สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓๔ · ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๕

อลงกรณ์ พลบุตร วิจารณ์งบประมาณรายจ่ายปี 2556 ที่มียอดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยกล่าวว่าไม่มีวิสัยทัศน์ สุ่มเสี่ยง และไม่ก่อให้เกิดอนาคตที่มั่นคงยั่งยืน นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการส่งออกของประเทศไทยที่ติดลบในไตรมาสแรก และเรียกร้องการเตรียมประเทศให้พร้อมในการเผชิญกับความท้าทายทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการสร้างระเบียงเศรษฐกิจและเปลี่ยนจากผลิตสินค้าราคาถูกไปสู่ผลิตสินค้าที่มีมูลค่าสูงขึ้น

นายอลงกรณ์ พลบุตร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอลงกรณ์ พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กระผม ต้องขอบคุณท่านประธานที่ได้กรุณาให้กระผมได้ใช้สิทธิอภิปรายแสดงความคิดเห็น ต่อร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๖ ซึ่งเราจะเริ่มใช้ ตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๕ จนสิ้นเดือนกันยายน ปี ๒๕๕๖ ถือเป็นงบประมาณที่มียอด สูงสุดเป็นประวัติการณ์นะครับ ๒.๔ ล้านล้านบาท และเป็นงบประมาณฉบับแรกที่จัด โดยรัฐบาลชุดปัจจุบัน นั่นแสดงให้เห็นว่าการเสนอสภาผู้แทนราษฎรให้พิจารณาร่างงบประมาณ ดังกล่าวนี้ได้สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ เป้าหมาย การบริหารจัดการ แล้วก็ผลลัพธ์ที่รัฐบาลปัจจุบัน ประสงค์ที่จะให้เกิดผลจากการใช้งบประมาณเป็นเครื่องมือในการบริหารและพัฒนาประเทศ ผมไม่เห็นจุดเปลี่ยนใด ๆ ในงบประมาณ ปี ๒๕๕๖ อาจจะกล่าวได้ว่าเป็นงบไร้วิสัยทัศน์ แล้วก็สุ่มเสี่ยงต่อการที่เราใช้งบประมาณที่มียอดสูงเป็นประวัติการณ์ แต่ไม่ได้ก่อให้เกิด อนาคตที่มั่นคงยั่งยืนสําหรับประเทศ ที่ผมกล่าวเช่นนี้อยากจะเรียนว่ามีโจทย์หลายโจทย์ ทีเดียวในแต่ละปีที่ท้าทายต่อประเทศไทย แต่ต้องเข้าใจว่าโลกไม่รอประเทศไทยนะครับ เวลาก็ไม่รอประเทศไทย อยู่ที่รัฐบาลจะสามารถบริหารนําพาประเทศไปสู่โอกาสที่ดีกว่า ได้อย่างไร ผมยกตัวอย่าง ๒ ตัวอย่างเท่านั้นละครับ

ตัวอย่างที่ ๑ ก็คือการขาดดุลการค้าในเดือนมีนาคมสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เมื่อเดือนกว่าที่ผ่านมานี้ครับ เราขาดดุลเกือบ ๑๕๐,๐๐๐ ล้านบาท ยอดส่งออกลด ท่านประธานคงทราบว่าที่ผมหยิบยกประเด็นนี้ขึ้นมาเพราะว่าประเทศไทยพึ่งพารายได้ จากการส่งออกคิดเป็นกว่า ๗๐ เปอร์เซ็นต์ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ หรือจีดีพี ถ้าเอาการส่งออกและนําเข้ารวมกันเกินกว่าผลผลิตมวลรวมประชาชาติ หรือจีดีพี ของประเทศ นั่นหมายความว่าภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการของเรา การจ้างงาน ของเรา ลูกหลานของเรา ตัวเรานั้นต้องพึ่งพาการส่งออกทั้งสินค้าและบริการเป็นสําคัญ เมื่อพิจารณาตัวเลขดังกล่าวเพื่อความเป็นธรรมกับรัฐบาลก็อาจจะกล่าวได้ว่าการส่งออก ที่ทรุดหนักเป็นผลกระทบมาจากการผลิตที่ได้รับผลพวงกรณีของมหาอุทกภัยปีที่แล้ว แต่รัฐบาลไม่ได้พิสูจน์ฝีมือในยามที่ต้องเผชิญกับปัญหาวิกฤตการณ์ดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ของการสร้างตลาดใหม่ การขยายสินค้าที่เจาะไปยังตลาดเดิมและตลาดใหม่เพื่อที่จะรักษา อัตราการเติบโตทางการส่งออก ซึ่งในรัฐบาลที่ผ่านมาต้องเรียนท่านประธานว่าได้ทํายอด การส่งออกสูงสุดเป็นประวัติศาสตร์ของประเทศครับ ทําให้การเติบโตทางเศรษฐกิจขยายตัว สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ในรอบทศวรรษ แต่เมื่อรัฐบาลเข้ามาในเดือนสิงหาคมเผชิญกับ มหาอุทกภัยฐานการผลิตได้รับผลกระทบ อันนั้นเป็นสิ่งหนึ่งที่อย่างน้อยด้วยความเป็นธรรม ผมก็เข้าใจได้ว่ามีผลต่อยอดการส่งออก แต่ผ่านไปเกือบปีเราก็ยังมะงุมมะงาหราด้วยตัวเลข การส่งออกที่ติดลบในไตรมาสแรกอย่างน่าวิตก ขณะเดียวกันรัฐบาลไม่ได้เตรียมสําหรับ การเปลี่ยนแปลงในอนาคตเลยว่าทําอย่างไรเราจะสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการ ที่เราส่งออก เพราะเมื่อดูในยุทธศาสตร์การพัฒนาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี การวิจัยและ นวัตกรรม รัฐบาลจัดให้เพียง ๐.๘ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง ท่านประธานครับ ตอนที่ผมได้รับ เชิญไปกล่าวสุนทรพจน์ครบรอบ ๖๙ ปีการก่อตั้งบริษัทไอบีเอ็ม ในประเทศไทย และครบรอบ ๑๐๐ ปีของไอบีเอ็ม เขาอยากฟังวิสัยทัศน์เรื่องโมเดล (Model) เศรษฐกิจใหม่ คือเศรษฐกิจสร้างสรรค์ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมได้ทราบว่าบริษัทอย่างไอบีเอ็มเมื่อ ๑๐ กว่าปีที่แล้ว ล้มละลายครับ แล้วก็ใช้การลงทุนด้านการพัฒนาเทคโนโลยีด้วยการวิจัยและพัฒนา อาร์แอนด์ดี ในที่สุดได้อนุสิทธิบัตร ได้สิทธิบัตร ได้ผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ นวัตกรรมใหม่ ๆ ขึ้นมา ๑๐ ปีให้หลังกลายเป็นบริษัทที่มูลค่าแบรนด์ (Brand) ของบริษัทนั้นสูงเป็นอันดับ ๒ ของโลกครับ เราเรียนรู้กันและกัน แต่รัฐบาลก็ต้องเรียนรู้ ไม่ใช่การที่เสนองบประมาณ มาเสนอให้มาเคยทําอย่างไรทําอยู่อย่างนั้น เคยมีลิ้นชักอยู่ ๗-๘ ลิ้นชัก ก็ใส่มา ๗-๘ บรรทัด เพียงแต่กรอกตัวเลขต่างกันเท่านั้นเอง ถ้าเป็นอย่างนี้ไร้วิสัยทัศน์และไม่เตรียมประเทศ ให้พร้อม การเตรียมประเทศให้พร้อมนั้นต้องดูความท้าทายที่เข้ามา และแน่นอนที่สุด ผมต้องเรียนท่านประธานว่ารัฐบาลไม่ได้อินังขังขอบเลยครับ ต่อความท้าทายที่เผชิญอยู่

๑. ก็คือเศรษฐกิจโลกภายหลังยุควิกฤตการณ์แฮมเบอร์เกอร์ (Hamburger)

๒. วิกฤตการณ์ยูโร (Euro) ที่กําลังเกิดอย่างต่อเนื่องจนถึงวันนี้

๓. ก็คือสึนามิที่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งกระทบต่อการผลิตและการย้ายฐานผลิต ที่ทําให้ห่วงโซ อุปทานของการผลิตโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมรถยนต์ ด้านไอที (IT) ด้านเครื่องใช้ไฟฟ้าและอื่น ๆ นั้นกระทบกระเทือนไปหมด จนกระทั่งมาถึงมหาอุทกภัย ในประเทศไทยที่กระทบฐานการผลิต และแน่นอนการที่เราจะต้องเตรียมความพร้อมเมื่อเราประกาศเป็นศูนย์กลางอาเซียนเราก็ จําเป็นที่จะต้องเตรียมความพร้อม แต่ไม่ใช่เฉพาะประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน แต่หมายถึง ประชาคมอาเซียนซึ่งมี ๓ เสา ทั้งเรื่องสังคม วัฒนธรรม การเมือง ความมั่นคง และในเรื่อง ของเศรษฐกิจอาเซียน ความท้าทายดังกล่าวนั้นถือได้ว่าเป็นจุดเปลี่ยนที่ถึงเวลาที่เราจะต้อง เปลี่ยน ถามว่าประเทศไทยจะเปลี่ยนได้อย่างไร เปลี่ยนโดยรัฐบาล เปลี่ยนโดยงบประมาณ ที่ผ่านไปสู่การปรับเปลี่ยนแผนงาน โครงการ ผมเคยเรียนท่านประธานว่าเวลาไม่รอประเทศไทย ประเทศอื่น ๆ ที่เป็นคู่ค้า คู่ขาย คู่แข่งเขาก็ไม่รอประเทศไทยถ้ารัฐบาลยังสับขาย่ําอยู่กับที่ ศักยภาพขีดความสามารถในการแข่งขันของเราไม่แข็งแรง ไม่แข่งขันได้เราจะสูญเสียเหมือน อย่างที่เราสูญเสียความเป็นประเทศแชมป์ (Champ) ส่งออกข้าวในรอบ ๒๐-๓๐ ปี ผมเรียน ท่านประธานว่าการเปลี่ยนแปลงให้เกิดจุดเปลี่ยนนั้นมันทําได้ครับ ถ้ารัฐบาลยังไม่เข้าใจ ผมก็จะบอกยกตัวอย่างว่าประตูตะวันตกที่รัฐบาลที่แล้วได้ขับเคลื่อนผลักดันเปิดประตูทวาย จนสําเร็จ ประเทศไทยได้สัมปทานแต่ผู้เดียวจากรัฐบาลพม่าเมื่อวันที่ ๑๙ พฤษภาคม รัฐบาล ก็ประชุม ครม. สัญจร เราก็สานงานต่อก่องานกันไปเพื่อประโยชน์ประเทศชาติ แต่นั่นคือ การให้เห็นถึงเมื่อเห็นวิสัยทัศน์ เห็นโอกาสเราก้าวข้ามเทือกเขาตะนาวศรีและไปสู่มิติใหม่ ของประเทศ สร้างความเป็นศูนย์กลางแห่งความเชื่อมโยงหรือว่าความเป็นศูนย์กลางของ อาเซียนด้วยการพัฒนาโลจิสติกส์ นี่คือการสร้างจุดเปลี่ยนให้กับประเทศจากที่ภาคตะวันตก ของเราไม่มีทางออกทะเลสู่มหาสมุทรอินเดียแต่เราก็ทําได้ในเวลาเพียงแค่ปีเศษ ๆ เท่านั้นเอง หรือข้อเสนอที่บอกว่าเราเปลี่ยนสามแยกวังมะนาวเป็นสี่แยกวังมะนาว หมายความว่าอย่างไร หมายความว่าเรากําลังจะสร้างระเบียงเศรษฐกิจ สี่เหลี่ยมเศรษฐกิจ ขึ้นระหว่างทวาย จังหวัดกาญจนบุรี จังหวัดราชบุรี จังหวัดเพชรบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ด่านสิงขรไปสู่มะริด ตรงนี้ก็เป็นการสร้างในลักษณะการสร้างจุดเปลี่ยน นั่นหมายความว่า อย่างไร กระบวนการงบประมาณที่ผมไม่เห็นปรากฏในงบประมาณฉบับนี้ในการสนับสนุน จุดเปลี่ยนดังกล่าว แต่จุดเปลี่ยนที่สําคัญที่ผมอยากจะเรียนท่านประธานก็คือว่าประเทศนี้ ยากจนล้าหลังมานานแล้วครับ ด้วยการที่เราผลิตสินค้าราคาถูก ๆ อย่างไรครับ เราพูดกันถึง ค่าแรงขั้นต่ํา ซึ่งก็ยังต่ําอยู่ในขณะที่ค่าครองชีพสูงชักหน้าไม่ถึงหลัง ผมกําลังบอก ท่านประธานว่ามันน่าผิดหวังอยู่นะครับ เมื่อเราไม่เห็นงบประมาณในการสนับสนุนในเรื่อง ของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ผมจําได้ว่าท่านนายกรัฐมนตรีก็ดี ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และต่อมาเปลี่ยนเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและเป็นรองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายเศรษฐกิจได้เคยตอบกับผมว่ายินดีที่จะสานต่อนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ซึ่ง ฯพณฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็พัฒนาขึ้นอีกระดับหนึ่งเป็นเศรษฐกิจนวัตกรรมหรืออินโนเวทีฟ อีโคโนมี (Innovative Economy) ตรงนี้เองที่เราจะเปลี่ยนประเทศไปสู่การผลิตสินค้าที่มีมูลค่าสูงขึ้น เปรียบง่าย ๆ คือการเปลี่ยนจากประเทศที่ผลิตเสื้อผ้าเย็บโหล รับจ้างเย็บเสื้อโหลและถาม บอกว่าคนไทยเย็บเสื้อโหลจะมีความร่ํารวยได้อย่างไร เย็บไปให้คนอื่นเขารวย เราจะเปลี่ยน ประเทศมาสู่การผลิตสินค้าที่มีการออกแบบ มีดีไซน์ (Design) ที่เรียกว่าเปลี่ยนจากโออีเอ็ม (OEM) เป็นโอดีเอ็ม (ODM) มีดีไซน์ แล้วก็ไปสู่การเป็นประเทศที่เป็นเจ้าของแบรนด์ ซึ่งจําเป็นจะต้องมีระบบทรัพย์สินทางปัญญาที่เข้มแข็ง จะต้องมีการส่งเสริมนโยบาย เศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างต่อเนื่อง วันนี้น่าเสียดายครับ นโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ที่รัฐบาลชุดที่แล้วได้วางโครงสร้างพื้นฐานไว้ให้หมดแล้วครับ ตั้งสํานักงานเศรษฐกิจ สร้างสรรค์ไว้ที่สํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี มีกองทุนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไว้ให้ ๓๐๐ ล้านบาท ในการประเดิมตั้งสถาบันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่เรียกว่า ครีเอทีฟ อะคาเดมี่ (Creative Academy) ไว้ ๑๕ อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ครอบคลุมหมดร่วมมือกับ ๑๐๐ กว่ามหาวิทยาลัย และสมาคมการค้าทั้งประเทศ ได้คัดเลือกเมืองต้นแบบ เมืองสร้างสรรค์ที่เรียกว่า ครีเอทีฟ ซิตี้ (Creative City) ไว้เรียบร้อย พัฒนาตําราวิชาเรียนเพื่อให้เกิดการเรียนการสอนให้ สังคมไทย การศึกษาไทยไปสู่พันธุ์ใหม่ก็คือเปรียบเหมือนลูกไก่ ไม่ใช่ลูกนก ก็คือรู้จักไขว่คว้า หาความรู้เหมือนลูกไก่คุ้ยเขี่ยหาความรู้ไม่ว่าด้วยแท็บเล็ตด้วยอินเตอร์เน็ต ด้วยอะไร ซึ่งเอื้ออํานวยในด้านเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา ตํารับตําราเหล่านั้นส่งไปหมดแล้วครับ อยู่ที่กระทรวงศึกษาธิการ อยู่ที่กระทรวงมหาดไทย อยู่ที่กระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งมีสถาบันการศึกษาในสังกัด วันนี้ไม่ขยับอะไรเลยครับ ท่านต้องการให้ประเทศนี้ยากจนอย่างนั้นหรือครับ อยากให้คนไทยนั้นมีรายได้ต่ํา ขายแรงงานกินด้วยการผลิตสินค้าราคาต่ํา ๆ น้ําท่วมครั้งนี้ไม่ได้สอนท่านเลยหรือครับว่า เราจะต้องสร้างจุดเปลี่ยนประเทศ โรงงานในนิคมอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ในประเทศไทยนั้น เราประกอบสิ่งของทั้งสิ้นครับ สินค้าอุตสาหกรรมเราไม่ได้แตกต่างกับช่างเย็บเสื้อโหลเลยครับ เรามีมาร์จิน (Margin) ต่ําเหลือเกิน วันนี้จะเห็นได้ว่าเมื่อเราตรวจวัดขีดความสามารถในการ แข่งขันระหว่างประเทศ ไม่ว่าโดยไอเอ็มดี (IMD) ก็ดี โดยเวิรล์ดแบงก์ (World bank) ก็ดี หรือว่าดับบลิวอีเอฟ (WEF) ก็ดี สถานะเราไม่กระเตื้องขึ้นเลยครับ รัฐบาลนี้ได้เห็นถึง ประสบการณ์ ได้เห็นถึงปัญหาแล้ว แต่ว่าเมื่อมีเวลามีโอกาสของการบริหารประเทศ มีเวลา ของการที่จะสร้างจุดเปลี่ยนด้วยการเข้าใจต่อปรากฏการณ์ของโลกที่เปลี่ยนแปลง เราไม่ได้ ทําอะไรเลย ผมเรียนท่านประธานว่าสิ่งที่ยกเป็นตัวอย่างสั้น ๆ นะครับ ให้เห็นว่าจริง ๆ แล้ว ทําได้ทันที แต่เราก็ไม่เคยทํา และเป็นโอกาสก็คือการที่เราจะมีประชาคมการเมืองและ ความมั่นคงอาเซียน เราจะมีสิ่งที่เรียกว่าเป็นการป้องกันร่วมกันของอาเซียนหรือคอมมอน ดีเฟนซ์ (Common Defense) ดังนั้นจะเป็นโอกาสของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศครับ มีมูลค่า ๗๐๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปี ประเทศไทยมีฐานการผลิตยานยนต์และชิ้นส่วนอะไหล่ เรามีฐานการผลิตในด้านของสิ่งทอเครื่องนุ่งห่ม เรามีฐานการผลิตมากมาย ตลาดที่เราจําเป็น จะต้องหาตลาดใหม่ ๆ อย่างเช่นตลาดในด้านของยุทธพันธ์ครับ เชื่อไหมครับว่าเมื่อ ๘๐ กว่าปีก่อน ประเทศไทยผลิตเครื่องบินนะครับ สมัยนั้นยังใช้เครื่องบินปีกชั้นเดียว ปีกสองชั้น เครื่องยนต์เดียว ประเทศไทยผลิตรุ่นจันทรุเบกษา ผลิตเครื่องบินรุ่นบริพัตร วันนี้เรากลายเป็นซื้ออย่างเดียว เราผลิตปืน ๑๑ มม. ท่านประธานคงทราบนะครับ ที่เรียกว่า ปพ. ๘๖ คือผลิตในปี ๒๔๘๖ แต่ก็คือปืนรุ่น ๑๑ มม. นั่นนะครับ หรือแม้แต่ ปลย. ปืนเล็กยาว เอสเค (SK) ๓๓ นี่เราผลิต มานานแล้วในปี ๒๕๑๑ ถึงวันนี้เราซื้อเอ็ม 16 (M 16) กระบอกหนึ่ง ๑๐๐,๐๐๐ กว่าบาท ขณะที่เรามีเครื่องจักรในการผลิตอยู่ที่กรมสรรพาวุธ รัฐบาลไปหลับอยู่ที่ไหนครับ ผมยกตัวอย่างเหล่านี้มาเพื่อให้เห็นว่าโอกาสของการเกิดประชาคมอาเซียนเป็นตัวอย่าง ให้เห็นว่าเราสามารถที่จะแสวงหาโอกาสจากตลาดเหล่านี้ด้วยฐานการผลิตที่มีอยู่ แล้วก็ ใช้จุดเปลี่ยนจากฐานเอกชนพลเรือนมาสู่ฐานของยุทธพันธ์ เหล่านี้เป็นต้น เหมือนที่ ประเทศมาเลเซียได้ก้าวไปอีกขั้นหนึ่งแล้ว และเราไม่ควรที่จะสูญเสียโอกาสในตลาดเช่นนี้ ผมได้เห็นงบประมาณในสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศเพิ่มขึ้น ๓๐๐ ล้านบาท แต่ท่านประธานครับ จริง ๆ แล้วเป็นงบผูกพันตั้งแต่ปีที่แล้ว ตั้งแต่รัฐบาลที่แล้ว เท่ากับว่า ไม่ได้เพิ่มขึ้นและลดลงไป ๒๐๐ ล้านบาทด้วยซ้ํา นี่คือสิ่งที่อยากบอกว่าเมื่อมีงบประมาณ เข้ามาเป็นเครื่องมือบริหารประเทศต้องสร้างจุดเปลี่ยนต่อความท้าทายทั้งในภูมิภาคระดับโลก และใช้ฐานสหภาพของเราสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยนวัตกรรมใหม่ ๆ ด้วยเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ในที่สุดแล้วชาวนาก็จะไม่มีซังกับหนี้ เพราะการขายเป็นตันก็จนเป็นตัน หนี้เป็นตันอยู่ เราสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ด้วยการขายเป็นกรัม ขายเป็นกิโลกรัม ด้วยการสร้างแบรนด์ ด้วยการแปรรูป สิ่งเหล่านี้เสียดายครับ รัฐบาลได้ทําให้ประเทศนี้สูญเสียโอกาส ในชั้นคณะกรรมาธิการผมจะแปรญัตตินะครับ ในกระทรวงที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเพื่อที่จะให้ รัฐบาลได้ยอมรับมาสู่การเปลี่ยนแปลงเพื่ออนาคตที่ดีกว่าครับ นั่นคือความหมายของ งบประมาณแผ่นดิน ๒.๔ ล้านล้านบาทที่น่าจะเป็นประโยชน์กับคนไทยทั้งปวงและอนาคต ของประเทศไทย ขอบคุณท่านประธาน