สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓๔ · ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๕

ชื่นชอบ คงอุดม แสดงความกังวลเกี่ยวกับการจัดงบประมาณในกระทรวงศึกษาธิการ โดยเฉพาะในส่วนของสํานักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ซึ่งได้รับการลดลง และเรียกร้องให้มีการจัดทําแผนบูรณาการยุทธศาสตร์ร่วมกันเพื่อปรับปรุงคุณภาพการศึกษา นอกจากนี้ยังหารือเรื่องยุทธศาสตร์การพัฒนาคุณภาพการศึกษา และนโยบายแท็บเล็ตของกระทรวงศึกษาธิการ โดยมีคำวิจารณ์เกี่ยวกับคุณภาพและปริมาณของแท็บเล็ต นโยบายการบริการรายเดือน และความพร้อมในการป้องกันเว็บไซต์ที่ไม่เหมาะสม รวมถึงผลเสียต่อสุขภาพของเด็กจากการใช้แท็บเล็ต

นายชื่นชอบ คงอุดม กรุงเทพมหานคร

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม นายชื่นชอบ คงอุดม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ วันนี้ผมก็ได้มีโอกาสมาอภิปรายในร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๖ ซึ่งก็ได้มีการจัดทํางบประมาณโดยรัฐบาล โดยงบประมาณทั้งหมดก็อยู่ที่ ๒.๔ ล้านล้านบาท ซึ่งก็ถือว่ามากที่สุดเป็นประวัติการตั้งแต่มีการจัดทํางบประมาณกันขึ้นมา ซึ่งในส่วนนี้ผมก็มีความเป็นห่วงครับท่านประธานว่าคุณภาพผมมีความคิดเห็นว่าสําคัญ มากกว่าปริมาณ แต่เอาละครับ วันนี้ก็จําเป็นที่จะต้องดูแลงบประมาณตัวนี้กันทั้งหมดครับ เพราะฉะนั้นในส่วนของคุณภาพต่อปริมาณนี่ ผมคิดว่าจะเป็นตัวบ่งชี้ว่ารัฐบาลทํางาน อย่างมีประสิทธิภาพหรือเปล่า ในส่วนที่ผมมีความคิดเห็นว่าคุณภาพสําคัญมากแล้วก็ด้อยมาก ในส่วนของการจัดทํางบประมาณในครั้งนี้ก็คือส่วนของกระทรวงศึกษาธิการ ถึงแม้จะมีงบประมาณที่เพิ่มขึ้นถึงเกือบ ๔๐,๐๐๐ ล้านบาทนะครับ จากเดิม ๔๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ในงบประมาณปี ๒๕๕๕ วันนี้ก็เพิ่มขึ้นมาเป็น ๔๖๐,๐๐๐ ล้านบาทในปี ๒๕๕๖ แต่ว่า ในส่วนที่ผมคิดว่าเป็นส่วนสําคัญแล้วก็ทางท่านนายกรัฐมนตรีเองก็ได้พูดถึงอยู่เป็นประจํา ในการบูรณาการการทํางานร่วมกันของทุกหน่วยงาน หน่วยงานหนึ่งที่ผมเห็นว่า เป็นหน่วยงานที่สําคัญแล้วก็น่าจะให้ความสําคัญมากในกระทรวงศึกษาธิการ เพราะเป็น หน่วยงานที่มีหน้าที่ในการจัดทําแผนที่จะบูรณาการหน่วยงานทุกหน่วยงานในกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมกัน ในส่วนนี้ผมกลับเห็นว่าทางรัฐบาลเองให้ความสําคัญลดลง ถึงแม้จะมีงบประมาณ ที่เพิ่มขึ้นโดยรวม แต่ในส่วนของสํานักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ซึ่งมีหน้าที่ที่จะทํางาน ร่วมกับ สพฐ. แล้วก็อาชีวศึกษา แล้วก็อุดมศึกษา สํานักงานปลัดต่าง ๆ ในกระทรวงศึกษาธิการ ผมคิดว่ามีความสําคัญมากที่จะต้องให้แผนการจัดทําแผนบูรณาการยุทธศาสตร์ร่วมกันให้ งบประมาณที่เพิ่มขึ้น แต่ทางรัฐบาลกลับให้ลดลง ในปี ๒๕๕๕ ทางสภาการศึกษานะครับ ถ้าเรียกสั้น ๆ ได้รับเงินงบประมาณในส่วนที่จะจัดทําแผนบูรณาการยุทธศาสตร์ร่วมกันที่ ๖๒ ล้านบาท แต่ในปีนี้กลับได้ลดลงที่ ๕๒ ล้านบาท ถือว่าลดลง ๘,๕๐๐,๐๐๐ บาท ซึ่งก็คิดเป็น สัดส่วน ๑๓.๖๕ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งในส่วนนี้เองผมคิดว่าทางสํานักงานเลขาธิการสภาการศึกษา จําเป็นที่จะต้องทํางานในส่วนที่ทางท่านนายกรัฐมนตรีได้แถลงต่อสภาแห่งนี้ ใน ๗ ประการด้วยกันนะครับ ซึ่งแผนยุทธศาสตร์ทั้ง ๗ แผนนี้ทางท่าน ส.ส. ณัฏฐ์ บรรทัดฐาน ก็ได้พูดถึงไปแล้ว แต่ผมก็จําเป็นที่จะต้องกล่าวถึงอีกครั้งนะครับ เพราะว่าเป็นส่วนที่สําคัญ แล้วก็จะเป็นส่วนที่เชื่อมต่อกับงานต่าง ๆ ในหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แล้วก็เป็นส่วนที่จะทําให้ นักเรียน เด็ก ๆ น้อง ๆ ได้คุณภาพอย่างที่รัฐบาลตั้งเป้าไว้นะครับ แต่สิ่งที่ผมเห็นก็ยังไม่เป็น อย่างนั้นนะครับ อย่าง

ยุทธศาสตร์ที่ ๑ นะครับ ก็คือการพัฒนาคุณภาพการศึกษาทุกระดับ ทุกประเภทโดยมุ่งเน้นนะครับ เป้าหมายก็คือให้นักเรียนเป็นศูนย์กลาง ผมคิดว่าในส่วนนี้เอง เดี๋ยวผมจะพูดถึงต่อไปนะครับว่าในส่วนนี้ผมคิดว่ารัฐบาลยังทําได้ไม่ดีพอ ถือว่าสอบตกครับ

ยุทธศาสตร์ที่ ๒ การสร้างโอกาสการศึกษาแก่ประชาชนทุกกลุ่ม อย่างเท่าเทียมกันนะครับ

ในยุทธศาสตร์ที่ ๓ การปฏิรูปครูเพื่อยกฐานะครูและวิชาชีพให้เป็นวิชาชีพ ชั้นสูงนะครับ

ยุทธศาสตร์ที่ ๔ ก็คือการพัฒนาการศึกษาระดับอุดมศึกษา ระดับอาชีวศึกษา และการฝึกอาชีพให้สอดคล้องกับตลาดแรงงาน ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ

ยุทธศาสตร์ที่ ๕ การพัฒนา ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อให้การศึกษา ทัดเทียมกับนานาชาตินะครับ

ยุทธศาสตร์ที่ ๖ การสนับสนุนการพัฒนาเพื่อสร้างทุนปัญญาของชาติ

ยุทธศาสตร์ที่ ๗ การเพิ่มขีดความสามารถของทรัพยากรมนุษย์เพื่อรองรับ การเปิดเสรีประชาคมอาเซียน

ในทุกยุทธศาสตร์ที่พูดถึงมานะครับ ยุทธศาสตร์ที่ ๑ ผมคิดว่าจริง ๆ แล้ว ทางรัฐบาลเองก็ได้มีนโยบายโครงการแท็บเล็ตที่จะต่อยอดให้เด็กได้มีโอกาสค้นคว้าหาความรู้ ป. ๑ ซึ่งโครงการนี้ก็ต้องถือว่าเป็นโครงการหนึ่งที่เพิ่มเงินงบประมาณให้กับกระทรวงศึกษาธิการ เป็นอย่างมากนะครับ เกือบร่วม ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ ซึ่งยังมีค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่แอบแฝง ที่ทางรัฐบาลเองผมเชื่อว่ายังไม่ได้มีการเตรียมการ ยังไม่ได้มีความพร้อมนะครับ ยังไม่คิด อย่างรอบคอบ ในส่วนของแท็บเล็ตเองผมคิดว่าคุณภาพก็ถูกลดด้วยปริมาณนะครับ ผมได้มี โอกาสพูดคุยกับหลายภาคส่วน หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับรู้ข้อมูลก็รู้สึกตกใจนะครับว่า ในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการเองก็ยังมีความไม่แน่ใจว่าโครงการนี้จะสามารถทําได้อย่างที่ รัฐบาลมุ่งหวังนะครับ อย่างในกรณีของการที่จะมีทั้งหมด โรงเรียนที่จะเข้าร่วมในโครงการ ๒๗,๐๐๐ กว่าโรงเรียน ตอนนี้โรงเรียนที่มีความพร้อมในแง่ของอินฟราสตรัคเจอร์ (Infrastructure) โครงข่ายในการที่จะให้บริการวายฟาย (Wi-Fi) เพื่อเข้าถึงข้อมูลข่าวสารอย่างที่ทางรัฐบาล ได้ตั้งเป้าไว้นะครับ มีความพร้อมไม่เกิน ๘๐๐ โรงเรียนเท่านั้นนะครับ เพราะในส่วนนี้ ผมก็คิดว่าเป็นส่วนที่รัฐบาลเองคงต้องเร่งดําเนินการ ทางรัฐบาลอาจจะมีแผนแต่ยังไม่ชัดเจนว่า จะสามารถทําได้อย่างที่รัฐบาลมุ่งหวัง รัฐบาลเองในหลาย ๆ ส่วนผมก็เห็นว่าเป็นการทํา นโยบายเพื่อแก้บนนะครับ เพราะว่าที่ผ่านมาหลาย ๆ นโยบายก็ไม่มีความพร้อมแล้วก็ยังคิด ไม่รอบคอบจริง ๆ นะครับ อย่างแท็บเล็ตเองนี้นะครับ หลายส่วนนะครับ ค่าใช้จ่ายผมคิดว่า ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ค่าบริการรายเดือน ทางรัฐบาลเองผมไม่แน่ใจว่าได้เตรียมในส่วนนี้ไว้อย่างไร เพราะว่าเท่าที่ผมได้พูดคุยกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก็มีค่าบริการรายเดือนที่จะต้องจ่าย ทั้งหมดโดยเฉลี่ยต่อโรงเรียนประมาณ ๖,๐๐๐ กว่าบาท ซึ่งตรงนี้เองถ้าคิดเป็นเดือนก็เดือนละ ประมาณ ๑๗๐ ล้านบาท ซึ่งในส่วนนี้ผมไม่แน่ใจว่ารัฐบาลจะทําอย่างไร และจะมีความพร้อม ขนาดไหน ยังไม่ต้องพูดถึงนะครับ ส่วนหนึ่งที่ผมคิดว่าสําคัญมากและเป็นส่วนที่ผมคิดว่า เป็นผลเสียกับเด็ก ๆ น้อง ๆ ทางรัฐบาลเองได้เตรียมการไว้อย่างไร เพราะว่าเท่าที่ผม ได้พูดคุยกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่างไอซีทีก็ยังไม่พร้อมในการที่จะป้องกันเว็บไซต์ ที่ไม่เหมาะสมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นไวท์ลิสต์ (Whitelist) หรือแบลคลิสต์ (Blacklist) ที่ทางไอซีที ได้มีการกําหนดขึ้นมานะครับ อย่างไวท์ลิสต์จะผ่านทางวายฟายของทางกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งตรงนี้ก็จะมีลิสต์ (List) ที่ทางกระทรวงศึกษาธิการได้ตั้งเอาไว้ว่าให้เข้าได้ไม่เกินประมาณ ๒๐๐-๓๐๐ เว็บไซต์นะครับ แต่ถ้านอกเหนือจากนั้นไปติดวายฟายที่อื่น ทางกระทรวงศึกษาธิการ และทางไอซีทีก็ยังไม่มีความพร้อมในการที่จะจัดการเว็บไซต์ที่ยังไม่สามารถบล็อกได้นะครับ ตรงนี้ผมคิดว่าก็เป็นส่วนที่สําคัญ ยังไม่ต้องรวมถึง มีงานวิจัยของทางมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ซึ่งก็ได้ทําวิจัยกับโรงเรียนนําร่อง ๕ โรงเรียนที่ทางรัฐบาลได้ลองเอาแท็บเล็ตไปใช้ ซึ่งตรงนี้ ผมคิดว่าทางมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ก็ได้ระบุชัดเจนนะครับว่าเป็นผลเสียต่อสายตา ของน้อง ๆ นะครับ จริง ๆ ไม่ควรใช้เกินวันละ ๒-๓ ชั่วโมง ทางรัฐบาลเองต้องการให้เด็กนํา กลับไปใช้ที่บ้าน ซึ่งผมไม่เห็นว่าเป็นประโยชน์อย่างสูงสุดนะครับ จริง ๆ สามารถที่จะ นํามาใช้ร่วมกันได้นะครับ กับพี่ ๆ ม. ๑ ก็ไม่จําเป็นจะต้องจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมให้กับ พี่ ม. ๑ นะครับ เพราะว่าจริง ๆ น้องใช้ไป ๒-๓ ชั่วโมง ในชั่วโมงอื่น ๆ ที่เหลือก็ยังส่งไปให้ รุ่นอื่น ๆ หรือชั้นอื่น ๆ ใช้ได้ ตรงนี้ผมคิดว่าก็จะเป็นส่วนที่ทางรัฐบาลจําเป็นที่จะต้องแก้ไข กล้ามเนื้อมัดเล็กเด็ก ๆ นี้จําเป็นที่จะต้องใช้มือขีดเขียน แต่ว่าทางสํานักเลขาธิการ สพฐ. นี้ ก็ได้บอกผมนะครับว่าในแท็บเล็ตมีแอพพลิเคชั่น (Application) ที่สามารถใช้เขียน ก ไก่ ถึง ฮ นกฮูกได้ ซึ่งก็ไม่เหมือนนะครับ ไม่เหมือนเด็ก ๆ ที่ใช้มือจับปากกาแล้วก็เขียนลงไป บนกระดาษ เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมคิดว่าเป็นผลกระทบที่ทางรัฐบาลเองยังไม่ได้คิดถึง ยังไม่ได้ เตรียมความพร้อม ผมคิดว่าจําเป็นที่จะต้องเตรียมความพร้อม อย่าทําเรื่องนี้ไปแบบลวก ๆ นะครับ เหมือนเรื่องอื่น ๆ ที่ทําผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการแก้ปัญหาน้ําท่วม ภัยแล้ง ไฟป่าหรือว่า แก้ปัญหาของแพงอย่างที่เป็นทุกวันนี้ ให้จบไปเองตามธรรมชาติ แบบนี้ผมคิดว่าคงไม่ได้นะครับ เพราะฉะนั้นสุดท้ายนี้ผมคิดว่าทางรัฐบาลเองจัดทํางบประมาณตัวนี้ขึ้นมา ตรงนี้ในปีนี้ ผมยังเห็นว่าไม่เหมาะสมในหลาย ๆ เรื่อง ผมจึงไม่มีความไว้วางใจที่จะผ่านร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้นะครับ ขอบคุณครับ