช้เวลาถึง ๓๐ กว่าชั่วโมงกว่าจะกู้รางให้รถวิ่งได้เป็นเหตุให้เสียหาย ทางผมได้กําชับเจ้าหน้าที่รถไฟ ต่อไปนี้ถ้ามีรถไฟตกรางอีก ทางสุดท้ายก็จะต้องพิจารณาโทษทัณฑ์กันแล้วเนื่องจาก ต้องตรวจตรากันอย่างเข้มงวด การตกครั้งหนึ่งนั้นเสียหายก็ขอขอบคุณท่านสมาชิกที่ได้ เป็นห่วงใยแล้วก็ได้พูดถึงเรื่องนี้นะครับ
เรื่องสุดท้าย คือเรื่องตลาดนัดจตุจักร เมื่อ กทม. ได้เช่าตลาดนัดจตุจักร มาเป็นระยะเวลานานและมาขณะนี้ กทม. ไม่เช่าต่อ รถไฟไทยจําเป็นต้องเข้าไปบริหาร เนื่องจาก ตลาดนัดนี้เลิกไม่ได้ เป็นตลาดที่คู่บ้านคู่เมืองไปเสียแล้ว เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก เป็นวีคเอ็น มาร์เก็ต (Weekend market) ที่ใหญ่ที่สุดในโลก เพราะฉะนั้นเลิกไม่ได้ก็จําเป็นต้องเข้าไปดูแล แล้วก็ได้พยายามเอาผู้เชี่ยวชาญประจําตลาดได้เข้ามาดู เข้ามาแนะนําและกําลังจะจัดจ้าง ผู้เชี่ยวชาญตลาดเหล่านี้เป็นคราว ๆ ต่อไป ตามที่ท่านสมาชิกผู้มีเกียรติได้บอกว่าตลาดนัดซบเซา คนไม่มาเดิน ผมได้ไปตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้วนะครับ เป็นความจริงอย่างที่ท่านว่า แต่ก็น่าเห็นใจแม่ค้าบอกว่าเป็นธรรมดาในฤดูนี้ใกล้เปิดเทอม ผู้ปกครอง เพราะประชาชนนั้น ไม่ค่อยจะมาเที่ยวตลาดนัดซื้อของ เนื่องจากก็คงจะไปดูแลลูกเต้าที่จะต้องเข้าโรงเรียน เป็นอย่างนี้ทุกปีในเดือนพฤษภาคม แต่สังเกตได้ว่าผู้ที่มาเที่ยวตลาดนัดจตุจักรนั้น เป็นชาวต่างชาติ ๓๒ เปอร์เซ็นต์ และยอดนี้ยังคงยืนหยัดอยู่ คือประมาณ ๓๐,๐๐๐- ๔๐,๐๐๐ คนในวันเสาร์-อาทิตย์นี้นะครับ คนมาตลาดนัดจตุจักรปกติที่แล้วมาตอนปกตินะครับ วันละ ๑๕๐,๐๐๐ คน วันเสาร์ ๑๕๐,๐๐๐ คน วันอาทิตย์ ๑๕๐,๐๐๐ บาท มีชาวต่างชาติอยู่ ๓๑-๓๒ เปอร์เซ็นต์ ได้แก่ ประเทศญี่ปุ่น ประเทศฮ่องกง ประเทศเกาหลี ประเทศจีน เป็นส่วนมากแล้วก็มีฝรั่งอยู่ค่อนข้างมากเหมือนกัน ขณะนี้ตามที่ท่านสมาชิกได้กล่าวก็คือ ลดลงเหลือวันละ ๑๐๐,๐๐๐ คน วันเสาร์ ๑๐๐,๐๐๐ คน วันอาทิตย์ ๑๐๐,๐๐๐ คน ซึ่งก็ไม่น้อยเลย เพราะชาวต่างชาตินั้นยังยืนหยัดอยู่ที่ ๓๐,๐๐๐ กว่าคนถึง ๔๐,๐๐๐ คน เหมือนเดิมนะครับ ที่ลดไปก็คือเป็นคนไทยที่ไม่ไปตลาด ตลาดก็ไม่ผิดปกติแต่อย่างใดนะครับ ขณะนี้ตลาดนัด จตุจักรนั้นกําลังจะฟื้นฟูแล้วก็จะก้าวล้ําไปเรื่อย ๆ โดยการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้เป็นตลาดที่ ทันสมัยยิ่งขึ้น สะดวกสบายยิ่งขึ้น มีความปลอดภัยในการจับจ่ายใช้สอย แต่เดิมนั้นมีโจรกรรม วิ่งราว มีจี้ มีปล้น ในตลาดแต่ละวันเสาร์ แต่ละวันอาทิตย์นั้นไม่ต่ํากว่า ๒๐ รายนะครับ แล้วก็ในวันธรรมดาซึ่งพ่อค้าแม่ค้าจะต้องกลับไป ได้เก็บข้าวของไว้ที่ตลาดนัดจตุจักร ที่โรงพักบางซื่อมีสถิติอยู่ว่ามีของถูกลักขโมยเป็นอันมาก ขณะนี้เหลือวันเสาร์-อาทิตย์ ก็อาจจะเหลือ ๑ ราย ๒ ราย แก๊งค์ (Gang) ที่มาลักทรัพย์ล้วงกระเป๋าก็ดี มาลักสินค้า จากแผงค้าก็ดี ซึ่งมาจากประเทศฟิลิปปินส์ ประเทศเวียดนาม มาจากประเทศไนจีเรีย ก็ไม่มี ปรากฏขึ้น เนื่องจากได้เอาเจ้าหน้าที่เข้าไปทํางานกันอย่างเต็มที่ เรื่องความปลอดภัย เรื่องจี้ ปล้นในนั้นไม่มี ไม่มีมาเป็นหลายเดือนแล้ว ตลาดกําลังจะปรับปรุงถนนหนทางให้ทันสมัย อีกประมาณสัก ๔-๕ เดือน จะเห็นรูปโฉมใหม่แล้วก็จะเห็นว่าตลาดนัดจตุจักรนั้นทุกท่านจะได้เป็น ที่พักผ่อน เป็นที่รื่นรมย์ของประชาชนชาวกรุงเทพฯ และคนทั่ว ๆ ไป ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ