สภาผู้แทนราษฎร · ครั้งที่ ๓๔ · ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๕

ชนินทร์ รุ่งแสง หารือเรื่องร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. ๒๕๕๖ และวิพากษ์วิจารณ์นโยบายของรัฐบาลที่ลดราคาพลังงานทุกชนิด ที่ทำให้กองทุนน้ํามันติดลบ และส่งผลกระทบต่อราคาสินค้า นอกจากนี้ยังหารือเรื่องขึ้นค่าแรง 300 บาท และเรียกร้องการสนับสนุนจากภาครัฐ โดยเน้นย้ำถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการขึ้นค่าแรง เช่น การปิดกิจการเพิ่มขึ้น 41% และการไม่มีการเตรียมพร้อมของภาครัฐในการช่วยเหลือเอสเอ็มอี นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการแก้ไขปัญหาการนำเข้าน้ำมันปาล์ม โดยวิพากษ์วิจารณ์การดำเนินการของรัฐบาลที่ไม่เหมาะสม และเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเปลี่ยนแปลงนโยบายและวิธีการแก้ไขปัญหาเพื่อให้ประชาชนได้รับการช่วยเหลือที่แท้จริง

นายชนินทร์ รุ่งแสง กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ชนินทร์ รุ่งแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ผมจะขออภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจํา ปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๕๖ ซึ่งถือว่าเป็น ครั้งที่ ๒ ในรอบปีสําหรับรัฐบาลชุดนี้ที่ได้มีโอกาส เสนองบประมาณเข้าสู่สภาแห่งนี้ สิ่งที่ผมจะอภิปรายจะเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับ ยุทธศาสตร์ที่ ๑ ๑.๗ แผนงานลดภาระค่าครองชีพและส่งเสริมรักษาเสถียรภาพราคา พลังงานแล้วก็จะคาบเกี่ยวไปถึงแผนงานที่ ๓.๓ เรื่องของการยกระดับความสามารถในการ แข่งขันของภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคอุตสาหกรรมเอสเอ็มอีหรืออุตสาหกรรม ขนาดกลางและขนาดย่อม ท่านประธานที่เคารพครับ ปฏิเสธไม่ได้นะครับ ในขณะนี้ ประชาชนทั้งประเทศกําลังเดือดร้อนในเรื่องของราคาข้าวของที่แพง ในเรื่องของค่าครองชีพ ที่สูง ขณะนี้ที่บอกว่าเป็นการแพงทั้งแผ่นดินเป็นเรื่องจริงครับ เพราะว่าตัวเลขรายรับไม่พอ กับรายจ่าย แต่ผมจะชี้ให้เห็นว่าสิ่งสําคัญที่สุดของการล้มเหลวของการแก้ไขปัญหา ไม่ใช่ เรื่องของคิดไปเอง ไม่ใช่เรื่องของฤดูกาล ท่านประธานที่เคารพครับ ต้นทุนสําคัญที่สุดของ การผลิตสินค้า นั่นก็คือพลังงาน ซึ่งผมเองในฐานะที่เป็นฝ่ายค้านและหลาย ๆ ครั้ง หลาย ๆ โอกาสที่พวกเราได้ทักท้วงกัน ก็คืออยากจะให้รัฐบาลได้หันมาให้ความสําคัญสนใจกับเรื่อง ของต้นเหตุของปัญหา แต่ว่าในหลาย ๆ เดือนที่ผ่านมานะครับ ก่อนจะเกิดเหตุถือว่าวิกฤติ ในขณะนี้นั้น รัฐบาลทํานโยบายที่สวนทางโดยสิ้นเชิง ท่านประธานที่เคารพครับ เรื่องของ พลังงานที่ได้รับผลกระทบมาก ปฏิเสธไม่ได้ครับ เกิดจากนโยบายเริ่มต้นเข้ามาทํางานของ รัฐบาล โดยการใช้นโยบายประชานิยมแบบสิ้นคิด ไม่คิดถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น แน่นอน ที่สุดครับ เรื่องที่ผมจะพูดก็คือเรื่องของการที่ไปปรับลดราคาพลังงานทุกชนิด ทุกประเภท ตั้งแต่เริ่มต้นเข้ามาทํางานของรัฐบาล ทําให้กองทุนน้ํามันจากบวก ในสิ้นเดือนสิงหาคม ปี ๒๕๕๔ มีบวกอยู่ถึง ๑,๓๕๖ ล้านบาท ๓ เดือนผ่านไปจนถึงสิ้นปี ติดลบครับ ๑๔,๐๐๐ ล้านบาท และขณะนี้กองทุนน้ํามันติดลบ ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท เกือบ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท กองทุนน้ํามันถือว่าเป็นกลไกสําคัญในการ ที่จะทําให้รักษาเสถียรภาพของราคาน้ํามันในการที่จะให้รัฐบาลได้ใช้โอกาสในการแทรกแซง เมื่อจําเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งราคาน้ํามัน ราคาเชื้อเพลิงที่มีผลกระทบกับสินค้า ราคาสินค้า ซึ่งรัฐบาลชุดนี้คิดแตกต่างกับรัฐบาลชุดที่แล้วครับ รัฐบาลชุดที่แล้วเข้าไปสนับสนุน เข้าไป ดูแลเชื้อเพลิงที่มีผลกระทบกับสินค้าโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นดีเซล ไม่ว่าจะเป็นแอลพีจี เอ็นจีวี แต่ว่ารัฐบาลชุดนี้เข้ามาปุ๊บลดราคาน้ํามัน ไม่ว่าจะเป็นเบนซิน ๙๕ เบนซิน ๙๑ แน่นอนที่สุด คนที่ได้รับผลกระทบในเริ่มต้นก็ดีใจกัน แต่ว่าถ้าหากได้มาคิดแล้วผมคิดว่าผลกระทบ ที่เกิดขึ้นมันไม่จําเป็นจะต้องไปดูแลขนาดนั้น เมื่อเกิดผลกระทบขนาดนั้นรัฐบาลก็ไม่มี ทางแก้ไขอย่างอื่น นอกจากมาขึ้นราคาน้ํามัน ซึ่งก็กระทบกับค่าครองชีพ กระทบกับค่าขนส่ง ผมดีใจนะครับที่รัฐบาลได้มายอมรับกับคณะกรรมการชุดที่ผมเชิญไป ผมเชิญรัฐบาล เข้ามาชี้แจง รัฐบาลได้มายอมรับกับคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจว่าสาเหตุที่ชะลอ การขึ้นราคาเชื้อเพลิงเอ็นจีวี แอลพีจีนั้น เพราะว่ารัฐบาลเห็นว่ากระทบกับต้นทุนค่าใช้จ่าย ต้นทุนค่าสินค้า ก็ดีใจครับเพิ่งมารู้สึกตัว ทั้งที่พวกเราได้ทักท้วงกันมานาน แต่ว่ามติ ครม. เมื่อวันที่ ๑๔ เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เพิ่งมารู้สึก แต่อย่างไรก็ตามผมคิดว่าที่ผ่านมารัฐบาล มีทางเลือกที่จะไม่จําเป็นต้องขึ้นราคาพลังงาน แต่ว่ารัฐบาลไม่ได้เลือก รัฐบาลไปเห็น ความสําคัญกับบริษัทน้ํามันขนาดใหญ่ ก็คือ ปตท. แทนที่จะเห็นความสําคัญถึง ความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนที่ใช้รถ ใช้ถนนกว่า ๑,๑๐๐,๐๐๐ คัน และผลกระทบ จากพี่น้องประชาชนที่บริโภคสินค้าต่าง ๆ ทั่วประเทศ แต่ไม่เป็นอะไรครับ ท่านประธานครับ ตรงนี้ถือว่ากลับมาตั้งหลักกันใหม่ วันนี้รัฐบาลไม่สามารถยืนยันได้ เมื่อวานบอกว่าจะงดเก็บ ภาษีสรรพสามิตน้ํามันดีเซลหรือไม่ อย่างไร แต่ผมอยากจะให้รัฐบาลช่วยยืนยันหน่อยครับว่า ในเมื่อยอมรับว่าการปรับขึ้นราคาพลังงานนั้นกระทบกับต้นทุนสินค้าแล้ว ปีนี้หรือเมื่อไร รัฐบาลจะมีนโยบายในการปรับขึ้นราคาน้ํามัน หรือว่าเชื้อเพลิง ไม่ว่าจะเป็นแอลพีจี เอ็นจีวี หรือไม่ เพราะตรงนี้ถือว่าเป็นสิ่งที่เราทักท้วงกันมาโดยตลอดว่าไม่ควรจะทําอย่างยิ่ง ท่านประธานครับ ตรงนี้เป็นส่วนหนึ่งที่เกิดจากความล้มเหลวของรัฐบาล เป็นส่วนหนึ่งที่ทําให้ เกิดต้นทุนการขายสินค้าที่สูงมากขึ้น

อีกประการหนึ่งครับ ท่านประธานครับ เรื่องขึ้นค่าแรง ๓๐๐ บาท ผมเอง เห็นด้วยนะครับ ที่พี่น้องผู้ใช้แรงงานนั้นได้มีค่าแรง ได้มีรายได้เพิ่มมากขึ้น แต่ว่าทั้งนี้ทั้งนั้น รัฐบาลควรตระหนักครับว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นนั้นเป็นผลกระทบอย่างไร มากน้อยขนาดไหน เพราะว่าเอสเอ็มอีทั่วประเทศนั้นมีอยู่ ๒.๙ ล้านราย ตรงนี้รัฐบาลควรจะต้องเข้าไปหา มาตรการดูแลเยียวยาให้ทันท่วงทีด้วย รัฐบาลควรจะให้ความสําคัญทั้งผู้บริโภค รัฐบาลควรจะ ให้ความสําคัญทั้งผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ซึ่งถือว่าเป็นรากหญ้าสําคัญของประเทศ แต่ว่า สิ่งสําคัญที่สุดตัวชี้วัดอันหนึ่งที่น่าเป็นห่วง รัฐบาลต้องไปดูนะครับว่าตัวเลขการสั่งปิดเลิก กิจการในเดือนที่ผ่านมาเทียบกับเดือนที่ผ่านมาของปีที่แล้วมีสูงมากขึ้นถึง ๔๑ เปอร์เซ็นต์ ตรงนี้เป็นตัวชี้วัดครับว่ารัฐบาลไม่ได้เตรียมพร้อมถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการขึ้นค่าแรง แน่นอนที่สุดว่าชัดเจนที่สุดคือรัฐบาลประกาศขึ้นค่าแรงเมื่อวันที่ ๑ เมษายน แต่ว่ารัฐบาล เพิ่งมีมติ ครม. ที่มีมาตรการเยียวยาเอสเอ็มอีนั้นวันที่ ๒๔ เมษายน และที่สําคัญที่สุด นอกจากความล่าช้าแล้วยังไม่ทั่วถึง ยังตีโจทย์ไม่แตก รัฐบาลยังมีล็อก สเปก (Lock spec) ไว้ว่าที่ช่วยเหลือนั้น บางมาตรการ อย่างเช่นมาตรการทางภาษีเฉพาะจังหวัดที่มีการขึ้น ค่าแรง ๓๐๐ บาทเท่านั้นเอง ตรงนี้ผมถามว่าเอสเอ็มอีทั่วประเทศนั้น ๗๐ เปอร์เซ็นต์ อยู่ต่างจังหวัด เขาจะคิดอย่างไร เขาจะได้รับผลกระทบอย่างไร รัฐบาลจะช่วยเหลืออย่างไร ไม่มีคําตอบ ตรงนี้ถือว่าเป็นความผิดพลาดอย่างยิ่ง

ท่านประธานครับ มาถึงการแก้ไขปัญหาที่ผมถือว่าเป็นการแก้ไขปัญหา แบบลูบหน้าปะจมูก เหมือนลิงแก้แห ไม่ว่าจะเป็นการนําเข้าน้ํามันปาล์ม ซึ่งเรื่องนี้ ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ภาคใต้ ไม่ว่าจะเป็นท่านอาคม เอ่งฉ้วน กําลังติดตามเรื่องนี้อยู่ เพราะว่า มีความไม่ชอบมาพากลอย่างยิ่ง เป็นการนําเข้าน้ํามันปาล์ม โดยไม่ได้ผ่านคณะกรรมการ น้ํามันปาล์มแห่งชาติ เป็นการนําเข้าน้ํามันปาล์มซึ่งส่งผลกระทบกับพี่น้องเกษตรกร ในปัจจุบัน รัฐบาลคิดว่าจะสามารถบีบพ่อค้าคนกลางได้ แต่ไป ๆ มา ๆ รัฐบาลไม่คิดหรือครับว่า ขณะนี้ผลกระทบที่เกิดขึ้นนั้นเกิดขึ้นกับพี่น้องชาวเกษตรกรปาล์มทั่วประเทศขณะนี้ ซึ่งเรื่องนี้ ท่าน ส.ส. อาคม เอ่งฉ้วน คงจะได้ติดตามอีกครั้งหนึ่ง ท่านประธานที่เคารพครับ ผมคิดว่าไม่ว่าจะเป็นนโยบายต่าง ๆ ที่มาแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เรื่องของการแก้ไขปัญหาโดยใช้โครงการที่ใช้เงินมหาศาล ๑,๖๐๐ ล้านบาท ครม. มีมติ อนุมัติตอนที่ไป ครม. สัญจรที่จังหวัดภูเก็ตตั้งแต่วันที่ ๒๐ มีนาคม เรื่องของการทําโครงการ ธงฟ้าหรือว่าร้านถูกใจ ท่านประธานครับ ตรงนี้ก็เป็นโครงการหนึ่งที่รัฐบาลกําลังล้มเหลว รัฐบาลกําลังแก้ไขผิดพลาดเพราะว่าขณะนี้ ๒ เดือนผ่านไปงบประมาณยังไม่ได้ใช้ เป้าหมาย ที่บอกว่าจะลดค่าใช้จ่ายให้กับพี่น้องประชาชน ๓.๖ ล้านบาทยังไม่ได้ลดสักบาท ร้านที่บอกว่า จะเปิดในกรุงเทพมหานครหลายร้อยร้านได้คุยว่ามีการมาลงทะเบียนแล้วหลายพันร้าน ปรากฏว่ามีแค่โครงการต้นแบบ ร้านต้นแบบที่เหงา ๆ ไม่มีสินค้ามากเท่าไรอยู่ที่ กระทรวงพาณิชย์เท่านั้นเอง ผมเองไปตรวจมาเองครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นส่วนหนึ่ง ที่ชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลล่าช้าและรัฐบาลแก้ไขปัญหายิ่งแก้หรือยิ่งยุ่ง ท่านประธานครับ ผมเอง มีความเห็นว่างบประมาณที่ใช้ใน ๒ หมวด ใน ๒ แผนงานตรงนี้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ การยกระดับความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม แผนงาน ๑.๗ ลดภาระ ค่าครองชีพให้กับพี่น้องประชาชนนั้น ผมคิดว่าสําคัญที่สุดไม่ใช่เรื่องงบประมาณครับ จะให้ไป มากมายขนาดไหนก็ตามแต่ว่ารัฐบาลยังไม่เปลี่ยนท่าที ยังไม่เปลี่ยนนโยบาย ยังไม่เปลี่ยน วิธีการทํางานไม่ว่าจะเป็นเรื่องของท่าทีที่ไปบอกว่าประชาชนเขาคิดไปเองเรื่องของของแพง วิธีการทํางานที่เวลาลงพื้นที่แล้วไปหาข้อมูลสินค้าต่าง ๆ ก็ยกโขยงกันไป ไปขอข้อมูลกับ ผู้ผลิตอย่างเดียวไม่ถามประชาชน นโยบายที่จะแก้ไขแบบปลายทางอย่างเดียว ไปควบคุม ราคาอย่างเดียวไม่คํานึงถึงต้นทุนราคาสินค้า ตรงนี้ผมคิดว่าถ้าหากยังไม่มีการปรับเปลี่ยน เป็นเรื่องที่สําคัญ เป็นเรื่องที่ไม่สามารถที่จะทําให้การแก้ไขปัญหานั้นเป็นไปด้วย ความเรียบร้อยได้ ประชาชนจะไม่ได้รับการแก้ไขปัญหาแน่นอนครับ และสิ่งสําคัญที่สุด ผมอยากจะเน้นครับ ท่านประธานครับ ภาวะผู้นําของผู้นําประเทศของรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผมคิดว่าเรื่องนี้มีความสําคัญมาก ท่านมีคําพูด ที่ประชาชนรู้สึกไม่สบายใจทุกครั้งที่เกิดภาวะวิกฤติ ตอนช่วงน้ําท่วมท่านก็บอกว่าเอาอยู่ ๆ แล้วก็ท่วม วันนี้วิกฤติของแพงท่านบอกว่าประชาชนคิดไปเอง เป็นเรื่องของภัยธรรมชาติ เป็นเรื่องของลมฟ้าอากาศ ท่านประธานครับ เรื่องนี้ผมถือว่าเป็นเรื่องสําคัญ เรื่องของภาวะผู้นํา เรื่องของการสื่อสารของผู้นํารัฐบาลที่จะทําให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นได้ต้องพูดความเป็นจริง ต้องมีข้อมูลที่แท้จริง ต้องมีวิธีการที่ถูกต้องครับ ท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมเน้น ผมย้ําว่าถ้าหากไม่มีการปรับ ไม่มีการเปลี่ยน งบประมาณได้ไปเท่าไรก็ไม่พอใช้ งบประมาณ ใช้ไปเท่าไรก็ไม่สามารถตอบโจทย์ไม่สามารถแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนคนไทย ทั้งประเทศได้ครับ ขอบคุณมากครับ