สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓๔ · ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๕

ประกอบ รัตนพันธ์ หารือเรื่องการจัดการศึกษาและงบประมาณของกระทรวงศึกษาธิการ โดยเน้นย้ำถึงปัญหาคุณภาพการศึกษาและความไม่สอดคล้องกับปัญหาของประเทศ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องของ แท็บเล็ตที่แจกนักเรียนซึ่งมีปัญหา 3 เรื่อง คือ ความไม่สอดคล้อง ความไม่เหมาะสม และความไม่สมดุล และกล่าวว่า 70% ของโรงเรียนไม่มีความพร้อม และมีปัญหาความโปร่งใสในการจัดงบประมาณ

นายประกอบ รัตนพันธ์ นครศรีธรรมราช

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม ประกอบ รัตนพันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ผมขอกราบเรียนท่านประธานนะครับว่าการอภิปรายร่างพระราชบัญญัติ งบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๖ ในครั้งนี้ กระผมขอเน้นมาที่ กระทรวงศึกษาธิการเพราะถือว่าเป็นกระทรวงหลัก เป็นรากฐานที่สําคัญในการพัฒนา ประชาชนและการพัฒนาประเทศชาติ ท่านประธานครับ ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณ รายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๖ ในวงเงิน ๒.๔ ล้านล้านบาทนั้น ทางรัฐบาลใจดีครับ จัดสรรให้กระทรวงศึกษาธิการถึง ๑๙.๒ เปอร์เซ็นต์ ถ้าคิดเป็นยอดงบประมาณก็ประมาณ ๔๖๐,๐๐๐ ล้านบาท นับว่ามากทีเดียวครับ แต่ท่านประธานครับ ถ้าเราวิเคราะห์เจาะลึกลงไป น่าเสียดายครับ งบประมาณที่มากมายลําดับ ๑ ของประเทศชาติในครั้งนี้ ทางกระทรวงศึกษาธิการ มิได้ใช้ตอบสนองนโยบายของรัฐบาลและนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และที่สําคัญที่สุดไม่ตอบสนองนโยบายของชาติ วันนี้ชาติของเรามีปัญหาที่สําคัญที่สุด ท่านประธานครับ ก็คือเรื่องคุณภาพทางการศึกษา เรื่องของโอกาสทางการศึกษา ผมขออนุญาต นําเรียนท่านประธานในเรื่องโอกาสทางการศึกษา วันนี้ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช ๒๕๔๒ หรือแม้แต่ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ให้โอกาสเยาวชนของชาติ ได้ศึกษาฟรี ๑๕ ปี อย่างทั่วถึงมีคุณภาพและไม่เก็บค่าใช้จ่าย ท่านประธานครับ จะเห็นว่า รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์คราวที่แล้ว เราจัดสรรค่าใช้จ่าย ๑๕ ปีให้กับโรงเรียน ให้กับ นักเรียนอย่างเพียงพอ ทั้งในเรื่องของค่าเล่าเรียน เรื่องของอุปกรณ์การเรียนสมุดหนังสือ เรื่องของกิจกรรมเสริมหลักสูตร เรื่องของชุดนักเรียนอะไรต่าง ๆ สิ่งที่คิดว่าเป็นปัจจัยสําคัญ ต่อการจัดการศึกษา เราจัดให้อย่างครบ แต่วันนี้ก็ต้องขอบคุณรัฐบาลนะครับ ไม่ตัดลด รายจ่ายตรงนี้ แต่ผมกราบเรียนว่าวันนี้ภาวะเศรษฐกิจที่มันเปลี่ยนแปลงไป ที่เราประจักษ์กัน ทุกคนนะครับว่าข้าวของทุกหมวด รายจ่ายแพงขึ้นครับ แต่น่าเสียดายทางกระทรวงศึกษาธิการ มิได้จัดงบประมาณในการเรียนฟรี ๑๕ ปี ให้มันสอดคล้องกับภาวะเงินเฟ้อ ให้สอดคล้อง กับราคาสินค้าที่มันแพงขึ้น ไม่ว่าชุดนักเรียน สมุด หนังสืออะไรต่าง ๆ ทุกอย่างครับ ก็ทําให้ โรงเรียนต้องคิดนอกกรอบ ซึ่งผมกราบเรียนว่าจริง ๆ ไม่นอกกรอบละครับ นอกนโยบาย นอกรัฐธรรมนูญก็คือเก็บค่าใช้จ่ายที่นอกเหนือจากที่รัฐจัดสรรให้หรือรัฐรับผิดชอบ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตท่านประธานนะครับว่าขณะนี้ท่านทราบไหม ลูกหลานของเรา ที่ไปเรียนฟรีตามโครงการเรียนฟรี เรียนดี ๑๕ ปีอย่างมีคุณภาพ ใน ม. ๑ ครับ ผู้ปกครองต้องรับภาระ ค่าใช้จ่ายเพิ่มจากที่รัฐจัดสรรให้ไม่น้อยกว่า ๒,๐๐๐ กว่าบาท ๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ บาทแล้วแต่ โรงเรียน ใน ม. ปลายเช่นเดียวกันครับ ม. ๔ ก็ประมาณ ๓,๐๐๐-๕,๐๐๐ บาท แล้วแต่ โรงเรียน ท่านประธานครับ ผมกราบเรียนว่านโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการนั้น ไม่ชัดเจน เปิดช่องว่างให้โรงเรียนไปสร้างภาระให้กับผู้ปกครองมากเป็นพิเศษ ผมได้สํารวจ ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่โรงเรียนเรียกเก็บ ท่านประธานครับ มีหลายรายการด้วยกัน เช่นอะไรบ้างครับ เช่น เรื่องค่าบํารุงศึกษาห้องเรียนพิเศษ บางโรงเรียนเก็บถึงปีละ ๑๗,๐๐๐-๒๐,๐๐๐ บาท แล้วแต่โรงเรียน ค่าสอนคอมพิวเตอร์ที่เกินจากมาตรฐานของรัฐ อันนี้แสดงว่ารัฐไม่มีมาตรฐานในการจัด คอมพิวเตอร์ให้กับโรงเรียนนะครับ เก็บแล้วแต่โรงเรียนครับ บางโรงเรียน ๕๐๐ บาท บางโรงเรียน ๑,๐๐๐ บาท บางโรงเรียนก็เกิน ค่าจ้างครูต่างประเทศ ค่าจ้างครูที่มีความ เชี่ยวชาญในสาขาเฉพาะ ค่าสมาคมผู้ปกครองและครูเก็บด้วยนะครับ ค่าสมาคมผู้ปกครอง และครู ค่าประกันชีวิต ค่าบัตรประจําตัวนักเรียน ค่าวารสารประชาสัมพันธ์ ค่าปฐมนิเทศ ก็เก็บด้วยนะครับ ค่ากิจกรรมปรับพื้นฐานในการเรียน เหล่านี้เป็นต้น ที่ผมเสาะแสวงหามาว่า ทางนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการเปิดโอกาสให้โรงเรียนได้จัดเก็บเพิ่มเติมเป็นการสร้าง ภาระให้กับผู้ปกครองมากน้อยแค่ไหน อย่างไร นี่เป็นเพียงตัวอย่าง ที่ผมกราบเรียน ท่านประธานนะครับ เพื่อที่จะให้ท่านประธานตระหนักได้รับทราบข้อเท็จจริงว่าวันนี้โครงการ เรียนฟรี ๑๕ ปีอย่างมีคุณภาพ ตามที่พวกเรามีเจตนารมณ์ร่วมกันว่ารัฐต้องดูแลบุตรหลาน ของเราให้ได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายอย่างมีคุณภาพและทั่วถึง ปรากฏว่าไม่ใช่ครับ วันนี้โรงเรียนไปเก็บเพิ่มเติมนะครับ จากผู้ปกครองนี่ ๒,๐๐๐-๕,๐๐๐ บาท ผมลองทบทวนไปว่าก่อนที่เราไม่มีโครงการเรียนฟรี ๑๕ ปี ก่อนที่รัฐบาลไม่มีโครงการเรียน ฟรี ๑๕ ปีนี่ปรากฏว่าผู้ปกครองจ่ายเท่าไรนะครับ ตอนนั้น ม. ๑ ไม่เกิน ๑,๕๐๐ บาทครับ ม. ๔ ม. ปลายนี่ไม่เกิน ๒,๐๐๐ บาท แต่วันนี้เมื่อเรียนฟรีนี่ผู้ปกครองรับภาระมากกว่าเดิม ซึ่งเป็นเรื่อง ที่ไม่ถูกต้อง

ท่านประธานครับ เรื่องที่ ๒ เป็นเรื่องที่พวกเรากังวลกันมากนะครับ การจัดการศึกษา การจัดงบประมาณรายจ่ายประจําปีให้กับกระทรวงศึกษาธิการนั้น ผมกราบเรียนว่าเราหวังเรื่องคุณภาพทางการศึกษา เพราะวันนี้คุณภาพทางการศึกษา ของบ้านเรามีปัญหานะครับ มีปัญหาอย่างไรครับ ในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานก็พูดอย่างนี้ ครับว่า อยู่ครบจบแน่ อยู่ครบจบแน่ นั่นหมายความว่าถ้านักเรียนเรียนอยู่ครบชั้นปีนะครับ ป. ๖ เรียน ๖ ปี จบ ป. ๖ ม. ๑ ม. ๒ ม. ๓ ครบ ๓ ปีจบ ม. ต้น เรียนต่อ ๓ ปีจบ ม. ปลาย คุณภาพแตกต่างกันอย่างมากมาย ยอมรับว่าบางคนนี่เก่งมาก ๆ แต่บางคนนี่ไม่สมภูมิกับ ระดับชั้นที่สําเร็จการศึกษามา นี่คือปัญหาคุณภาพ ระดับอุดมศึกษาครับ ท่านประธาน เคยได้ยินนะครับว่าจ่ายครบจบแน่ ด้วยตรงนี้เองครับ ก็ทําให้การศึกษาของบ้านเราตกต่ํา โดยที่รัฐไม่สามารถจัดสรรงบประมาณไปสอดคล้องกับปัญหาของการศึกษาได้อย่างมีคุณภาพ ท่านประธานครับ ในระดับมัธยมศึกษาต้นตอน ม. ๓ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ม. ๖ ผลการทดสอบโอเน็ต (O-NET) ท่านประธานคงทราบดี แล้วผมพูดทุกปีนะครับ แต่ไม่กระเตื้องขึ้น ไม่ดีขึ้น วิชาหลักทุกวิชา คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ไม่ถึงครึ่งครับ ตกทุกวิชา ถ้าเทียบประเมินกับต่างชาติโดยใช้ข้อสอบกลางนะครับ ไม่ว่าของพิซซ่านะครับ ก็ปรากฏว่าวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์นี่เด็กไทยอยู่ลําดับล้าหลังนะครับ ในทุกเรื่องก็เป็น เรื่องที่ผมคิดว่าพวกเราควรตระหนัก ฉะนั้นในการจัดงบประมาณถึงแม้ว่ากระทรวงศึกษาธิการ ได้รับงบประมาณมากเป็นพิเศษ แต่ถ้าเกิดจัดไม่สอดคล้องกับปัญหาของประเทศนี่มันย่อมจะ มีปัญหา

ปัญหาหลักอีกเรื่องหนึ่งครับ ซึ่งเป็นเรื่องที่พวกเรากังวลมาก คือเรื่องของ แท็บเล็ตที่แจกนักเรียนปรากฏว่ามีปัญหา ๓ เรื่องครับ

เรื่องที่ ๑ ความไม่สอดคล้อง ความไม่สอดคล้องนี้หมายความว่าเด็กในช่วงชั้น ป. ๑ ถึง ป. ๓ ควรจะได้รับการพิจารณาในเรื่องของความรู้ความสามารถในการอ่านออก เขียนได้ เรื่องการพัฒนาร่างกายนะครับ

เรื่องที่ ๒ ท่านประธานครับ ไม่เหมาะสมกับความพร้อมของการศึกษา จากผลการวิเคราะห์ ผลการวิจัยปรากฏว่าโรงเรียน ๗๐ เปอร์เซ็นต์ไม่มีความพร้อม ที่พร้อม ๓๐ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น แล้วก็มีผลกระทบกับสายตาของเด็กนะครับ สิ่งที่สําคัญที่สุดก็คือ เรื่องความโปร่งใสซึ่งเป็นปัญหาของเราในวันนี้นะครับ เพราะว่าครั้งแรกตกลงซื้อจีทูจี กลายมาเป็นเอ็มโอยู (MOU) เปลี่ยนสเปก เปลี่ยนราคา ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ประชาชน รับไม่ได้ ก็กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่าเรามีความภาคภูมิใจว่ากระทรวงศึกษาธิการ ได้รับงบประมาณมากแต่งบประมาณส่วนใหญ่ไม่สอดคล้องกับปัญหาของประเทศชาติครับ ผมเลยไม่ค่อยเห็นด้วยกับการจัดงบประมาณครั้งนี้ครับ กราบขอบพระคุณมากครับ